Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
3. โรคจิตสรีระแปรปรวน (Psychosomatic Disorders) - Coggle Diagram
3. โรคจิตสรีระแปรปรวน (Psychosomatic Disorders)
อาการ
ระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร
เกิดการหลั่งกรดมากผิดปกติ ทําให้กระอาหารเป็นแผลปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ลําไส้เกิดการหดตัวมากกว่าปกติทําให้เกิดอาการท้องเสีย
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ทําให้หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบลง มีไขมันมาเกาะ ทําให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง
ระบบกล้ามเนื้อ
มีการหดตัว เกร็งแข็ง เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทั่วตัว
ประสาทอัตโนมัติเป็นระบบที่ทํางานโดยไม่สามารถบังคับหรือสั่งการได้
การวินิจฉัย
มีอาการทางกายเกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเครียด แต่ปัญหาใหญ่มักอยู่ที่ตัวเราเองไม่ค่อยยอมรับว่า
เครียด มีคนไข้โรคเครียดหลายรายที่ปฏิเสธอย่างแข็งขันในตอนแรกว่าไม่เครียด แต่เมื่อได้สัมภาษณ์ลงลึกก็มักจะพบว่ามีความเครียดจํานวนมากแฝงอยู่ เช่น ทํางานวันละ12-16 ชั่วโมง
การรักษา
การรักษาโรคทางกายให้สงบตามอาการที่เกิด
การรักษาทางจิตใจ การผ่อนคลายความเครียด และทําใจให้สงบ การแก้ไขปัญหาชีวิตให้สําเร็จ
มีการปรับตัวกับบุคคลอื่นได้ดี
การออกกําลังกายให้แข็งแรง จิตใจเผชิญความเครียดได้ดีมีการผ่อนคลาย งานอดิเรก พักผ่อนหย่อนใจ
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมสถานที่ทํางาน ที่อยู่อาศัย ไม่เครียด การทํางานพอเหมาะ ไม่
หนักมากเกินไปมีเวลาพักผ่อน
5. ความผิดปกติทางกายเนื่องจากสาเหตุทางจิตใจ (Somatic Symptom and Related Disorders)
Somatic Symptom Disorder หรือ Somatization Disorder
ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติทางกายหลายรูปแบบ และเกิดกับอวัยวะหลายระบบ จึงต้องมาพบแพทย์เป็นประจํา โดยที่แพทย์ก็ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว หรืออาจพบความผิดปกติบ้าง แต่ไม่เป็นสาเหตุที่มากพอที่จะทาให้เกิดอาการเหล่านั้นได้ อาการของผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากการแสร้งทําการดําเนินของโรคเป็นแบบเรื้อรัง อาการขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ไม่หายสนิท ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง อายุไม่เกิน 30 ปี อาการเป็นมากขึ้นเมื่อมีปัญหาชีวิตหรือความเครียด ผู้ป่วยจะกังวลกับอาการที่เกิดขึ้นมาก แต่ไม่สนใจว่าตนเองป่วยด้วยโรคอะไร
การรักษา
จิตบําบัด ชนิด Cognitive behavior therapy (CBT) ควรมุ่งความสนใจให้ผู้ป่วยได้แสดง
ความรู้สึก และพูดปัญหาในชีวิต ความต้องการด้านจิตใจมากกว่าใช้เวลาในการรับฟังรายละเอียดของอาการทางร่างกายของผู้ป่วย
ยารักษาอาการวิตกกังวล และอาการซึมเศร้า แต่ปกติผู้ป่วยมักไม่ให้ความร่วมมือในการรับประทานยา ดังนั้น จึงต้องดูแลเรื่องการรับประทานยา
Conversion Disorder (Functional Neurological Symptom Disorder)
อาการ Conversion Disorder
อาการด้านประสาทสัมผัส (Sensory symptoms) แสดงออกโดยมีอาการชา มักไม่เข้ากับอาการชาที่เกิดจากโรคทางระบบประสาท แต่จะสะท้อนถึงความหมายในจิตใจ เช่น ชาครึ่งซีก ก็จะครึ่งซีกพอดี ไม่เป็นไปตามการกระจายของเส้นประสาท
อาการด้านการเคลื่อนไหว (Motor symptoms) แสดงออกโดยมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น โยกตัวเอนไปมา เดินกระตุก แขนขาไม่มีแรง ฯลฯ ผู้ป่วยมักไม่เกิดอุบัติเหตุหกล้ม หรือถ้าหกล้มก็เจ็บไม่มาก เพราะผู้ป่วยมักล้มในแบบที่ทําให้ตนเองบาดเจ็บน้อย
อาการชัก (Seizure symptoms) ผู้ป่วยมีอาการชักแบบดิ้นสะเปะสะปะ และมักรู้สึกตัวดี ระหว่างการชัก ผู้ป่วยมักไม่มีการบาดเจ็บจากการชัก
อาการผิดปกติของการรับสัมผัสพิเศษ (Special sense) เช่น ตามองไม่เห็น (Blindness) หูไม่ได้ยินเสียง (Deafness) พูดไม่มีเสียง (Aphonia) จมูกไม่ได้กลิ่น (Anosmia) การตรวจจะไม่พบความผิดปกติของอวัยวะดังกล่าว
การรักษา
จิตบําบัดแบบประคับประคอง หรือจิตบําบัดระยะสั้น
การทําพฤติกรรมบาบัด และปรับสิ่งแวดล้อม
Illness Anxiety Disorder หรือ Hypochondriasis
ผู้ป่วยจะหมกมุ่น และกลัวว่าตนเองจะป่วยเป็นโรคร้ายแรง เนื่องจากรู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกายทํางานผิดปกติไปจากเดิม มักมีอาการนานหลายเดือน หรือหลายปี ผู้ป่วยจะมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีประวัติไปรับการรักษากับแพทย์หลายคน (Doctor shopping) และมักบอกว่าไม่เคยได้รับการรักษาที่เหมาะสม
การรักษา
ใช้จิตบําบัดกลุ่ม จะช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวเข้ากับโรคได้ดี และดําเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ควรนัดผู้ป่วยมาตรวจอย่างสม่ําเสมอ ไม่นัดห่างมาก เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง และควรหลีกเลี่ยงการตรวจพิเศษที่ไม่จําเป็น