Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลเด็กที่ติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus : HIV, อ้างอิง,…
การพยาบาลเด็กที่ติดเชื้อ Human Immunodeficiency Virus : HIV
การวินิจฉัย
การตรวจหาเชื้อไวรัส
การแยกเชื้อไวรัส
วิธีทางอิมมูโนวิทยา
ตรวจหาแอนติเจนของเอชไอวี ที่นิยม คือการหา P 24 แอนติเจนในซีรั่ม ด้วยวิธี ELISA สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะ window period
วิธี Polymerase chain reaction (PCR)
เป็นวิธีเพิ่มจำนวนเชื้อเอชไอวี จาก RNA ให้เป็น DNA แล้วเพิ่มจำนวนเป็นล้านเท่า และตรวจวัดด้วย probe hybridization วิธีนี้มีความไวและจำเพาะสูง ช่วยการวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะ window period ในผู้ใหญ่และทารกแรกเกิดได้
วิธี In situ hybridization
เป็นวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเอชไอวีในเซลล์ที่มีการติดเชื้อ
การตรวจหา Anti-HIV แอนติบอดีซีรั่มหรือสารคัดหลั่งอื่นๆ
1 วิธีการทดสอบอย่างรวดเร็ว (rapid screening test)
ตรวจหา I:G เป็นส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ใช้หลักการของ ELISA วิธีนี้ถ้าให้ผลบวกควรยืนยันผลด้วยวิธีอื่นต่อไป
2 วิธี enzyme immunoassay และ immunofluorescense
ส่วนใหญ่นิยมใช้ indirect ELISA และ indirect immunofluorescense ตรวจหา anti HIV ส่วนมากเป็น IgG ปัจจุบันมีการใช้ ELISA ตรวจหา IgA เพื่อช่วยวินิจฉัยการติดเชื้อในทารก พบว่าได้ผลดีเมื่อทารกอายุ 6-8 เดือนไปแล้ว
3 วิธี western blot (WT)
เป็นวิธีใช้ยืนยันผลการติดเชื้อ โดยตรวจหา anti HIV แอนติบอดี้ในเซรั่มของผู้ป่วยที่จำเพาะต่อแอนติเจนของเชื้อเอชไอวีชนิดต่างๆ
การพยาบาล
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและการแพร่กระจายเชื้อ
เป้าหมาย
ไม่มีการติดเชื้อฉวยโอกาสและไม่มีการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น
เกณฑ์การประเมินผล
น้ำหนักตัวไม่ลด/ น้ำหนักตัวเพิ่ม 20 - 50 กรัมต่อวันในทารก
จำนวน T- helper cell ไม่ลดลง
สัญญาณชีพปกติ
กิจกรรมการพยาบาล
แนะนำผู้มาเยี่ยมผู้ป่วยให้ล้างมือทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยเด็ก
ให้ยาต้านไวรัสและยาที่เกี่ยวกับการติดเชื้อแก่ผู้ป่วยเด็กตามแผนการรักษา
ล้างมือก่อนและหลังการให้การพยาบาลทุกครั้ง
ป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น การแยกอุปกรณ์หรือของใช้ผู้ป่วยเด็กออกจากผู้ป่วยอื่น
แนะนำการให้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงครบ5 หมู่
ให้ได้รับการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมตามอายุของผู้ป่วยเด็ก
วัดและประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง ส่งตรวจlab CD4
ชั่งน้ำหนักวันละครั้งในเด็กทารก หรือ 2 ครั้ง สัปดาห์ในเด็กโต
สังเกตอาการ อาการแสดงของการติดเชื้ออื่นๆทางระบบหายใจหรือระบบทางเดินอาหาร
ติดตามผลการเจาะเลือด CD4
ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากเบื่ออาหาร เหนื่อย ถ่ายเหลว มีการติดเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น
เป้าหมาย
ได้รับสารอาหารเพียงพอและเหมาะสมกับสภาพของร่างกาย
เกณฑ์ประเมินผล
อาการถ่ายอุจจาระเหลวลดลงหรือหมดไป การติดเชื้อราในช่องปากหมดไป กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
น้ำหนักตัวไม่ลด รับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น
กิจกรรมการพยาบาล
ให้สารอาหารอื่นทดแทน หรือสารอาหารทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา
ให้ยาต้านการอักเสบ หรีอยาต้านเชื้อราในช่องปากตามแผนการรักษา
ให้ lactose-free diet
บันทึกการให้สารอาหารอย่างละเอียดและสังเกตอาการท้องอืด อาเจียน
5 . บันทึกการถ่ายอุจจาระ ทั้งจำนวนและลักษณะ ในผู้ป่วยที่ท้องร่วง หรือประเมินลักษณะแผลในปากในรายที่มีการติดเชื้อรในช่องปาก
ชั่งน้ำหนักวันละครั้งในเด็กทารก หรือ 2 ครั้ง สัปดาห์ในเด็กโต
ดูแลให้ได้รับอาหารครบ 5 หมู่ มีแคลอรี่สูง โปรตีนสูง ไขมันต่ำ
ทำความสะอาดปากฟัน ก่อนและหลังอาหาร
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้า เนื่องจากมีการติดเชื้อ
เกณฑ์ประเมินผล
ส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น/พัฒนาการด้านต่างๆไม่ล่าช้าไปจากเดิม
เป้าหมาย
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเหมาะสมกับวัย
กิจกรรมการพยาบาล
ให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านไวรัสตามแผนการรักษา
ส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการให้เป็นไปตามวัยหรือเหมาะสมตามศักยภาพของผู้ป่วยเด็ก
4.แนะนำผู้ดูแลเด็กถึงวิธีการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัย
ส่งเสริมการเจริญเติบโต โดยดูแลเรื่องอาหารและน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
การรักษา
การให้ยาต้านไวรัส โดยยาหรือสารไปออกฤทธิ์ที่ระยะต่างๆ ของวงจรชีวิตของเชื้อเอชไอวี ทำให้เชื้อเอชไอวีจำนวนลดลง ชะลอการดำเนินโรคและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมไปฟื้นตัวขึ้น
ให้ยากระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น** ได้แก่ interleukin 2 เป็นต้น
การรักษาโรคติดเชื้อหรือมะร็งที่เกิดขึ้น** เช่น ใช้เพนนิซิลินรักษา streptococci
การให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสในทารกหลังคลอดที่ยังไม่มีอาการของการติดเชื้อหรือยังวินิจฉัยไม่ได้ว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี
ให้ยารักษาโรคอื่น ๆ เช่น ยาแก้คัน ยารักษาโรคปวดข้อ สเตรียรอยด์ ยากันชัก เป็นต้น
ความหมาย
เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus) แล้วทำให้ T-helper lymphocyteหรือCD4 (เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีแอนติเจนชนิด CD4 บนผนังเซลล์ ท้าหน้าที่ส่งเสริมเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่น) ถูกทำลายและมีจำนวนลดลง เป็นผลให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและติดเชื้อต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อฉวยโอกาส เมื่อผู้ป่วยเด็กมีการติดเชื้อรุนแรงหรือติดเชื้อซ้ำๆ แสดงว่าเริ่มมีอาการเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ โดยอาจมีอาการแสดงช้าหรือเร็วขึ้นกับระดับภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
พยาธิสภาพ
เชื้อเอชไอวีมีความสามารถในการติดเชื้อที่ T helper cell (CD 4+) ได้ดีกว่าเซลล์ชนิดอื่น โดยอาศัยการจับกันระหว่าง GP 120 ขอบเปลือกนอกของไวรัสกับ CD 4 molecule ที่อยู่บนผิวของ T helper cell แบ่งตัวแล้วแยกตัวเป็นเซลล์เอชไอวีใหม่ออกมาจาก T helper cell และ T helper cell ก็จะถูกทำลายไป อีกกลไกหนึ่ง คือ แอนติบอดี้ต่อเชื้อเอชไอวี จะจับเชื้อเอชไอวี แล้วantibody-coated HIV จะถูกฟาโกซัยท์จับกินเข้าไปที่เชื้อเอชไอวีไม่ถูกทำลายในฟาโกซัยท์แต่จะอาศัยอยู่ในฟาโกซัยท์เลยเมื่อเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่งกาย ระยะแรกอาจไม่มีพยาธิสภาพให้เห็น ต่อมาเมื่อ T helper cell ลดลงจะมีผลทำให้เกิดความบกพร่องของภูมิคุ้มกันชนิดผ่านเซลล์ขึ้น จึงก่อให้เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆใน 4 ระบบสำคัญ
การติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆใน 4 ระบบ
ระบบประสาท จากการติดเชื้อจุลชีพ ทำให้สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตัวเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถทำให้เซลล์ประสาทเสื่อมได้
ระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ปอดบวม มีไข้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกและไอ เป็นต้น
ระบบหลอดเลือด ทำให้เกิดมะเร็งของหลอดเลือดใต้ผิวหนัง ที่พบบ่อย คือ KaposiSarcoma ซึ่งกระจายทั่วร่างกายตามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะภายในต่างๆ
ระบบทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในลำไส้ ทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรัง อุจจาระอาจเป็นน้ำหรือมูก เชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการโดยปกติจะไม่ก่อให้เกิดโรคในคนปกติ เช่น Cryptosporidium
สาเหตุ
การรับเลือด ส่วนประกอบของเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี
การใช้เครื่องมือเจาะหู เข็มฉีดยาเสพติด การใช้อุปกรณ์แทงผิวหนังร่วมกัน และการได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี
มารดาสู่ทารก
ส่วนใหญ่โรคเอดส์ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อเอซไอวีด้วยวิธีนี้ หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีหรือเป็นเอดส์แล้วมีการตั้งครรภ์ทารกจะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาที่มีเชื้อเอชไอวีประมาณร้อยละ 25 แต่ในปัจจุบันอัตราการติดเชื้อด้วยวิธีนี้ลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 เนื่องจากมีการให้ยาต้านไวรัสแก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ ระยะระหว่างคลอดและทารกหลังคลอด
อาการของเด็กที่ติดเชื้อเอดส์จากมารดา มี 2 แบบ
กลุ่มลุกลามเร็ว (rapid progressor)
อาจปรากฎอาการตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน ได้แก่ เลี้ยงไม่โต มีเชื้อราในช่องปาก อุจจาระร่วงเรื้อรัง ปอดอักเสบ เด็กมักเสียชีวิตภายใน 1-2 ปีแรกจากภาวะแทรกซ้อนทางปอด เชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
กลุ่มลุกลามช้า (slow progressor)
อาการค่อยเป็นค่อยไป มักปรากฏอาการเมื่อเด็กอายุหลายปี ประกอบด้วย น้ำหนักตัวน้อย ตับม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต ปอดอักเสบ ต่อมน้ำลายอักเสบ ผื่นคันบริเวณผิวหนัง เชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้ได้รับเชื้อขณะคลอดหรือหลังคลอด เด็กกลุ่มนี้จะมีชีวิตยืนยาวกว่าเด็กกลุ่มที่ 1
อ้างอิง
หน่วยโรคติดเชื้อภาควิชากุมารเวชศาสตร์. (ม.ป.ป.).การดูแลเด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอช ไอวีของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม. สืบค้น 23 สิงหาคม 2564, จาก
https://www.rihes.cmu.ac.th/Ped_HIV/02-Guideline/0_past/1_perinatal/01-care_infant/care_infect.pdf
อรศรี วิทวัสมงคล. (2559). ความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรที่ดูแลเด็กและครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวี. สืบค้น 23 สิงหาคม 2564, จาก
http://www.thaiaidssociety.org/index.php?option=com_content&view=article&id=87&Itemid=82