Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
สมดุลของ กรดด่างในร่างกาย, 236796291_1003266996898488_5571760771230322775…
สมดุลของ
กรดด่างในร่างกาย
การควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง
ในเลือดดำต่ำกว่าเพราะในเลือดดำมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่มากกว่าเลือดแดง
ในเซลล์มีค่าเป็น 7.0-7.2
ภาวะปกติ ค่าpH ในเลือดแดง มีค่าประมาณ 7.4 / และในเลือดดำมีประมาณ 7.35
สภาววะปกติของร่างกาย
Metabolilism ร่างกายเกิดกรดตลอดเวลา แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ
Fixed acids- spulfuric acids/phosphoric acid
กรดอินทรีย์-lactic acid/acetoacetic acid/butyric acid
Volatile acid -CO2
ความผิดปกติของสมดุลกรด-ด่าง
:<3:Primary metabolic acid :<3:
เสีย bicarbonate เกิดกรดมากขึ้นในร่างกาย
(กรดจากการเผาผลาญ)
การประเมิณสภาพของร่างกาย :recycle:
-มีอาการซึม สับสน หายใจเร็วลึก/มีกลิ่นผลไม้ ปวดศีรษะ ชัก คลื่นไส้อาเจียน หลอดเลือดส่วนปลายขยาย เลือดออกจากหัวใจใน 1 นาทีลดลง
-ผลเลือดอาจพบระดับโพแทสเซียม/คอร์ไลด์ เพิ่มขึ้น
-ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ : ABG พบ pH<7.35 HCO3 <22 mEq/L . PCO2 จะปกติ/ลดลงเมื่อมีการชดเชย
การพยาบาล :star:
-ดูแลให้ได้ด่างทดแทน ตามแผนการรักษาของแพทย์
-ติดตาม/ตรวจสอบ/บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะอาจมีระดับ K สูงได้
-ประเมินสภาพผู้ป่วยตามสัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต/ระดับความรู้สึกตัว
สาเหตุ :explode:
ร่างกายไม่สามารถกำจัดกรดได้
สูญเสียไบคาร์บอเนตมาก ทำให้เลือดเป็นกรด
มีการสร้างกรดมากขึ้น
มีภาวะกรดในร่างกาย เช่น ช็อก ไตวาย ติดเชื้อ ขาดอาหาร พร่องออกซิเจน
:<3: primary respiratory acidosis :<3:
การประเมิณสภาพของร่างกาย :check:
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ : ABG พบ pH< 7.35 PCO2 >45 มม.ปรอท HCO3 ปกติ/สูงกว่าเล็กน้อย
สัญญาณชีพและอาการทางระบบประสาทผิดปกติ หัวใจเต้นเร็ว หายใจลำบาก หายใจช้า ฟังปอดพบเสียงผิดปกติ
การพยาบาล :recycle:
-ให้ออกซิเจน ในรายที่มี PaO2< 90 มม.ปรอท
-ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ป้องกันการอุดกั้นระบบทางเดินหายใจ
-ติดตาม/ตรวจสอบ/บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะอาจมีระดับ K สูงได้
-จัดให้นอนศีรษะสูง เมื่อผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบ
-ประเมิณตามสภาพของผู้ป่วย ติดตามสัญญาณชีพ/อัตราการเต้นของหัวใจ
สาเหตุ :warning:
สูญเสียกรดจำนวนมาก เช่นอาเจียน
ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เช่นมีการอุดตัน/ติิดเชื้อ
ร่างกายได้รับด่างมากเกินไป
ระบบประสาทส่วนกลางถูกกดจากยาเช่น มอร์ฟีน ยาสลบ
:<3: Primary metabolic alkalosis :<3:
สาเหตุ :warning:
ได้รับยาขับปัสสาวะ --->ขัับโปตัสเซียม,ไฮโดรเจนไอออน
ได้รับด่างเพิ่มเช่น ได้ยาลดกรด/ดื่มนมมาก
สูญเสียกรดเช่นการอาเจียน/น้ำย่อยในกระเพาะถูกดูดออกไป
การประเมิณสภาพของร่างกาย :explode:
ระดับ K/Ca ลดลง EKG อาจพย T/U wave --> หัวใจเต้นเร็ว/ผิดจังหวะ อาจมีอาการชากล้ามเนื้อ เกร็ง กระตุก ชัก สับสน หมดสติ
ระบบทางเดินอาหาร---> คลื่นไส้ อาเจียน
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ : ABG พบ pH>7.45 PCO2 ปกติ(ยังไม่มีการชดเชย)/สูงกว่าปกติ (มีการชดเชยแล้ว) HCO3>26 mEq/L.
การพยาบาล :check:
-ควบคุมการสูญเสียกรดน้ำย่อยจากท่อระบาย
-ดูแลการได้รับ K Bicarbonate และแคลเซียมตามแผนการรักษาของแพทย์
-ประเมินสภาพผู้ป่วยตามสัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต/ระดับความรู้สึกตัว
:<3: Primary respiratory alkalosis :<3:
การประเมิณสภาพของร่างกาย :warning:
สัญญาณชีพ หายใจเร็วลึก/หายใจช้าลงหรือหยุด /หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น
มึนศีรษะ เหงื่อออก ตาพร่า ชาตามปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ชัก รีเฟล็กซืไวขึ้น
ผลทางห้องปฏิบัติการ : ABG พบpH>7.45 HCO3- ปกติ(ยังไม่ชดเชย)/ต่ำกว่าปกติ (ชดเชยแล้ว) PaCO2<35 มม.ปรอท
ระดับ K/Ca ลดลง
การพยาบาล :recycle:
-ดูแลเพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย
-ช่วยลดการหายใจเร็วในผู้ป่วย โดยให้หายใจช้าและลึกมากขึ้น ให้หายใจในถุง
-ประเมิณสภาพผู้ป่วย ติดตามสัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต/ระดับความรู้สึกตัว
-ดูแลให้ได้การรับยาเพื่อลดอัตราเร็วในการหายใจ ระมัดระวังการได้รับยามากเกินไป--->กดศูนย์การหายใจ
สาเหตุ :explode:
ปัญหาจิิตใจเช่น วิตกกังวล
ศูนย์หายใจถูกกระตุ้นให้หายใจออกเร็วและลึกจากภาวะสมองอักเสบ ไข้สูง
หายใจแรง ลึก
การวัดความเป็นกรดด่าง
-เลือดดำ/ช่องว่างระหว่างเซลล์ pH ค่าประมาณ 7.35
-ในเซลล์ pH ปกติอยู่ระหว่าง 6.0-7.4
-เลือดแดง pH ปกติ = 7.35-7.45
pH ในเลือดแดง >7.45 = alkalosis
pH ในเลือดแดง <7.35 = acidosis
สิ่งที่ช่วยควบคุมกรด-ด่าง
Buffer
ปรับภาวะกรด-ด่างให้เข้าสู่สมดุลอย่างรวดเร็ว มีปริฒาณจำกัด ใช้หมดร่างกายจะใช้การทำงานของอวัยวะอื่นแก้ภาวะเสียสมดุล
-เมื่อละลายน้ำจะคง pH ของสารไว้
-ทำปฏิกิริยากับกรดและด่าง เกิดเป็นเกลืือของ
กรด-ด่าง ตามสมการ
:red_flag:ด่างอ่อน (buffer) + กรดแก่ ---> เกลือ+กรดอ่อน :red_flag: NaHCO3 (buffer) +HCI ---> NaCL+H2CO3
buffer ในร่างกายมี 4 ระบบ
:star:Phosphate buffer system :star:
สำคัญในเซลล์มากกว่าเลือด เพราะมีอยู่ในเซลล์มาก
:star: Protein buffer system :star:
พบทั้งในเซลล์และนอกเซลล์ (ส่วนใหญ่อยู่ในเซลล์)
มีประจุลบ
:star:Bicarbonate-carbonic acid buffer system :star:
-สมการ Henderson/Hasselbach
buffer (ระบบนี้สำคัญที่สุดในเลือด) -มีปริมาณมากที่สุด/มีประสิทธิภาพมากที่สุด
-ในร่างกาย เช่น plasma pH = 7.4 /-bicarbonate = 27 mEq/L./-carbonic acid= 1.35 mEq/L.
:star: Hemoglobin buffer system :star:
สำคัญในเซลล์ จะรวมกับH+ กลายเป็น HHb รวมตัวกับ CO2 ----> HHbCO2
การควบคุมภาวะกรด-ด่างโดยระบบหายใจ
-ปรับ pH ภายใน1-15 นาที ผลสูงสุด=12-24 ชั่วโมง
-ควบคุม pH ในระบบหายใจให้ผลระหว่าง 50-75%
การควบคุมภาวะกรด-ด่างโดยไต
-non-volatile acid จากคาร์โบไฮเดรต : lactic acid/pyruvic acid
-non-volatile acid จากโปรตีน:อะมิโน ที่มี sulfuric/phosphoric
-non-volatile acid จากลิพิด : keto acid
ขับกรดที่เกิดจาก matabolism ของงร่างกาย โดยเฉพาะ non-volatile acid
วิธีการรักษา
2.การขับกรด H+ ออกมาในปัสสาวะที่ distal tubule/collecting duct
3.การขับ ไบคาร์บอเนตจาก distal tubule/ collecting duct ออกมาในปัสสาวะ กรณีที่ร่างกายมีภาวะเป็นด่าง
การดูซึม bicarbonatte ที่กรองผ่านglomeruliกลับที่ proximal tubule. ร้อยละ 75 ของไบคาร์บอเนตที่กรองจากไตจะดูดกลับที่บริเวณนี้
วิธีประเมิณค่าความเป็นกรด-ด่างของร่างกาย โดยการตรวจวัด Arteral Blood Gas.
-วัด PCO2 ค่าปกติ 35-45 mm.Hg.= วัดแรงดัน Co2-->ความเข้มข้นของ carbonic acid ในเลือด
-HCO3- ค่าปกติ 22-26 mEq/L. =ความเข้มข้นของ bicarbonate
-วัด pH ค่าปกติ 7.35-7.45 = บอกความเข้มข้นของ H+
-BE ค่าปกติ +2 =ด่างที่เป็น buffer ในเลือดBE.ที่มีค่าเป็น+ มากกว่าแสดงว่ามีด่างในเลือดมาก
-PO2 ค่าปกติ 80-100 mm.Hg. =วัดแรงดันO2 ในเลือดแดง บอกถึงความเข้มข้นของO2 ในเลือด
การแปลผล ABGs.
ดูค่า PaCO2 หาก PaCO2>45 mmHg.=acidosis/ PaCO2<35 mmHg.= alkalosis.
3.ดูค่า HCO3- หากHCO3->26=alkalosis/ <22= acidosis.
1.ดูค่า pH หาก pH<7.35=acidosis/ pH>7.45= alkalosis
4.พิจารณาการชดเชย
สมดุลน้ำ อิเล็คโตรไลท์และภาวะกรดด่างในร่างกาย
น้ำ :black_flag:
หน้าที่ของน้ำภายในร่างกาย
เป็นตัวกลางที่นำสารต่างๆไปยังระบบที่เหมาะสม
ใช้ในปฏิกิริยาเคมีที่สำคัญในร่างกาย เช่นการสลาย ATP เพื่อให้ได้พลังงาน
ช่วยในการดูดซึมและแพร่กระจายของสารต่างๆ
ควบคุมการเปลี่ยนเเปลงคงามเข้มข้นของส่วนนั้นๆ
ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
เป็นส่วนประกอบ2ใน 3 ของร่างกาย แบ่งเป็นส่วนใหญ่ๆมีเยื่อกั้นบางๆเป็นตัวแยก : 55-60% ของน้ำหนักตัว
-น้ำภายในเซลล์ : 40% ของน้ำหนักตัว
-น้ำภายนอกเซลล์ : 20% ของน้ำหนักตัว
*น้ำภายในหลอดเลือด 5% ของน้ำหนักตัว
*น้ำระหว่างเซลล์-อยู่นอกหลอดเลือด ตามช่องว่างระหว่างเซลล์และน้ำที่อยู่ในอวัยวะต่างๆ 15% ของน้ำหนักตัว
:<3:Water intake :<3:
อาหาร เช่นข้าว เนื้อ ผัก ผลไม้ 800-1000 ml.
เมตาบอลิซึมของร่างกาย -water of oxidation/ metabolic water 200-500 ml.
น้ำดื่ม อาหารเหลว น้ำที่ปนในอาหาร 500-1500 ml.
:<3: Water ooutput :<3:
ทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ประมาณ 500-800 ml. ได้แก่ ทางผิวหนัง 300ml. ปอด 300-500 ml. ขึ้นอยู่กับ
ความชื้น
อุณหภูมิของอากาศ
อุณหภูมิของร่างกาย
กิจกรรมที่ทำ
อัตราเมตาบอลิซึม
อารมณ์
ทางที่ปรับสมดุลได้
-ผิวหนัง โดยทางเหงื่อ 0-10 ml. (500 ml. หากออกกำลังกายหนัก)
-ระบบขับถ่ายปัสสาวะ 500-300 ml. ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำ
-ทางเดินอาหาร ออกไปกับอุจจาระ 100-200 ml.
:warning:การควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย :warning:
การกระหายน้ำ
ควบคุมโดยปริมาตรน้ำและความเข้มข้นของพลาสมา ศูนย์กระหายน้ำในไฮโปธาลามัส
-สมอง ไฮโปทาลามัส ควบคุมปริมาณน้ำในเลือด หากร่างกายขาดน้ำ เลือดจะเข้มข้นกว่าปกติ เกิดการกระหายน้ำ
-ADH กระตุ้นท่อหน่วยไตให้ดูดกลับน้ำเข้าหลอดเลือด--> ปริมาณน้ำในเลือดสูงขึ้น กระหายน้ำลดลง
การขับปัสสาวะ
1.กลไกควบคุมความเข้มข้นของพลาสมาให้คงที่โดยอาศัย ADH
2.กลไกควบคุปริมาณน้ำ
-aldosterone
-ADH
-การกรองที่ไต
:red_cross:ภาวะขาดน้ำ :red_cross:
คือภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับอาจขาดเฉพาะน้ำอย่างเดียว/ขาดน้ำมากกว่าเกลือ/ขาดทั้งน้ำทั้งเกลือ
สาเหตุ :warning:
ได้รับน้ำน้อยลง/ดื่มน้ำน้อยเกินไป
ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป
-ปัสสาวะมากผิดปกติ ในผู้ป่วยเบาหวาน เบาจืด โรคไต
-เสีทางผิวหนังและปอด เหงื่อออกมากผิดปกติ
กลไกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่ระดับเซลล์
-เกิดการดึงน้ำในเซลล์ออกนอเซลล์จนความเข้มข้นในและนอกเซลล์เท่ากัน
-ปริมาณน้ำในเซลล์มากกว่าน้ำนอกเซลล์ ในอัตราส่วน 2:1
-ร่างกายขาดน้ำ ทำให้ความเข้มข้นของพลาสมาเพิ่มขึ้น
-ระดับ Hematocrit และความตึงของผิวหนังไม่เปลี่ยนแปลง
การตอบสนองของร่างกาย
-มีผลกระตุ้นหลั่งอัลโดสเตอโรน ADH /กระตุ้นศูนย์กระหายน้ำ
-ปริมาตรปัสสาวะลดลง น้ำ/โซเดียมดูดกลับเพิ่ม
-ปริมาณน้ำนอกเซลล์ลดลง/ความเข้มข้นพลาวมาเพิ่มขึ้น
อาการขาดน้ำ
-ที่รุนแรงน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ ผิวแห้ง ริมฝีปาก/ช่องปากแห้ง อ่อนเพลีย เหนืื่อยง่าย ปัสสาวะน้อย มึนหัว
-ขาดน้ำรุนแรง ได้แก่ กระหายน้ำรุนแรง สับสน กระสับกระส่าย ซึม ผิวหนังแห้งมาก ตาลึกโหล ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะน้อยมาก/สีเหลืองเข้มมาก ความดันโลหิตต่ำ
ภาวะน้ำเกินและภาวะพิษของน้ำ :no_entry:
สาเหตุ :fire:
เลือดไปเลี้ยงไตลดลง
มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
ไตพิการ
ไตปกติ แต่มีการหลั่ง ADH มากขึ้น
กลไกการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์
-น้ำที่เกินจะเคลื่อนที่จากนอกเซลล์ เข้าในเซลล์ จนความเข้มข้นเท่ากัน ทำให้เซลล์บวม
การตอบสนองของร่างกาย
-ความเข้มข้นลดลง ปริมาณน้ำนอกเซลล์เพิ่ม ยับยั้งการหลั่ง ADH/แอลโดสเตอโรน ปัสสาวะออกมากขึ้น
อาการและอาการแสดง
แบบเฉียบพลัน
ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง กระตุก/ชัก ความดันเลือดสูง น้ำหนักตัวเพิ่ม ม่านตาขยายไม่เท่ากัน ซึม ไม่รู้สึกตัว
แบบเรื้อรัง
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ซึม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เลอะเลือน พบอาการบวมได้เมื่อผู้ป่วยมีน้ำเกิน 3 ลิตร
:<3:Body Electrolytes :<3:
Hyponatremia
ระดับซีรัมโซเดียมน้อยกว่า 135มิลลิโมล/ลิตร
สาเหตุ :warning:
-ความสามารถในการขับสารน้ำของไตผิดปกติหรือทำได้ไม่เพียงพอ
-เกิดจากการสูญเสียโซเดียมเช่นสูญเสียโซเดียมทางปัสสาวะจำนวนมาก
อาการ :forbidden: เช่นปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ซึมลง หมดสติ
Hpernatremia
คือระดับซีรัมสูงกว่า 150 มิลลิโมล/ลิตร ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะโซเดียมสูงในเลืิอด
อาการ
ปัสสาวะลดลง
บวม
มีไข้
ระบบประสาทซึม/สับสน
Potassium Imbalance
ค่าซีรัมโพแทสเซียมน้อยกว่า 3.5 มิลลิโมล/ลิตร
สาเหตุ
-ได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอ /สูญเสียไปทางปัสสาวะหรือระบบทางเดินอาหาร/โพแทสเซียมย้ายเข้าสู่เซลล์
อาการ
เกี่ยวข้องกับระบบประสาท/กล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ท้อผูก ภาวะแทรกซ้อนคือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
Hyperkalemia
คือภาวะโพแทสเซียมในเลือดมากกว่า 5 มิลลิโมล/ลิตร การบาดเจ็บต่อไต (กรณี GFR น้อยกว่า 15 ซีซี/นาที/1.73 ตารางเมตรของพื้นที่ผิวกาย ) การทำงานของต่อมหมวกไตบกพร่อง การพร่องฮอร์โมนอินซูลิน
การรักษาภาวะโพแทสเซัยมในเลือดสูง ขึ้นกับความรุนแรงและผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
อาการ
อ่อนเพลีย อ่อนแรง
เจ็บหน้าอก
คลื่นไส้ อาเจียน
ใจสั่น
หายใจลำบาก
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
Hypocalcemia
สาเหตุ
พบบ่อยได้แก่ผู้ป่วยอุบัติเหตุ/ภาวะไตล้มเหลวทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง/การติดเชื้อในกระแสเลือด
อาการ
ได้แก่ tetany และชัก อาจมีอาการผิดปกติด้านอารมณ์/จิตใจ อาการแสดงทางผิวหนังได้แก่ ผื่นผิวหนังอักเสบ อาจมีผมร่วง กรณีที่รุนแรงอาจมีภาวะ ventricular arrthmias จนมีภาวะหัวใจล้มเหลวได้
-carpopedal spasm
-chvestek's sign
-trousseau's sign
Hypercalcemia
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง : ความเข้มข้นของแคลเซียมในพลาสมามากกว่า 10.5 มก.%
สาเหตุ
การละลายเเคลเซียมจากกระดูกเพิ่มขึ้น
-Hyperthyroidism
-พิษจากวิตตามิน ดี
-Hyperparathyroidism
การรับประทาน/มีการดูดซึมแคลเซียมมากเกินไป
-พิษจากวิตตามินดี
-sarcoidosis
-กลุ่มอาการ milk alkali
ภาวะไตวาย
-ภาวะไตวายเรื้อรัวซึ่งได้รับยา อะลูมิเนียม
-ได้รับการเปลี่ยนไต
-ระยะปัสสาวะมากในภาวะไตวายเฉียบพลัน
Phosphate Imbalance
ฟอสเฟตต่ำในเลือด
ระดับซีรัมฟอสเฟตน้อยกว่า 2.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ป่วยวิกฤติ สาเหตุหลักคือ ลำไส้ดูดซึมฟอสเฟตได้น้อยกว่าปกติ เคลื่อนย้ายเข้าสู่เซลล์ และสูญเสียออกไปในทางเดินปัสสาวะ
อาการ
กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเซ สับสน การหายใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ จนถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
Hyperphosphatemia
วัดระดับฟอสเฟตในซีรัมมากกว่า 5 มก./ดล
สาเหตุจากการได้รับอาหารที่มีฟอสเฟตมาก /การปล่อยฟอสเฟตจากเซลล์/การขับถ่ายทางไตน้อยลง
สาเหตุที่ไตลดการขับฟอสเฟต
-ภาวะไตวายเรื้อรัง ระดับฟอสฟอรัสสูงในเลือด
-Hypoparathyroidism
-ภาวะไตวายเฉียบพลัน
Pseudohypoparathyroidism
Magnesium Imbalance
ซีรัมแมกนีเซียมที่น้อยกว่า 1.7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร กรณีที่แมกนีเซียมในเลือดต่ำอย่างรุนแรงจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ torsades de pointes /ชัก/หมดสติ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุ
สูญเสียแมกนีเซียมในระบบทางเดินอาหาร/ทางปัสสาวะ สาเหตุอื่นๆคือ การติดเชื้อในกระแสเลือด การได้เลือดที่มี citrate การติดสุราเรื้อรัง /ภาวะทุพโภชนาการ
Hypermagnesmia
-สมรรถภาพของต่อมหมวกไตเสื่อม สร้าง hormone aldosterone ได้ไม่พอต่อความต้องการ
-การให้ Mg2+ ในหญิงตั้งครรภ์
-ไตล้มเหลวทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังทำให้ความสามารถของไตขับโพแทสเซ๊ยมลดลง
-ขณะให้ Mg2+ รักษาภาวะร่างกายที่มี Mg2+ น้อย ในผู้ป่วยโรคไต ผู้สูงอายุก็พบปัญหานี้เช่นกัน