Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่6 กระบวนการพยาบาลในการให้การพยาบาลอย่างองค์รวมเกี่ยวกับบุคคลที่มีปัญห…
บทที่6 กระบวนการพยาบาลในการให้การพยาบาลอย่างองค์รวมเกี่ยวกับบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช
6.1 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์
ความหมาย : อารมณ์ที่แสดงออกมามีความแปลปรวนไม่คงที่และมีขอบเขตของการแสดงออกมากเกินไปหรือน้อยเกินไป
ความผิดปกติทางอารมณ์แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ
อารมณ์ซึมเศร้า (Depression)เป็นภาวะที่จิตใจหม่นหมอง เศร้า หมดหวัง ท้อแท้มองโลกในแง่ร้ายแบ่งตามอาการได้3 ระดับ
1.อารมณ์ซึมเศร้าเล็กน้อย(Mild depression)การดำเนินชีวิตยังคงเป็นปกติ สามารถบอกเล่าและระบายความรู้สึกออกมาได้
2) อารมณ์ซึมเศร้าปานกลาง (Moderate depression) ซึม พูดน้อยลง คิดช้า วิตกกังวลการทำงานบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอลง รับประทานอาหารได้น้อย
3) อารมณ์ซึมเศร้ารุนแรง (Severe depression) สนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลงบางคนหงุดหงิดไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ หลงผิด ประสาทหลอน และทำร้ายตนเอง
กลไกทางจิตที่ใช้
Repression เก็บกดความรู้สึก ไม่พูด เก็บตัว ไม่สนใจ
Introjection โทษตัวเองไม่ดี ท้อแท้ สิ้นหวัง เป็นมากทำร้ายตนเอง
อารมณ์คลุ้มคลั่ง (Mania)คลุ้มคลั่งเป็นอารมณ์ครึกครื้น
ร่าเริงมากกว่าปกติมีความสุขมากกว่าปกติ แบ่งตามอาการได้3 ระดับ
1) อารมณ์คลุ้มคลั่งระดับต่ำ (Hypomaniaา)อารมณ์ไม่คงที่หากถูกขัดใจก็จะหงุดหงิดได้ง่าย มีการเคลื่อนไหวทางร่างกายมาก
2) อารมณ์คลุ้มคลั่งอย่างเฉียบพลัน(Acute mania)สนุกสนานและครื้นเครงมากกว่าความเป็นจริง มีความคิดสับสน คิดหลายอย่างในเวลาเดียวกันและจะพูดมาก
3) อารมณ์คลุ้มคลั่งรุนแรง (Delirious mania) อารมณ์แปรปรวนมาก ควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นอันตรายต่อผู้อื่น
ปัจจัยด้านชีวภาพ
1) พันธุกรรม (Genetics)
2) สารสื่อประสาท (Neurotransmitter)
3) การทำงานของต่อมไร้ท่อ (Neuroendocrine)
4) การทำงานของสารที่มีผลต่อร่างกาย (Neurophysiological factors)
การจำแนกโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางด้านอารมณ์
1) โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder: MDD)มีอารมณ์เศร้ารุนแรง (Severe depression) เป็นอาการเด่น ร่วมกับอาการอื่น
ทางด้านร่างกาย
ความอยากรับประทานอาหารแปรปรวน (Appetite disturbance)โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง จะรู้สึกเบื่ออาหาร หรือมีความ รับประทานอาหารมากขึ้น
ทำให้น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ใน 1 เดือน
การนอนแปรปรวน (Sleep disturbance) นอนหลับน้อยลงหรือนอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน
ไม่มีพลัง (Lack of energy) ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
มีอาการท้องผูก (Constipation) ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
ทางด้านอารมณ์ (Emotional symptoms) มีอารมณ์เศร้ารุนแรง เบื่อหน่าย ไม่มีความสนใจในการทำกิจกรรม
ทางด้านความคิด (Cognitive symptoms) คิดซ้ำๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่มีสมาธิ มีความคิดซ้ำๆ
ทางด้านพฤติกรรม (Behavioral symptoms) ผู้ป่วยจะมีอาการ เชื่องช้า เดินช้าไม่พูดไม่โต้ตอบ
ไม่อยากทำอะไร อยู่เฉยๆ
2) โรคอารมณ์ซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymic disorder) ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคเรื้อรัง แต่อาการรุนแรงน้อยกว่าโรคซึมเศร้า
ทางด้านร่างกาย (Neurovegetative symptoms) เบื่ออาหาร หรือ
รับประทานอาหารได้มากขึ้น นอนไม่หลับ หรือนอนหลับได้มากขึ้น ความสนใจทางเพศลดลง
ทางด้านอารมณ์ (Emotional symptoms) ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ
ทางด้านความคิด (Cognitive symptoms) คิดช้า คิดเรื่องเดิมหรือคิดซ้ำๆคิดถึงตนเองในด้านไม่ดี ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ทางด้านพฤติกรรม (Behavioral symptoms) ผู้ป่วยจะบ่นว่ารู้สึกเหนื่อยเรื้อรังรู้สึกอ่อนเพลียจากการทำกิจกรรมปกติ
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคอารมณ์ซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymic disorder) ตามเกณฑ์ของ DSM-V
3) กลุ่มโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorders) เป็นกลุ่มโรคที่มีอารมณ์ผิดปกติสองด้านระยะอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode) และระยะคลุ้มคลั่ง (Manic episode)
ทางด้านร่างกาย (Neurovegetative symptoms) ไม่รู้สึกง่วงนอนหรือนอนไม่หลับแม้จะพักผ่อนเพียง 2-3 ชั่วโมง ก็รู้สึกว่าเพียงพอ
ทางด้านอารมณ์ (Emotional symptoms) ผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก มีอารมณ์ครึกครื้น รื่นเริง
สนุกสนานเกินความเป็นจริง
ทางด้านความคิด (Cognitive symptoms) ผู้ป่วยมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย
ความคิดเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งหรือความคิดแล่นเร็ว
ทางด้านพฤติกรรม (Behavioral symptoms) ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมมากไม่อยู่เฉย เดินไปเดินมา
ความต้องการนอนลดลง ผู้ป่วยจะหลับเพียง 2-3 ชั่วโมงต่อคืนก็รู้สึกเพียงพอ
5) โรค Bipolar II Disorderผู้ป่วยมีอาการระยะคลุ้มคลั่งระดับต่ำ (Hypomanic episode) สลับกับระยะ
อารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)
4) โรค Bipolar I disorder ผู้ป่วยมีอาการระยะคลุ้มคลั่ง (Manic episode) สลับกับระยะอารมณ์
ซึมเศร้า (Depressive episode)
6) โรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง (Cyclothymic disorder) จัดเป็น mild form of bipolar disorderจะมีอาการของ hypomania สลับกับอาการซึมเศร้าที่ไม่รุนแรงถึงขั้น major depressive disorder ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่
การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์
การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ เพราะถ้าผู้ป่วยเป็น major depressive disorder และมีอาการหลงผิดด้วยแพทย์จะให้ยา neuroleptics ในผู้ป่วย mania แพทย์จะให้ยาควบคุมอารมณ์ (Mood stabilizing drugs) เช่น lithium
carbonate
การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy: ECT) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สำหรับโรคซึมเศร้า และโรคอารมณ์แปรปรวนทั้งระยะซึมเศร้าและระยะคลุ้มคลั่ง หรือในผู้ป่วยที่มีประวัติว่ารักษาด้วย ECT แล้วได้ผลดี
การรักษาทางจิตสังคม (Psychological treatment)
1) จิตบำบัด (Psychotherapy)
2) การบำบัดความคิด (Cognitive therapy)
3) พฤติกรรมบำบัด (Behavior therapy)
4) การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (Milieu therapy)
กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์
การพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (Depressive disorder)
การประเมิน (Assessment)
1) อาการของโรคซึมเศร้า
2.ความใส่ใจกับอาการทางกายของตนเอง
3.ประวัติการพยายามฆ่าตัวตายของผู้ป่วย
4) พิจารณาจากระดับของอารมณ์ซึมเศร้า
1) การพยาบาลทางด้านร่างกาย
บันทึกพฤติกรรม ปริมาณอาหารและน้ำที่ผู้ป่วยได้รับ
การรับประทานอาหาร พยาบาลต้องประเมินให้ได้ว่าผู้ป่วยไม่รับประทานอาหารจากสาเหตุใด
การนอน ผู้ป่วยซึมเศร้ามีอาการนอนไม่หลับ จัดให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
คิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า พยาบาลต้องจัดให้ผู้ป่วยเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วย
การพยาบาลทางด้านจิตสังคม
ผู้ป่วยซึมเศร้าอาจทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย พยาบาลต้องคอยประเมินว่าผู้ป่วยมีความคิดที่จะทำร้ายตนเองหรือไม่
จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่มีอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยจะใช้ทำร้ายตนเอง
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกภายในใจ โดยที่พยาบาลรับฟังด้วยความเข้าใจและเห็นใจ
ผู้ป่วยมองตนเองในด้านลบ ทำให้มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ พยาบาลต้องยอมรับผู้ป่วย ให้เวลากับผู้ป่วย บอกถึงข้อดีให้ผู้ป่วยทราบ
การพยาบาลผู้ป่วยอาการคลุ้มคลั่ง (Mania)
การประเมิน (Assessment)
1) ทางด้านอารมณ์ ผู้ป่วยมีอารมณ์ครึกครื้น สนุกสนานเกินความเป็นจริง หรืออารมณ์หงุดหงิดง่าย
2) ทางด้านความคิดและการรับรู้ ผู้ป่วยมีความคิดเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คิดว่าตนเองมีอำนาจ
3) ทางด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหว และมีการพูดจามากน้อยแค่ไหน
4) พิจารณาจากระดับของอารมณ์คลุ้มคลั่ง (Mania)
การปฏิบัติการพยาบาล (Nursing intervention)
การพยาบาลทางด้านร่างกาย
แนะนำเรื่องการดูแลความสะอาดร่างกาย และช่วยเหลือตามความจำเป็น
จัดให้ผู้ป่วยได้พักเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการใช้พลังงานมากเกินไป
อาหารและน้ำ ผู้ป่วย mania
ไม่สามารถรับประทานอาหารได้นานพยาบาลต้องช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยรับประทานอาหาร
การขับถ่าย พยาบาลควรสังเกตและสอบถามเกี่ยวกับการขับถ่ายของผู้ป่วย
การพยาบาลทางด้านจิตสังคม
สร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจและให้โอกาสผู้ป่วยระบายคว
ามรู้สึกไม่สบายใจออกมา
ผู้ป่วยอาจจะแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ใช้คำพูดไม่เหมาะสมควรใช้การจำกัดพฤติกรรมและให้แรงเสริมเมื่อผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม
จัดให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัด
ในระยะที่มีอาการรุนแรงควรเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวในกลุ่ม ใช้เวลาสั้นๆ ง่ายๆ
6.2 การพยาบาลผู้ที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรม
สาเหตุของความก้าวร้าว (Aggression) ความไม่เป็นมิตร (Hostility) และความรุนแรง(Violence)
กลุ่มอาการทางสมอง (Organic cause)
1) อาการ intoxication หรือ withdrawal จากยาหรือสารเสพติดต่างๆ เช่น เฮโรอีน สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
2) โรคลมชัก มักจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการชัก ซึ่งผู้ป่วยยังสับสน
อาการอาจเป็นอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือหลายวัน อาจถึง 7 วัน
ผู้ที่ได้รับอันตรายต่อศีรษะ มีการกระทบกระเทือนของสมองอย่างรุนแรงและหมดสติไปเป็นเวลานาน
กลุ่มอาการทางสมองเรื้อรัง เช่น ผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม (Senile dementia)
สมองมีแผลจากโรคที่เป็น เช่น herpes simplex encephalitis หรือ brain tumor
อาจมีภาวะทางกายบางอย่างทำให้ผู้ป่วยกระวนกระวาย โมโหง่ายขึ้น เช่น hypoglycemia
กลุ่มอาการทางจิต (Functional cause)
โรคจิตชนิดต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยมีอาการกลัวหวาดระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน
ผู้ป่วยโรคจิตอารมณ์แปรปรวน (Affective disorders) ชนิดแมเนีย (Mania) จะมีลักษณะคลุ้มคลั่ง พูดมาก พูดเร็ว เคลื่อนไหวตลอดเวลา
ผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแปรปรวน (Personality disorders) ชนิดต่อต้านสังคม (Antisocial) มีพฤติกรรมแบบหุนหันพลันแล่น
ลักษณะพฤติกรรมของผู้ป่วยที่บ่งบอกว่าอาจแสดงอาการก้าวร้าวรุนแรง
1) แสดงอารมณ์หงุดหงิด รำคาญ ขาดความอดทน อยู่นิ่งไม่ได้
2) ใช้คำพูดรุนแรง ส่งเสียงดัง เอะอะ อาละวาด ฉุนเฉียว
3) มีการเคลื่อนไหว เดินไปเดินมาตลอด
4) มีท่าทางหวาดกลัว พร้อมที่จะกระทำรุนแรงเพื่อป้องกันตัวเอง
5) ซึมเศร้า ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย
6) พูดเร็ว ไม่ปะติดปะต่อ
7) สูญเสียการตัดสินใจ การรู้จักตัวเอง
8) ไม่สนใจในเรื่องของตนเอง เช่น การรับประทาน การนอน การขับถ่าย
กระบวนการพยาบาลในการพยาบาล
การประเมิน (Assessment)
ประวัติการมีพฤติกรรมรุนแรงเป็นปัจจัยทำนายที่ดีที่สุดของการเกิดความรุนแรงในอนาคต
ผู้ป่วยที่มีความคิดหวาดระแวงจากอาการของโรคจิต
การประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยที่อาจเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
ผู้ป่วยแสดงความก้าวร้าวบ่อย
การปฏิบัติการพยาบาล
ประเมินสภาพอารมณ์และสังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งสังเกตสัญญาณเตือนของ การเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทางสีหน้าท่าทาง คำพูด
2) สร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด โดยเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่มีเมตตา
ให้เกียรติ ไม่แสดงอารมณ์หรือคำพูดตอบกลับรุนแรง
การฆ่าตัวตาย (Suicide) หรือการทาลายตนเอง (Self-destructive)
สาเหตุ
1) ปัจจัยทางด้านชีวภาพ
มีการศึกษาพบว่าผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายหรือผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายจะมีความแปรปรวนของสาท
การเจ็บป่วยทางด้านร่างกายและจิตใจ
ทางด้านร่างกายมักเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยที่ทุกข์ทรมาน การเจ็บป่วยเรื้อรัง
2) ปัจจัยทางด้านจิตใจ
รู้สึกสูญเสียบุคคลสำคัญหรือสิ่งของที่รัก
การหันความรู้สึกโกรธเข้าหาตนเอง
3) ปัจจัยทางด้านสังคม
สภาพเศรษฐกิจ
สภาพที่บุคคลในสังคมมีความผูกพันกันน้อยลง
ความรู้สึกว่าไม่มีความผูกพันกับสังคม
การรักษาผู้ป่วยที่ฆ่าตัวตายหรือทำลายตนเอง
รักษาผลของพฤติกรรมฆ่าตัวตายก่อน
ป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำ
การรักษาทางจิตเวช
รับฟังผู้ป่วย
ร่วมกับผู้ป่วยในการพิจารณาถึงพฤติกรรมการฆ่าตัวตายที่ผ่านมา
6.3 การพยาบาลผู้ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
สาเหตุ
ปัจจัยด้านชีวภาพ
ปัจจัยทางพันธุกรรม/ครอบครัว
สารสื่อประสาทผิดปกติ
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
การดูแลของพ่อแม่ ลักษณะการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กดดัน เช่น การถูกกดขี่
ปัจจัยด้านจิตใจ
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory)
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory)
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory)
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
มีพฤติกรรมแปลกหรือประหลาด
(Odd-eccentric)
มีการแสดงอารมณ์มาก เหมือนเสแสร้งเล่นละคร อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย (Dramatic-emotional)
มีความวิตกกังวลสูงหรือหวาดกลัว
(Anxious-fearful)
อาการและอาการแสดงของความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
1) บุคลิกภาพแบบพึ่งพา ขาดความเชื่อมั่นในตนเองจึงยอมที่จะทำตามความต้องการของผู้อื่นมากกว่าความต้องการของตนเอง ยอมให้ผู้อื่นรับผิดชอบชีวิตตน ผู้มีบุคลิกภาพพึ่งพาจะไม่ชอบการเป็นผู้นำ
2) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ลักษณะทั่วไปหากคบผิวเผินจะไม่เห็นว่าผู้ป่วยผิดปกติอฃและแต่จากประวัติในวัยเด็กจะมีตั้งแต่โกหก หนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน ลักขโมย
บุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง จะมีลักษณะการแสดงออกที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงง่ายในด้านอารมณ์ พฤติกรรม
ภาพลักษณ์ตนเอง และความชื่นชอบ ร่วมกับความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งของรอบตัว
การบำบัดรักษาผู้ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
การรักษาด้วยยา
จิตบำบัด
พฤติกรรมบำบัด
นิเวศบำบัด
บุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline personality disorder)
การวางแผนการพยาบาล
1) เพื่อสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยด้วยความเอาใจใส่และความไว้วางใจในขอบเขตที่เหมาะสม
2) เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย
3.เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีทักษะในการแก้ปัญหาในลักษณะของการเพิ่ม ขีดความสามารถให้กับบุคคล
4.เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงแหล่งบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
การปฏิบัติการพยาบาล
การให้เรียนรู้จากแบบอย่างของพฤติกรรมที่กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
แนะนำการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่น ด้วยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับได้ในสังคม
ให้เลือกและทดลองใช้เทคนิคการแก้ปัญหา แบบใช้เหตุผลโดยแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา
ให้เลือกวิธีการผ่อนคลายความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง
ฝึกให้แสดงบทบาทสมมติ (Role play) เกี่ยวกับทักษะที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิต
ชมเชยและให้แรงเสริมทางบวกในทุกๆ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี