Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสรีรภาพของกล้ามเนื้อและกระดุก, ไม่ใช่การติดเชื้อที่กระดูก - Coggle…
พยาธิสรีรภาพของกล้ามเนื้อและกระดุก
-กระดูกยาว(Long bone) เป็นกระดูกที่มีความยาวมากกว่าความกว้าง และประกอบด้วยส่วนกลางกระดูก หรือไดอะไฟซิส (diaphysis) และส่วนปลายกระดูก หรืออิพิไฟซิส (epiphyses) กระดูกชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้ทั่วไปในกระดูกรยางค์
(Flat bone) เป็นกระดูกที่มีลักษณะเป็นระนาบหรือโค้ง แต่จะมีชั้นของกระดูกเนื้อแน่นขนานไปกับกระดูกเนื้อโปร่ง ตัวอย่างเช่นกระดูกของกะโหลกศีรษะ และกระดูกอก
เซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก
(Osteoblast) เป็นเซลล์สร้างเนื้อกระดูกที่เจริญพัฒนามาจากเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์กระดูก (osteoprogenitor cells) เซลล์นี้จะอยู่ตามขอบของเนื้อกระดูก และสร้างโปรตีนที่เรียกว่า ออสติออยด์ (osteoid) ซึ่งโปรตีนดังกล่าวนี้จะมีสารอนินทรีย์มาสะสมและกลายเป็นเนื้อกระดูก นอกจากนี้ออสติโอบลาสต์ยังสร้างเอนไซม์อัลคาไลน์ ฟอสฟาเทส (alkaline phosphatase) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อกระดูก รวมทั้งสารนอกเซลล์อื่นๆอีกด้วย
(Osteocyte) เป็นเซลล์ที่เจริญต่อมาจากออสติโอบลาสต์ที่ได้สร้างเนื้อกระดูกจนล้อมรอบตัวเซลล์ และเป็นเซลล์กระดูกที่เจริญเต็มที่แล้ว รอบ ๆ เซลล์จะเป็นช่องที่เรียกว่า ลากูนา (lacuna) และแต่ละลากูนาจะติดต่อกันด้วยช่องทางผ่านเล็ก ๆ ที่เรียกว่า คานาลิคูไล (canaliculi) ซึ่งทำให้แต่ละออสติโอไซต์มีการติดต่อสื่อสารกันได้ ออกซิเจนและสารอาหารก็จะถูกส่งจากหลอดเลือดภายในช่องฮาเวอร์เชียนเข้ามายังแต่ละเซลล์ผ่านทางช่องดังกล่าวนี้ แม้ออสติโอไซต์จะเป็นเซลล์กระดูกที่โตเต็มที่ แต่มันยังมีหน้าที่ในการควบคุมระดับแคลเซียมและสารนอกเซลล์อื่นๆด้วย
(Osteoclast) เป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่มีหลายนิวเคลียส และเจริญมาจากเซลล์ต้นกำเนิดโมโนไซต์ (monocyte stem cells) เซลล์นี้มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการก่อรูปกระดูก (bone remodeling) โดยอาศัยการผลิตเอนไซม์แอซิด ฟอสฟาเทส (acid phosphatase) ในการกร่อนเนื้อกระดูก และทำให้กระดูกมีลักษณะที่เหมาะสม นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวยังทำให้มีการนำแคลเซียมออกสู่กระแสเลือดอีกด้วย
พยาธิสภาพของกระดูก
หน้าที่กระดูก
1.การป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น กะโหลกศีรษะที่ป้องกันสมอง หรือกระดูกซี่โครงที่ป้องกันอวัยวะในทรวงอกจากอันตรายและการกระทบกระเทือน
2.การค้ำจุนโครงร่างของร่างกาย
3.การเคลื่อนไหว โดยกระดูกทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่าง ๆ และยังประกอบเข้าด้วยกันเป็นข้อต่อที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ได้
4.การผลิตเม็ดเลือด โดยไขกระดูกที่อยู่ภายใน เป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวที่สำคัญ
5.การเก็บสะสมแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังดึงเอาโลหะหนักบางชนิดที่อยู่ในกระแสเลือดมาเก็บไว้ เพื่อลดความเป็นพิษลง
สาเหตุการเกิดพยาธิสภาพของกระดูก
ความผิดปกติทางพันธุกรรม
osteopetrosis
กระดูกแข็ง
กระดูกแข็ง(Osteopetrosis)หรือโรคกระดูกหิน(Stone bone) คือโรคผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดถ่ายทอดได้ที่ส่งผลให้กระดูกมีมวลกระดูกเพิ่มมากผิดปกติ กระดูกจึง หนา แข็ง และเปราะ บางท่านให้นิยามว่าแข็งเหมือนหินหรือหินอ่อน(ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคนี้ คือ Stone bone หรือ Marble bone disease) แต่กระดูกที่พอกหนาและแข็งนี้ จะเปราะและหักง่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้มีตัวเตี้ยแคระ และมีรูปร่างของกระดูกทุกชิ้นผิดรูป/ผิดปกติจนส่งผลกดอวัยวะ/เนื้อเยื่อต่างๆจนส่งผลต่อเนื่องให้เกิดอาการผิดปกติต่าง เช่น กะโหลก หนา แข็งผิดรูปที่ทำให้รู/ช่องต่างๆของกะโหลกที่เป็นช่องทางออกของเส้นประสาทสมองมีขนาดเล็ก ตีบแคบ รวมถึงกระดูกที่พอกหนาจะช่วยเสริมให้มีการกดเส้นประสาทสมองทุกเส้น ผู้ป่วยจึงมี หูหนวก(กดเส้นประสาทหู) ตาเห็นภาพไม่ชัดอาจถึงขั้นตาบอดกรณีมีการกดประสาทตา
Osteopetrosis infantile type พบโรคนี้ได้ประมาณ 1รายต่อประชากร 200,000-300,000คน เป็นโรคแสดงอาการตั้งแต่แรกเกิด/เด็กอ่อน และจัดเป็นโรคที่รุนแรงที่สุดเด็กจะมีภาวะไขกระดูกล้มเหลว(ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดและสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคไม่ได้) เด็กโรคนี้มักเสียชีวิตภายในอายุ10ปี จากภาวะโลหิตจางรุนแรงร่วมกับการติดเชื้อรุนแรงจากการมีไขกระดูกล้มเหลว
โรคที่เกิดจากการได้รับสารอาหารหรือเกลือแร่ผิดปกติ
Rickets and Osteomalacia
Rickets และ Osteomalacia เป็นกลุ่มของโรคกระดูกแข็ง ที่มีลักษณะ ชนิด จากการขาดการเกิดผลึกของเกลือแร่ในเนื้อกระดูกแข็ง ระยะ osteoid ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินดีสาม โดย Rickets พบในเด็ก ผลทำให้กระดูกแข็งมีรูปร่างผิดปกติ แต่ Osteomalacia พบในผู้ใหญ่
การขาดวิตามินดีเป็นผลจากการขาดอาหาร หรือขาดการถูกแสงแดด หรือทั้งสองอย่าง คนผิวสีซึ่งอาศัยอยู่ในเขตร้อน ส่วนใหญ่ได้วิตามินดีจากการถูกรังสีอุลตรา-ไวโอเลทในแสงอาทิตย์ แหล่งวิตามินดี ที่ได้จากถูกแสงอาทิตย์นี้มักจะไม่ได้ผลในถิ่นที่ดินฟ้าอากาศไม่อำนวย เช่น ประเทศอังกฤษ และเป็นปัจจัยสำคัญในริคเก็ตส์ชนิดขาดวิตามินดีในเด็กอพยพ เนื่องจากวิตามินในอาหารไม่เพียงพอที่จะทดแทน นอกจากนี้อาหารเอเซียมีสัดส่วนของกรดฟัยติคสูงจากเมล็ดธัญพืช (cereal) ซึ่งรบกวนการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ โดยเกิดแคลเซียม ฟัยเตตซึ่งไม่ละลาย
Rickets หมายถึง ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกทำให้กระดูกทำให้กระดูกทำให้กระดูกผิดรูป แต่ถ้าเกิดในผู้ใหญ่ เรียก Osteopenia
พยาธิกำเนิดของ RICKETS
Rickets หรือโรคกระดูกอ่อนในเด็ก คือภาวะที่เนื้อกระดูกอ่อนและโค้งงอ เนื่องจากร่างกายของเด็กมีความบกพร่องในด้านพัฒนาการของกระดูก ส่วนมากมักเกิดจากการขาดหรือได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสลดลง ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของกระดูก ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนและเปราะบาง ขัดขวางการเจริญเติบโต และอาจส่งผลให้กระดูกผิดรูป
ผู้ป่วยได้รับวิตามินดีหรือแคลเซียมในปริมาณมากหรือได้รับติดต่อกันนานจนเกินไป อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcaemia) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการท้องผูก เกิดก้อนนิ่วในไต มีปริมาณปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น รู้สึกกระหาย ความอยากอาหารลดลง คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน วิงเวียนและปวดหัว และอาจส่งผลให้เกิดภาวะไตวาย
Osteoaerthritis (OA)
อาการที่กระดูกอ่อน (Cartilage) ในข้อต่อกระดูกเสื่อมสภาพจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น อายุ การใช้งาน เป็นต้น การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน ส่งผลให้กระดูกเสียดสีกันหรือเกิดแรงกดมากขึ้น จนทำให้เจ็บบริเวณข้อต่อและขยับข้อต่อลำบาก หากไม่รีบรักษา อาการอาจรุนแรงขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยทั่วไปแล้ว Osteoarthritis มักเกิดบริเวณข้อนิ้วมือ เข่า สะโพก กระดูกสันหลัง และเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 50 ปี
-สาเหตุ Osteoarthritis เกิดจากเนื้อเยื่อระหว่างข้อต่อกระดูกหรือกระดูกอ่อนบางลง ชำรุด และสึกหรอ ทำให้ไม่สามารถลดแรงกระแทกระหว่างกระดูกได้เท่าเดิม จนเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น หากกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพลงมาก จนทำให้กระดูกเสียดสีกันโดยตรง ผู้ป่วยอาจมีกระดูกงอก (Bone Spurs) ขึ้นมาบริเวณข้อต่อนั้นด้วย
Primary osteoarthritis
โรคข้อเสื่อมปฐมภูมิ พบประมาณ 95% ของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมทั้งหมด ไม่พบว่ามีสาเหตุนำมาก่อน โรคจะเกิดขึ้นตามอายุขัย และรุนแรงขึ้นตามอายุ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อใดข้อหนึ่งในร่างกาย
2.โรคข้อเสื่อมทุติยภูมิ (secondary osteoarthritis) พบประมาณ 5% ของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมทั้งหมด ผู้ป่วยมักมีอายุน้อย
Osteoartritis
โรคข้อเสื่อมหรือ degenrative joint disease (DJD) รู้จักกันก้างขวางในชื่อ osteoarthritis (OT)
ลักษณะที่เป็นคือ การเสื่อมสภาพกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้สูญเสียการเคลื่อนไหว ปวดเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
เกิดบริเวณข้อที่รับน้ำหนักมาก ได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อที่ใช้งานมาก ได้แก่ กระดูกสันหลังบริเวณต้อคอ เอว ข้อนิ้วมือ
พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
พยาธิสภาพของโรคเกิดทั้งที่กระดูกอ่อนผิวข้อ และกระดูกใต้กระดูกอ่อน ปกติแล้วกระดูกอ่อนผิวข้อจะขาวใสและเรียบ เมื่อมีการเสื่อมเกิดขึ้นจะกลายเป็นสีเหลืองขุ่น ผิวข้อจะเริ่มขรุขระและที่บริเวณผิวกระดูกอ่อนจะหลุดลอกเป็นเศษ กระดูกอ่อน และแตกหลุดเข้าไปในน้ำไขข้อ ทำให้เยื่อบุข้อ เกิดการอักเสบ ส่วนกระดูกอ่อนบริเวณรอบๆ
สาเหตุ
1.Primay osteoarthritis
เกิดจากการสึกหรอหรือการเสื่อมของข้อ โดยไม่มีสาเหตุนำมากก่อน โดยพบบ่อยในผู้สูงอายุและพบมากในเพศหญิง
2.Secondary osteoarthritis เกิดจากมีความผิดปกติของข้อมาก่อน สามารถเกิดได้กับทุกคนทุกเพศ และวัย
ข้ออักเสบรูมาตอยด์ Rheumatold arthritis
เป็นโรคของข้อต่อที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูก โดยจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune disease) ที่มีลักษณะเฉพาะคือมีการอักเสบรุนแรงของข้อโดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลให้ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาได้
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่พบว่ามีส่วนสัมพันธ์กับโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune diseases) หรือการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำร้ายเนื้อเยื่อตนเองจนทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีน้ำเพิ่มขึ้นในช่องข้อ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พบได้บ่อยในสองช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี และ 50-60 ปี โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในช่วงอายุน้อย แต่ในช่วงอายุมาก พบได้ทั้ง 2 เพศเท่าๆกัน
สาเหตุ
1.Infectious agnts: การติดเชื้อแบคทีเรียไวรัสบางชนิด Diptheroid bacilli , Mycoplasma
2.Antoimmune defects : ร่างกายมีปฎิกิริยาต่อต้านสารกระตุ้นที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
Synovial memdrane ติดเชื้อ หรืออักเสบจากสาเหตุหนึ่งใดสาเหตุหนึ่ง → ข้อบม ร้อน หนาตัวขึ้น
เรียกว่า Synovitis
↓
เกิด Granulation tissue ยื่นไปปกคลุมกระดูกอ่อน เรียกว่า pannus → สร้าง Synovial fluid ในข้อเพิ่มขึ้น
↓
เกิดขึ้นเป็นเวลานาน กินเวลาหลายปี
↓
เคลื่อนไหวได้น้องลง ข้อติด มีผังผืดที่ผิด
หุ้มข้อ เส้นเอ็นบริเวณข้อถูกทำลาย
↓
เคลื่อนไหวได้น้อยลง ข้อติด มีผังผืดที่ผิว หู้มข้อ เส้นเอ็นบริเวณข้อถูกทำลาย
↓
เกิดความพิการ ผิดรูป ข้อเสียหน้าที่
Osteomyelitis
การอักเสบติดเชื้อของกระดูก
การติดเชื้อชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบได้บ่อยในผู้ป่วยเด็ก การติดเชื้อชนิดนี้เกิดจากการมีเชื้อโรคผ่านกระแสเลือดเข้าไปยังกระดูกตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ โดยมีปัจจัยเสริมให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ มีการบาดเจ็บเฉพาะจุดนำมาก่อน มีภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง (imune deficiency) ตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุดในโรคกระดูกอักเสบจากการติดเชื้อชนิดนี้ คือ บริเวณช่วงต่อปลายกระดูก (metaphysis) โดยมีคนตั้งสมมติฐานที่กล่าวถึงสาเหตุที่พบการติดเชื้อได้บ่อยในบริเวณนี้
การขดตัวของเส้นเลือดที่บริเวณ metaphysis มีความแตกต่างจากบริเวณอื่น โดยเส้นเลือดบริเวณนี้จะมีการขดและหักมุมมากกว่าบริเวณอื่น ร่วมกับมีแอ่งเลือดในหลอดเลือดดำ ทำให้มีการไหลวนอยู่กับที่ของเลือดบริเวณนี้เป็นปริมาณมาก ส่งผลให้มีการสะสมของเชื้อโรคบริเวณนี้มีปริมาณมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Staphylococcus aureus
สาเหตุ
การรักษาด้วยยาปฎิชีวนะเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล จึงมีการนำ (Gentamycin PMMA) ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายลูกปัดร้อยเป็นพวงมาใช้ในการรักษา
การรักษา
การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล จึงมีการนำ Antibiotic cement bead (Gentamycin PMMA) ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างลูกปัดร้อยเป็นพวงมาใช้ในการรักษา โดยทำการผ่าตัดใส่ไว้บริเวณกระดูกที่มีการอักเสบเรื้อรัง แต่ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จึงมีการทำผ่าตัดเพื่อเอากระดูกที่ตายออกมาให้หมด หรือที่เรียก Sequestrectomy
โรคกระดูกอักเสบจากการติดเชื้อชนิดเรื้อรัง (Chronic osteomyelitis)
เป็นการติดเชื้อของกระดูกที่มีส่วนของเศษกระดูกผุที่ติดเชื้อ(sequestrum) และถูกล้อมรอบด้วยกระดูกที่สร้างมาล้อมรอบใหม่ (involucrum) ซึ่งกระดูกและเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นมาล้อมรอบ sequestrum จะทำให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าไปกำจัดเชื้อได้
อาการแสดงของผู้ป่วยในการติดเชื้อชนิดนี้ จะมีอาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเป็นหลัก โดยไม่ค่อยมีอาการแสดงทางระบบอื่นๆและไม่ค่อยมีไข้ อย่างไรก็ตามในบางช่วงผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากขึ้นร่วมกับมีอาการทางกาย เช่น มีไข้ โดยเรียกระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลันขึ้นมานี้ว่า acute exacerbation นอกจากนี้การพบรูเปิดระหว่างผิวหนัง(sinus tract) ก็เป็นอาการแสดงหนึ่งที่บ่งว่าผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกอักเสบจากการติดเชื้อชนิดเรื้อรัง
สาเหตุ ติดเชื้อเรื้อรังจากภายนอก เชื้อโรคเข้าทางบาดแผล บริเวณที่กระดูกหักหรือจากการผ่าตัด เชื้อที่พบเป็นสาเหตุส่วน ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในระยะแรกไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอ หรือไม่ทันเวลา จะมีหนองขัดใต้ periosteum จะทำให้กระดูกตายเป็นบริเวณกว้าง กระดูกที่ตายไม่สามารถดันหนองออกจากร่างกาย
การรักษา
1.จัดให้อวัยวะส่วนที่มีพยาธิสภาพอยู่นิ่ง มากที่สุด เพื่อให้การอักเสบอยู่ในวงจำกัด ไม่ลุกลามไปที่ข้อใกล้เคียง
2.การให้ยาปฎิชีวนะ
3.ให้น้ำเกลือ กรณีเกิดภาวะขาดดุลของน้ำและเกลือเเร่
4.ให้อาหารพวก High protein, high calories และ High vitamin C
ข้ออักเสบรูมาตอยด์
(rheumatoid arthritis) เป็นโรคของข้อต่อที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูก โดยจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune disease) ที่มีลักษณะเฉพาะคือมีการอักเสบรุนแรงของข้อโดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลให้ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาได้
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พบได้บ่อยในสองช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี และ 50-60 ปี โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในช่วงอายุน้อย แต่ในช่วงอายุมาก พบได้ทั้ง 2 เพศเท่าๆกัน
สาเหตุ ของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ยัง ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จากการศึกษาพบว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางการติดเชื้อ ปัจจัยทางด้านฮอร์โมนเพศ และปัจจัยทางระบบภูมิต้านทาน การเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ คือ ผู้ป่วยมีปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งเอื้อต่อการเกิดโรค และได้รับการกระตุ้นด้วยปัจจัยต่างๆ
Osteomyelitis การอักเสบติดเชื้อของกระดูก
Osteomyelitis หรือกระดูกอักเสบ เป็นภาวะติดเชื้อที่ลุกลามเข้าสู่กระดูก โดยทั่วไปมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ก็อาจเกิดจากเชื้อชนิดอื่นอย่างเชื้อราได้เช่นกัน ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยมีทั้งอาการแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมก็อาจทำให้กระดูกเกิดความเสียหายอย่างถาวรได้
โรคกระดูกพรุน OSTEOPOSIS
เป็นโรคเกิดจากมวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลงทำให้กระดูกเกิดการเปราะบางและแตกตัวได้ง่าย โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น
โรคกระดุกพรุ่นปฐมภูมิ ที่เกิดจากการสูญเสียมวลกระดูกเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือไม่ทราบเหตุ
โรคแบบทุติยภูมิ ที่เกิดจากการสูญเสียมวลกระดูกจากพฤติกรรมโรคหรือการใช้ยา
สาเหตุของโรคกระดูกพรุน
การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เพราะในสตรีวัยหมดประจำเดือน การทำหน้าที่ของรังไข่ลดลง ระดับออร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายจึงลดลง ร่างกายจึงกระตุ้น monocytes ให้หลั่ง interleukin -1 (IL-1) และสาร tumor necrosis factor alpha (TNFa) ไปกระตุ้น Osteoclast ส่งผลให้กระดูกถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น แคลเซียมที่เกิดจากการทำลายกระดูกถูกกระดูกถูกขับออกมาเพิ่มขึ้น ไต จึงต้องขับแคลเซียมออกมากับปัสสาวะเพิ่มขึ้น
การหมดประจำเดือน (menopause) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน(วัยทอง) จากความพร่องออร์โมนเอสโตรเจน
การรับประทานยาที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่
Heparin หากได้รับ heparin ในปริมาณมากกว่า 15000 ยูนิตต่อวัน เป็นเวลานานมากกว่า 3เดือน ในสตรีมีครรภ์จะทำให้เป็นดรคกระดูกพรุนได้
ยาต้านการชัก
ยาสเตียรอยด์
ยาลดกรด
ยาระบาย
นิโคติน มีผลทำให้มวลกระดูกลดลง เพิ่มการทำหน้าที่ของไตในการขับแคลเซียม ทำให้เเคลเซียมในกระดูกลดลง
การออกกำลีงกายน้อย หรือขาดการออกกำลังกาย
การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากสัตว์ในปริมาณมาก
พาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ
การรักษาโรคกระดูกพรุน
ยากลุ่มที่ยับย้งการสลายของกระดูก ได้แก่ Estrogen, Calctonin, Bisphonate
ยากลุ่มที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ได้แก่ Sodium fluoride
ไม่ใช่การติดเชื้อที่กระดูก
กระดูกหัก FRACTURE
กระดูกหัก (Fracture) คือ ภาวะที่มีการแตกหรือหักของกระดูก บริเวณที่หักอาจจะแตกเป็นรอย จะเคลื่อนออกจากกันหรือไม่ก็ได้ บางครั้งแตกเป็นหลายชิ้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการบาดเจ็บและความรุนแรงของอุบัติเหตุกระดูกหักอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการ หรือในบางรายอาจทำให้เสียชีวิตได้
โรคเก๊าท์ (Gout arthritis)
โรคเก๊าท์เกิดจากภาวะกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกิดเป็นผลึกสะสมอยู่ในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวดบวมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ กรดยูริกเปรียบเสมือนของเสียในร่างกายที่เหลือจากการกำจัดเซลล์ที่หมดอายุลง โดยร่างกายของแต่ละคนจะมีกรดยูริกอยู่ประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 มักได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
พยาธิสรีรวิทยาของโรคเก๊าท์
Acute gouty arthritis
กรด Uric ในร่างกายสูงขึ้น → ผลึกของ Uric เกาะตามข้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน → ข้ออักเสบชั่วคราว
เป็นผลึก micro cystals ของโซเดียมยุเรตเกาะใน Synovial membranrs
Chronic tophaceus gout
กรด Uric ในร่างกายสูงขึ้น → ผลึกของ Uric เกาะตามข้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน → ข้ออักเสบ
Tophi ที่กระดูกอ่อนของหู และรอบๆ ข้อ
สาเหตุการเกิดโรคเก๊าท์ (Gout arthritis)
1.Primary Gout