Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การสื่อสารและการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วย - Coggle Diagram
การสื่อสารและการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วย
การสื่อสารที่ใช้บ่อยทางการแพทย์
การแนะนำล่วงหน้า เป็นข้อมูลที่มุ่งให้ผู้รับบริการได้ประโยชน์ในอนาคตในเชิงเฝ้าระวัง ติดตาม ป้องกัน
การให้การปรึกษา วิธีการนี้มีเทคนิคค่อนข้างมากแต่มีประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์สูง ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากและ สื่อสารแบบรายบุคคลหรือเฉพาะครอบครัวเท่านั้น ไม่สามารถจัดรวมเป็นกลุ่มได้
การให้ความรู้หรือการแนะนำโดยตรง เป็นวิธีที่ใช้ได้ง่ายไม่ต้องใช้ทักษะหรือเทคนิคมาก ประหยัดเวลาสามารถทำเป็นรายกลุ่มได้
ทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร
การทวนซ้ำและสรุปความหรือประเด็นสำคัญ
การให้กำลังใจ เสริมพลังทางบวก ความหวัง
การตั้งคำถามซึ่งช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ป่วยและครอบครัวได้
การให้ข้อมูลที่สอดคล้อง เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การสังเกต การเงียบ และการใช้ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า แววตา
การสะท้อนความรู้สึกของผู้รับบริการเพื่อแสดงให้เห็นว่าพยาบาลเข้าใจและเห็นใจในสถานการณ์ที่ ผู้ป่วยและครอบครัวกำลังเผชิญ
ขั้นตอนการสื่อสารกับผู้ป่วยเด็ก
การให้ข้อมูลในมุมมองที่เป็นบวกเสมอ หลีกเลี่ยงการขู่เข็น บังคับ
การให้ข้อมูลในมุมมองที่เป็นบวกเสมอ หลีกเลี่ยงการขู่เข็ญ บังคับ
การสร้างสัมพันธภาพ การทักทาย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและแจ้งวัตถุประสงค์
สรุปสาระสำคัญและให้กำลังใจผู้ป่วยและครอบครัว
พัฒนาการในแต่ละช่วงวัย
วัยทารก ( อายุ 0-1 ปี ) เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถใช้คำพูดได้ จึงต้องใช้การติดต่อแบบไม่ใช้คำพูด โดยแสดงออกทางพฤติกรรมการร้องไห้ หัวเราะ หรือใช้ส่งเสียง เช่น หิว เจ็บปวด เหงาหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย
วัยเด็กตอนต้น ( 1-6 ปี ) จะสนใจตนเองและบิดามารดา และจะมีแนวคิดยึดตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง การสื่อสารในวัยนี้หากมีสื่ออุปกรณ์เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กรับสารได้ง่าย
วัยเรียน ( 6ปีขึ้นไป-12ปี ) เด็กวัยเรียนตอนต้นจะกลัวสิ่งที่กำลังเผชิญ และมีความต้องการรับรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเขา พยาบาลควรตอบคำถามทุกอย่างที่เด็กต้องการทราบในการ ทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเด็ก เช่น การวัดความดันในเด็กเครื่องมือเป็นอย่างไร
วัยรุ่น ( 13-19ปี ) เด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดและพฤติกรรมอยู่ระหว่างความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ พยาบาลควรให้เวลาในการปรับตัวและกระตุ้นให้ เด็กแสดงศักยภาพของตนเองหรือชื่นชมเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของเด็ก
ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก
ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพ สัมพันธภาพ และทักษะการเข้าสังคม
พัฒนาการเรียนรู้ และเข้าใจตนเอง
พัฒนาความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับผู้อื่น
ช่วยระบายอารมณ์ และบรรเทาความตึงเครียด
ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์
ฝึกความอดทน การควบคุมพฤติกรรม และการแสดงความรู้สึก
วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม
เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์
แบบกระตุ้นการสัมผัส เด็กต้องการกอดรัดสัมผัส ได้แก่ พาเดิน การ เล่นจ๊ะเอ๋
แบบเลอะเทอะ ได้แก่ การเล่นดินน้ำมัน
แบบเน้นการเคลื่อนไหว ได้แก่ การโยน การตอก การตี
แบบฝึกการใช้ความประณีต การเล่นประเภทนี้เป็นการเล่นที่ ไม่มีการแข่งขัน เช่น จิ๊กซอว์ ปริศนาอักษรไขว์ ต่อเลโก้
แบบการท่องเที่ยว กรณีเจ็บป่วยเรื้อรังนานเพื่อให้เด็กมีโอกาสไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ เช่น วันปีใหม่ วันเด็ก
แบบส่งเสริมการฟังและอารมณ์เช่น การฟังหรือเล่นเครื่องดนตรีสำหรับเด็ก
แบบใช้สัตว์เลี้ยงส่งเสริมการปรับตัวและพฤติกรรม และมี ความเพลิดเพลินกับกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น อาจให้เด็กช่วยให้อาหารปลา
เพื่อการประเมินด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจ
การวาดภาพ หรือการใช้ศิลปะ เป็นการวัดสภาพทางอารมณ์ของผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
การเล่นบทบาทสมมติ พบมากที่สุดในเด็กอายุ 3-5 ½ ปี ิทำให้เด็กได้แสดงออกถึงความต้องการที่ถูกเก็บกดไว้ออกมา สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพและประสบการณ์การรับรู้ความรู้สึกในการเอาชนะกับปัญหา
สื่อที่นำมาใช้โดยทั่วไป ได้แก่ ตุ๊กตา เตียงตุ๊กตา การเล่นหูฟัง อุปกรณ์การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ กระบอกฉีดยา ผ้าปิดจมูก เสื้อกาวน์ หุ่นของแพทย์ พยาบาล แม่ พ่อ และเด็ก
เพื่อลดความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวลในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับหัตถการ
การจัดกิจกรรมการเล่นเพื่อเตรียมผู้ป่วยเด็กก่อนได้รับหัตถการ เช่น เหตุผลที่ต้องได้รับหัตถการ สิ่งที่จะเกิดขึ้น
การจัดกิจกรรมการเล่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจขณะทำหัตถการ เช่น มีตุ๊กตาแขวนที่เสาน้ำเกลือ สติกเกอร์รูปตา่ง ๆ
การสื่อสารเรื่องการสูญเสียหรือความตาย
เด็กจะเริ่มเข้าใจตรงตามความเป็นจริงตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป ดังนั้น การสื่อสารถึงวาระสุดท้ายของชีวิตในกรณีเด็กป่วยรุนแรงจึงมีความจำเพาะและต้องใช้รูปแบบการสื่อสารแบบให้การ ปรึกษาเท่านั้น
หลักการจัดกิจกรรมให้เด็กและวัยรุ่น
หลักการจัดกิจกรรมตามช่วงวัย
วัยทารก
มีข้อจำกัดมากเพราะยังศักยภาพการสื่อสารและการปรับตัวต่ำ ดังนั้นกิจกรรมในวัยนี้ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมรอบตัว จึงให้เล่นเกมโบกมือ ส่งจูบ จับปูดำ แมงมุมขยุ้มหลังคา เล่นจ๊ะเอ๋
เด็กวัยหัดเดิน
หากถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเช่นต้องอยู่บนเตียงตลอด เด็กจะรู้สึกอึดอัด เด็กวัยนี้มักไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ พยาบาลจัดหาของเล่นหรือบอลเอาเชือกผูกแขวนไว้ให้เด็กได้ใช้มือหรือเท้า ที่เป็นอิสระจากเครื่องผูกมัด ปัด ถีบ ของเล่นก็จะช่วยบรรเทาความเครียดไปได้
เด็กวัยเรียน
จะเบื่อของเล่นง่าย และยังควบคุมอารมณ์ยังไม่ดี กิจกรรมที่จัดให้ควรให้ใช้พลังงานระบายความก้าวร้าว เช่น การตีกลอง
หลักการจัดกิจกรรมตามพยาธิสภาพ อาการ ข้อจำกัดตามโรค
โรคหัวใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องจำกัดกิจกรรม ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีความเครียด ไม่ตื่นเต้น
โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ควรหลีกเลี่ยงของเล่นที่มีคมทุกชนิด ลักษณะขีด ๆ เขียน ๆ ปั้นดิน อ่านหนังสือ กีฬาควรมีลักษณะไม่ปะทะหรือกระแทก
โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ ต้องพิจารณาว่ากเคยมีประวัติแพ้อะไร เช่นฝุ่นละออง ขนสัตว์
ปัญหาทางอารมณ์ การแสดงออกอาจไม่ชัดเจนในเด็กเล็กแต่อาจสังเกตได้จากพฤติกรรมที่ผิดปกติ คือ มีความสนใจช่วงสั้น ๆ หงุดหงิด งอแงมากกว่าปกติ ดังนั้นของเล่นที่เหมาะสมควรเป็นของเล่นธรรมดาที่สุด บล็อกไม้ พวกยาง พลาสติกที่ไม่แตกหักง่าย
ปัญญาอ่อน
เด็กที่มี IQ อยู่ระหว่าง 50-75 ซึ่งสามารถเรียนชั้นประถมได้
IQ อยู่ระหว่าง 39-49 และระดับที่ดูแลตนเองไม่ได้
IQ ต่ำกว่า 30 การเลือกกิจกรรมให้ทำต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางร่างกายและทักษะต่าง ๆ
โรคลมชัก โรคเนื้องอกในสมอง ไม่ควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นเร้าทำให้เกิดความงง ถ้ายังควบคุมการชักไม่ได้ ไม่ควรให้ว่ายน้ำ ปีนต้นไม้
โรคไต ตามองจะเห็นไม่ชัดเนื่องจากการบวมของเปลือกตา ไม่ควรทำกิจกรรมที่ต้องใช้อุปกรณ์เข้าใกล้ตา
โรคเบาหวาน ระวังของเล่นที่แหลมคม เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย
พิการ กิจกรรมต้องพิจารณาตามความสามารถของเด็กเป็น รายบุคคล หรือพิจารณาตามข้อจำกัดของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ เช่น ถูกรถชนแขนขาหัก ถูกไฟไหม้ และน้ำร้อนลวก
เด็กที่พิการแต่กำเนิด โรคกระดูกและพิการ เด็กกลุ่มนี้มีการพัฒนาด้าน การเคลื่อนไหวช้ามาก จึงต้องการความช่วยเหลือจากผู้เลี้ยงดู ต้องแนะนำหรือจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้กล้ามเนื้อทั้งหมด ซึ่งอุปกรณ์ทีใช้อาจมีน้ำหนักเบา ๆ เช่นบล็อกพลาสติก
ตาบอด หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่แหลมคม และมีขอบแข็ง ให้เล่นของเล่นที่มีเสียงดัง เช่น ฟังวิทยุ
หูหนวก ไม่ควรทำกิจกรรมเสียงดังหรือควบคุมเสียงไม่ได้เช่น ตีกลอง หรือการตอกและตำของ ของเล่นที่ทำด้วยเหล็ก