Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
โรคจิตสรีระเเปรปรวน Psychosomatic Disorders - Coggle Diagram
โรคจิตสรีระเเปรปรวน Psychosomatic Disorders
หมายถึง ภาวะที่มีความผิดปกติของร่างกาย หรือโรคทางกายเกิดขึ้นโดยปัจจัยทางจิตใจมีบทบาท
ในการกระตุ้นให้เกิดโรค หรือทําให้ความผิดปกตินั้น ๆ มีอาการรุนแรงขึ้น
อาการ
ระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร เกิดการหลั่งกรดมากผิดปกติ ทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ลำไส้เกิดการหดตัวมากกว่าปกติทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายบ่อย
ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบลง มีไขมันมาเกาะ ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง
ระบบกล้ามเนื้อ มีการหดตัว เกร็งแข็ง เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ต่าง ๆ ทั่วตัว
ประสาทอัตโนมัติเป็นระบบที่ทำงานโดยไม่สามารถบังคับหรือสั่งการได้
การวินิจฉัย
มีอาการทางกายเกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเครียด แต่ปัญหาใหญ่มักอยู่ที่ตัวเราเองไม่ค่อยยอมรับว่า เครียด มีคนไข้โรคเครียดหลายรายที่ปฏิเสธอย่างแข็งขันในตอนแรกว่าไม่เครียด แต่เมื่อได้สัมภาษณ์ลงลึกก็ มักจะพบว่ามีความเครียดจำนวนมากแฝงอยู่ เช่น ทำงานวันละ12-16 ชั่วโมง
การรักษา
การรักษาโรคทางกายให้สงบตามอาการที่เกิด เช่น ใช้ยาลดกรดในกระเพาะรักษาโรคแผลใน กระเพาะอาหาร ยาลดความดันโลหิตรักษาโรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ การรักษานี้เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ก็จำเป็นต้องทำก่อน เพื่อลดอาการต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยสบายขึ้น
การรักษาทางจิตใจ การผ่อนคลายความเครียด และทำใจให้สงบ การแก้ไขปัญหาชีวิตให้สำเร็จ มีการปรับตัวกับบุคคลอื่นได้ดี
การออกกำลังกายให้แข็งแรง จิตใจเผชิญความเครียดได้ดีมีการผ่อนคลาย งานอดิเรก พักผ่อน หย่อนใจ
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย ไม่เครียด การทำงานพอเหมาะ ไม่ หนักมากเกินไปมีเวลาพักผ่อน
ความผิดปกติทางกายเนื่องจากสาเหตุทางจิตใจ (Somatic Symptom and Related Disorders)
1.Somatic Symptom and Related Disorder)
ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติทางกายหลายรูปแบบ และเกิดกับอวัยวะหลายระบบ จึงต้อง มาพบแพทย์เป็นประจำ
อาการ
อาการทางกายตั้งแต่ 1 อาการขึ้นไป ซึ่งทำให้ไม่มีความสุข และจะไปรบกวนการดำเนิน ชีวิตประจำวัน
มีพฤติกรรม ความรู้สึก ความกังวลที่มากเกินไปกับอาการทางกาย หรือความกังวลด้านสุขภาพ
ถึงแม้ว่าอาการทางกายจะไม่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยยังรู้สึกว่าอาการยังคงอยู่ ปกติพบ มากกว่า 6 เดือน
ระบาดวิทยา
พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ประมาณ 2-20 เท่า ผู้ป่วยมักมีโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย เช่นโรค วิตกกังวล โรคซึมเศร้า
การรักษา
1.จิตบำบัด ชนิด Cognitive behavior therapy (CBT) ควรมุ่งความสนใจให้ผู้ป่วยได้แสดง ความรู้สึก
ยารักษาอาการวิตกกังวล และอาการซึมเศร้า แต่ปกติผู้ป่วยมักไม่ให้ความร่วมมือในการ รับประทานยา
2.Conversion Disorder (Functional Neurological Symptom Disorder)
อาการด้านประสาทสัมผัส (Sensory symptoms) แสดงออกโดยมีอาการชา มักไม่เข้ากับ อาการชาที่เกิดจากโรคทางระบบประสาท
อาการด้านการเคลื่อนไหว (Motor symptoms) แสดงออกโดยมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น โยกตัวเอนไปมา เดินกระตุก แขนขาไม่มีแรง ฯลฯ
อาการชัก (Seizure symptoms) ผู้ป่วยมีอาการชักแบบดิ้นสะเปะสะปะ และมักรู้สึกตัวดี ระหว่างการชัก ผู้ป่วยมักไม่มีการบาดเจ็บจากการชัก
อาการผิดปกติของการรับสัมผัสพิเศษ (Special sense) เช่น ตามองไม่เห็น (Blindness) หู ไม่ได้ยินเสียง (Deafness)
ระบาดวิทยา
พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วน 2-10 : 1 ส่วนใหญ่พบในวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ตอนต้น พบมากในสังคมกำลังพัฒนา
การรักษา
จิตบำบัดแบบประคับประคอง หรือจิตบำบัดระยะสั้น
การทำพฤติกรรมบาบัด และปรับสิ่งแวดล้อม
3 Illness Anxiety Disorder หรือ Hypochondriasis
ผู้ป่วยจะหมกมุ่น และกลัวว่าตนเองจะป่วยเป็นโรคร้ายแรง เนื่องจากรู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกาย ทำงานผิดปกติไปจากเดิม มักมีอาการนานหลายเดือน หรือหลายปี ผู้ป่วยจะมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ร่วมด้วย
ระวาดวิทยา
พบในเพศชายและเพศหญิงเท่า ๆ กัน และพบในช่วงอายุ 20-30 ปี
อาการ
ผู้ป่วยหมกมุ่นครุ่นคิดว่าตนเองเป็นโรคที่ร้ายแรง
ไม่พบอาการทางกาย หรือถ้ามีอาการ ก็มีอาการเพียงเล็กน้อย
มีความวิตกกังวลสูงเกี่ยวกับสุขภาพ และผู้ป่วยไวต่อสัญญาณเตือนเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของ ตนเอง
ผู้ป่วยปฏิบัติต่อพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากเกินไป เช่น การตรวจเช็คอาการซ้ำ ๆ
การหมกมุ่นเกี่ยวกับการเจ็บป่วย จะแสดงให้เห็นอย่างน้อย 6 เดือน แต่ความเจ็บป่วยโรค เฉพาะจะเปลี่ยนแปลงระยะเวลาตลอด
การหมกมุ่นเกี่ยวกับความเจ็บป่วย จะไม่สามารถหาคำอธิบายที่ดีกว่าความพกพร่องด้าน จิตใจมาอธิบาย
การรักษา
ใช้จิตบำบัดกลุ่ม จะช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวเข้ากับโรคได้ดี และดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ควรนัดผู้ป่วยมาตรวจอย่างสม่ำเสมอ ไม่นัดห่างมาก เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง และ ควรหลีกเลี่ยงการตรวจพิเศษที่ไม่จำเป็น