Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพัฒนางานของหัวหน้าพยาบาล - Coggle Diagram
การพัฒนางานของหัวหน้าพยาบาล
การบริหารการเปลี่ยนแปลง
การบริหารการเปลี่ยนแปลง หมายถึง การจัดการกับเหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม และทําให้เกิดการพัฒนาองค์กรทั้งเชิง ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
รูปแบบของการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงเชิงรุก (Proactive) เป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงจากผู้อื่นซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์สถานการณ์ และแนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเตรียมการรองรับถึงผลที่จะเกิดขึ้นหากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลในเชิงลบก็จะทําให้เกิดผลที่ไม่รุนแรง
การเปลี่ยนแปลงเชิงรับ (Reactive) เป็นการถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้อื่น อาจจะเป็นในเชิงจาก หน่วยงานต้นสังกัด หรือเป็นนโยบายระดับองค์กร ระดับประเทศก็ได้ ทั้งๆ ที่ บุคคลในองค์กรอาจไม่ยอมที่จะ เปลี่ยนแปลง หรือมีความคิดติดยึดในแบบเดิมๆมานาน
แนวทางการบริหารความเปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารต้องเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารทางการพยาบาลที่ดี คือ เป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้น ต้องริเริ่มหรือกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ต้องบริหารเชิงรุก หรือ Proactive การบริหารที่ต้องมีการคาดการณ์และวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
-สิ่งแวดล้อมทางกายภาพและประชากร (The physical environment and population)
-เทคโนโลยี (Technology)
-กระบวนการทางวัฒนธรรม (Cultural processes)
-การพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Economic development)
-การขยายตัวของกระแสประชาธิปไตย(Democracy)
ลักษณะการต่อต้านมีทั้งหมด 3 รูปแบบ
1 การปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง (Denial) บุคคลประเภทนี้จะหลีกหนีการร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น
2 การต่อต้านเงียบ (Passive Resistance) บุคคลประเภทนี้ จะแสดงตนเหมือนพร้อมให้ความ ร่วมมือแต่เมื่อต้องปฏิบัติงานจะไม่ให้ความร่วมมือ
3 การต่อต้านอย่างเปิดเผย (Active Resistance) บุคคลประเภทนี้ จะแสดงความไม่เห็นด้วย อย่างเปิดเผย และมักจะโน้มน้าวให้ผู้อื่นคล้อยตามตนเอง
ปัจจัยที่สำคัญ
1.ปัจจัยภายนอก (External Change Driver)
คือ สิ่งที่ผลักดันจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐ ปัจจัยต่างๆทางเศรษฐกิจ การเมืองความต้องการของผู้รับบริการ การแข่งขันสภาพของตลาดคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะก่อให้เกิดรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ ๆ ของผู้คน
2.ปัจจัยภายใน (Internal Change Driver)
คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในองค์กรที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ได้แก่ การปรับทิศทางหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การเปลี่ยนผู้บริหาร การปรับเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ การกระจายอำนาจหรือรวมอำนาจ การรวมองค์กรหลายองค์กรเข้าด้วยกันเป็นต้น
การจัดแผนงบประมาณ
การจัดการงบประมาณ (Budget) หมายถึง แนวทางการพิจารณาและช่วงเวลาของงบประมาณแสดง ให้ทราบถึงรูปแบบความรับผิดชอบที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของอํานาจทางเมือง หรือ หมายถึง แผน เบ็ดเสร็จซึ่งแสดงออกมาในรูปของตัวเงิน แสดงโครงการดําเนินงานทั้งหมดในระยะเวลาหนึ่ง แผนนี้รวมถึงการกะประมาณบริการ กิจกรรม โครงการและการใช้จ่ายตลอดจนทรัพยากรที่จําเป็นในการสนับสนุนการ ดําเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามแผน
ชนิดของงบประมาณ
งบบุคลากร ประกอบด้วย เงินเดือน (salary)
ค่าจ้างประจํา ค่าจ้างชั่วคราว
งบดําเนินการ ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย
ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค
งบลงทุน
งบเงินอุดหนุน
งบเงินสด
งบแผนงาน
ขั้นเตรียมงบประมาณ (Budget preparation) ประกอบด้วยการดําเนินการ 4 ขั้นตอนคือ
การกําหนดวัตถุประสงค์ หรือจัดทําแผน โครงการต่างๆ ประมาณการรายจ่าย
การรวบรวมปัญหาวิเคราะห์การใช้จ่ายในแต่ละโครงการของแต่ละงาน
แก้ไขปรับปรุงยอดรายจ่าย ซึ่งอาจมีการพิจารณาตัดทอน หรือเพิ่มเติม
เสนอแผนงบประมาณต่อฝ่ายบริหาร
ความสำคัญและประโยชน์
1.ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารองค์กรตามแผนงานและกำลังเงินที่มีอยู่โดยให้มีการปฏิบัติงานสอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้เพื่อลดการปฎิบัติงานที่ไม่จำเป็นต่อองค์กร
2.ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหน่วยงานถ้าหน่วยงานจัดงบประมาณการใช้จ่ายอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพโดยองค์กรต้องพยายามใช้จ่ายและจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิผลไปสู่โครงการที่จำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้า
3.เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพเนื่องจากทรัพยากรหรืองบประมาณของหน่วยงานมีอยู่จำกัดดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรและมีการวางแผนการปฎิบัติงานการใช้จ่ายทรัพยากรนั้นนั้นเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วัตถุประสงค์ของงบประมาณ
องค์กรมีการวางแผนในการจัดสรรงบประมาณ
ให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ ซึ่งงบประมาณจะเปลี่ยนแผนต่างๆให้อยู่ในรูปตัวเลขทำให้เห็นภาพชัดเจน
ทำให้เกิดการระมัดระวังในการใช้จ่ายการจัดทำงบประมาณจะทราบถึงขอบเขตการใช้จ่ายในหน่วยงาน
4.ทำให้มีผลการดำเนินงานและฐานะการเงินตามเป้าหมาย
การจัดสรรงบประมาณทางด้านสุขภาพ
แบบงบยอดรวม(Global budget/Block grant)
แบบเหมาจ่ายรายหัวประชากร (Capitation)
แบบรายกิจกรรม มีหรือไม่มีราคากลาง (Fee-for-service and price schedule)
แบบตามรายโรคที่ป่วย ดูตาม DRGs(Cases-based budget)
แบบอัตราคงที่
แบบรายวัน
การมอบหมายงาน/ความรับผิดชอบ
ความหมาย
เป็นบทบาทพื้นฐานอันสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องปฏิบัติเป็นประจำในการจัดการหลังจากได้จัดคนเข้าทำงานตามความรู้ ความสามารถและความถนัดแล้ว หรือที่เรียกว่า Put the Right Man on the Right Job
ลักษณะงานหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรที่มีต่อองค์กร
ทำความกระจ่างชัดกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร
คิดว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นงานที่ท้าทายความรู้ ความสามารถและศักยภาพของตนเอง
ช่วยกันดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ให้นำไปใช้ประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด ไม่ฉวยโอกาสจากองค์กร
ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าลงมือทำ
พัฒนาตนเองในงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
การมอบหมายงานในหอผู้ป่วยในลักษณะ ดังนี้
การมอบหมายงานเป็นหน้าที่
การมอบหมายงานเป็นรายบุคคล(case method)
การมอบหมายงานแบบทีม (Team Method)
การมอบหมายงานแบบเจ้าของไข้ (Primary Nursing)
การมอบหมายงานแบบผสม (Multiple Method)
ข้อควรคำนึงถึงในการมอบหมายงาน
ใครเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายนี้ คือต้องใส่ใจและคำนึงว่าควรเลือกคนที่เหมาะสมมารับผิดชอบงานเพื่อ ประกันความสำเร็จ และลดความเสี่ยง ซึ่งคำที่คุ้นเคยกันคือ Put the right man to the right job นั่นเอง
งานที่มอบหมายบางงานต้องมีผู้ปฎิบัติร่วมกันหลายคนควรคำนึงถึงหลักการทำงานเป็นทีมกล่าวคือควรพิจารณาคนที่สามารถทำงานร่วมกันได้
ประโยชน์ของการมอบหมายงาน
ทำให้มีเวลามากขึ้น โดยสามารถนำเวลาไปทำกิจกรรมงานอื่นๆได้เช่น การแก้ปัญหางาน หรือคิดสร้างสรรค์สิงใหม่
เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานซึ่งถือว่า เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางหนึ่ง
เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อการเป็นหัวหน้างานใน อนาคตซึ่งอาจถือว่าเป็นการประเมินศักยภาพของเขาไปด้วย
การบริหารทรัพยากร
-ความหมายเป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนงานและผู้บริหาร
ความสำคัญของจัดการทรัพยากร
1.ทำให้มีการพัฒนาทรัพยากรและมีการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเหมาะสม
2.ทำให้มีบุคลากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้รับบริการและองค์กร
3.ทำให้มีการใช้ศักยภาพของทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด
ทำให้ได้บุคคลที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร
ทำให้องค์การสามารถดำเนินการอย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ทำให้มีแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
1.การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง
ความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการทำงาน
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ขนาดและความซับซ้อนขององค์กร
การรับรู้ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์
เทคนิค วิธีการถ่ายทอดความรู้
ผลการปฏิบัติงานของหน้าที่หลัก
ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ประโยชน์ของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
ช่วยวางแผนพัฒนาการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้กิจกรรมด้านทรัพยากรมนุษย์และเป้าหมายขององค์การในอนาคตมีความสอดคล้องกัน
ช่วยในด้านทรัพยากรมนุษย์เป็นไปอย่างมีระบบและมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
ช่วยให้การจ้างพนักงานใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไปตามความต้องการของแผนหรือฝ่ายต่างๆ
ส่งเสริมและพัฒนาโอกาสความเท่าเทียมกันของพนักงานในหน่วยงานต่างๆ ขององค์การ
เป็นแนวทางสำหรับองค์การ จะได้ผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน
ด้านเครื่องมืออุปกรณ์
หลักการในการบริหารจัดการอุปกรณ์
เพียงพอ พร้อมใช้ ได้มาตราฐาน และปลอดภัย
การจัดสรรบุคลากร
การจัดสรรบุคลากร หมายถึง กระบวนการของการวิเคราะห์ความต้องต้องการกำลังคนอย่างเพียงพอ โดยคนมีคุณภาพมีความรู้ความสามารถที่ปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้รับบริการหรือผู้ป่วยปลอดภัยโดยได้รับบริการพยาบาลมีคุณภาพการจัดอัตรากำลังทางการพยาบาลเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในกระบวนการบริหารการพยาบาลเพราะบุคลากรเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญต่อการบริหารองค์กรการจัดการด้านบุคลากรที่ดีจะต้องมีบุคลากรที่เพียงพอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
ความสำคัญ
1.ทำให้เกิดการป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนของบุคลากร
2.ทำให้มีการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการแก่บุคลากรอย่างเหมาะสม
3.ทำให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทำให้ได้คนดีและมีความสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร
4.ทำให้มีบุคลากรทำงานที่เพียงพอและต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
เพื่อสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในองค์การ (Recruitment and Selection)
เพื่อใช้คนให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Utilization)
เพื่อบำรุงรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์การนาน ๆ (Maintenance)
เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถ (Development)
กระบวนการ
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์มี 4 ขั้นตอนดังนี้
-ขั้นตอนเตรียมการ
ผู้ดำเนินการวางแผนจะต้องศึกษาวัตถุประสงค์ขององค์กร
-ขั้นตอนการสร้างแผน
ผู้ดำเนินการวางแผนจะทำการกำหนดรายละเอียดของกิจกรรม
-ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน
การนำแผนไปปฏิบัติโดยการกำหนด์ผู้รับผิดชอบและทำความเข้าใจร่วมกัน
-ขั้นตอนประเมินผล
เพื่อให้การวางแผนทรัพยากรมนุษย์มีประสิทธิภาพมากที่สุด
การจัดสรรกำลังคนเข้าไปทำงานตามโครงสร้างขององค์กร
การคัดเลือกบุคคลมากปฏิบัติงานจะต้องใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพ
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เทคโนโลยี สภาพแวดล้อมและความซับซ้อนขององค์กรทำให้ทุกองค์กรต่างมีการแข่งขันเพื่อให้ดำรงอยู่ได้
การบริหารค่าตอบแทนเป็นปัจจัยที่จงใจและส่งเสริมความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
สวัสดิการเป็นการสร้างความมั่นคงและแบ่งเบาภาระบางส่วนของบุคคลากร
7.การประเมินผลการปฏิบัติงานทำให้งานมีประสิทธิภาพและได้มาตราฐาน
การวางแผนอัตรากำลัง (Staffing plan) เป็นการคาดการณ์เกี่ยวกับประเภท คุณภาพ คุณสมบัติของบุคลากร เพื่อตอบสนองเป้าหมายขององค์กร แบ่งเป็น
1) แผนระยะสั้น เป็นการวางแผนกำหนดอัตรากำลังให้มีเพียงพอที่จะให้บริการในแต่ละวัน ตลอดทั้งปี
2)แผนระยะยาวเป็นการวางแผนอัตรากำลังในอีก 3, 5 และ 10 ปี
การวางแผน
เชิงกลยุทธ์
หมายถึงการตัดสินใจในการปฏิบัติการเพื่อให้องค์กรประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานระยะยาว
ลักษณะสำคัญ
เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นถึงอนาคต (Future - Oriented)
เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นการจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กร (Change -Oriented)
เป็นการบริหารองค์การแบบองค์รวม(Holistic Approach)
เป็นการบริหารองค์การที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการดำเนินงาน (Result – Based Focus)
เป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ (Stakeholder -Oriented)
เป็นการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการวางแผนระยะยาว(Long – Range Planning)
ความสำคัญ
ช่วยให้องค์กรมีกรอบและทิศทางชัดเจน
ช่วยให้ผู้บริหารคิดอย่างเป็นระบบ
ช่วยสร้างความพร้อมให้องค์กร
ช่วยสร้างประสิทธิภาพในการแข่งขัน
ช่วยให้การทำงานเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติหน้าที
ช่วยให้องค์กรมีมุมมองที่ครอบคลุม
การวางแผนกลยุทธ์ของหอผู้ป่วย
กำหนดกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ
กลยุทธ์ด้านพัฒนาบริการเน้นพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่พบบ่อยหรือมีปัญหาในการดูแลในหอผู้ป่วย มุ่งให้เกิดความปลอดภัยได้คุณภาพ มาตรฐาน
กลยุทธ์ด้านพัฒนาบุคลากร คือทำให้บุคลากรมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปีและการดูแลผู้ป่วยของหอผู้ป่วย
กลยุทธ์ด้านพัฒนาวิชาการเน้นพัฒนาวิธีปฏิบัติโดยใช้ความรู้ที่ทันสมัย การทำ KM (Knowledge management) และ R2R (Routine to research) เพื่อนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงาน
การวางแผนกลยุทธ์ของหอผู้ป่วยเป็นการวางแผนระยะยาว 5 ปี เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์และเป้าหมายของหอผู้ป่วยโดยทีมแผนกลยุทธ์
ขั้นตอน
การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์
การกำหนดกลยุทธ์
การนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
การประเมินและควบคุมกลยุทธ์
ความเเตกต่าง
การวางแผนปฏิบัติการ (Operational Plans) ใช้อธิบายเป้าหมายในการปฏิบัติงานขององค์กรในลักษณะที่เป็นหน้าที่เฉพาะของหน่วยงาน หรือมีลักษณะที่เป็นงานที่ต้องทําเป็นประจําวันต่อวัน การวางแผนปฏิบัติการเป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับล่างที่จะต้องกระทําตามเป้าหมายปฏิบัติการ และให้สอดคล้องกับแผนยุทธวิธีและแผนกลยุทธ์แผนปฏิบัติการ และให้สอดคล้องกับแผนยุทธวิธีและแผนกลยุทธ์แผนปฏิบัติการจึงมีลักษณะการวางแผนระยะสั้น ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆภายในองค์กร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผู้บริหารสามารถควบคุมได้
การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นการวางแผนที่ถูกจัดทําขึ้นโดยผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับเป็นหมายกลยุทธ์ขององค์กรแล้วประสานไปยังผู้บริหารระดับกลาง และระดับล่าง ทําให้การวางแผนกลยุทธ์มีลักษณะการบริหารแบบลงล่าง (Top-Dow Planning) ที่ผู้บริหารระดับสูงมีบทบาทสําคัญที่สุด การวางแผนกลยุทธ์จะกล่าวถึงขอบเขตกว้างๆ ของการจัดกิจกรรมขององค์กร ซึ่งต้องครอบคลุมทรัพยากรทั้งหมดที่องค์กรมีอยู่ตลอดจนการพยากรณ์สภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก เป้าหมายของการวางแผนกลยุทธ์โดยทั่วไปจะมุ่งเน้นให้องค์กรเจริญเติบโตและดํารงอยู่ได้ในอนาคต กับการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดําเนินงานขององค์กร
แผนปฏิบัติการคือ เครื่องคํ้าประกันว่าเป้าหมายในการทํางานในแต่ละปีมีโอกาสบรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้
วัตถุประสงค์ของการจัดทําแผนปฏิบัติการ
เพื่อให้มั่นใจว่ามีแนวทางในการสร้างความสําเร็จให้กับเป้าหมายที่กําหนดไว้ได้
เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการทํางานไว้ล่วงหน้า
เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการทํางานไว้ล่วงหน้า
เพื่อลดความขัดแย้งในการทํางานที่ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
เพื่อลดความผิดพลาดและลดความซํ้าซ้อนในการทํางาน
เพื่อจัดลําดับความสําคัญและเร่งด่วนของการทํางานไว้ล่วงหน้า
เพื่อใช้ในการมอบหมายงานให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะทุกคนจะทราบว่าใครจะต้องทําอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร
เพื่อใช้ในการกําหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายประจําปี
เพื่อให้แผนที่วางไว้มีความเป็นไปได้และใกล้เคียงกับการที่จะปฏิบัติจริงให้มากที่สุด
ขั้นตอนการจัดทําแผนปฏิบัติการ
วิเคราะห์ความจําเป็นของการจัดทําแผนปฏิบัติการ ( Action Plan Needs)
จัดลําดับความสําคัญของแผนปฏิบัติการ
ดําเนินการจัดทําแผนปฏิบัติการ
การวางแผน คือ การกําหนดการไว้ล่วงหน้า ว่าจะทําอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร อย่างไร
หลักการ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ มีเป้าหมาย ควรทําเมื่อไร ปัจจัยต่างๆ ต้องคํานึงถึงสถานที่และเวลา
ประโยชน์
ประหยัดแรงงาน วัสดุและเวลา
เกิดระเบียบในการปฏิบัติงาน
ผู้นิเทศสามารถควบคุมติดตามและประเมินผลได้
เป็นไปตามที่กําหนดไว้ประหยัดทรัพยากรที่ใช้และช่วยควบคุมติดตามและประเมินผลได้
ช่วยให้ผู้รับผิดชอบทราบงานล่วงหน้า
เกิดประสิทธิภาพในการทํางาน
การวางแผนที่ดี
เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมในการวางแผน
ปรับปรุงแก้ไข้เมื่อจําเป็น
มีวัตถุประสงค์แน่นอน ชัดเจน เข้าใจง่าย
นําไปปฏิบัติได้
มีการกําหนดแผนงานชัดเจน