Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษา ผู้ป่วยหญิงไทย วัยทารก อายุ 6 เดือน
Pneumonia with VSD with…
กรณีศึกษา ผู้ป่วยหญิงไทย วัยทารก อายุ 6 เดือน
Pneumonia with VSD with small ASD (Ventricular Septal Defect with small Atrial septal Defect )
โรคปอดอักเสบร่วมกับรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างร่วมกับรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องบน)
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
-
-
-
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่ 4
มีโอกาสเกิดภาวะสูญเสียสมดุลของน้าและอิเล็กโทรไลต์ เนื่องจากได้รับยาขับปัสสาวะ
ข้อมูลสนับสนุน O : - ผู้ป่วยได้รับยา Lasix 4 mg vein q 8 hr.
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ : วันที่ 22/03/66 Electrolyte Na+ = 138.3 mmol/L
K+ = 5.0 mmol/L
Cl- = 101 mmol/L
CO2- = 21.8 mmol/L
Anion gap = 20.5 mmol/L
Analysis ภาวะไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ ภาวะนี้มีความสัมพันธ์กับภาวะฉุกเฉินทางหัวใจและหลอดเลือดที่ นาไปสู่การเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้มีโรคประจาตัวเป็น VSD ซึ่งต้องได้รับยาขับ ปัสสาวะเพื่อป้องการเกิดภาวะน้าท่วมปอด จากการทางานของหัวใจที่ทางานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ การ ได้รับยาขับปัสสาวะจะทาให้เกิดการเสียสมดุลของน้าและอิเล็กโทรไลต์ได
-
-
กิจกรรมการพยาบาล 1.ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะขาดน้าและเสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์
2.ดูแลให้ได้รับประทานนมตามแผนการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารเพียงพอ
3.ดูแลจัดสิ่งแวดล้อมให้สงบเหมาะสมแก่การนอนหลับพักผ่อน เพื่อลดอาการใช้ออกซิเจน
4.ดูแลให้ยาขับปัสสาวะตามแผนการรักษา
5.ติดตามและบันทึกสารน้าเข้าออก เพื่อดูความสมดุลของสารน้าในร่างกาย
6.ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ Electrolyte เพื่อประเมินความสมดุลของสมดุลอิเล็กโทรไลต์
-
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่ 6
เสี่ยงเกิดภาวะเเทรกซ้อน (แผลกดทับ ข้อติดเเข็ง ท้องผูก) เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหว
ข้อมูลสนับสนุน O : - ผู้ป่วยวัยเด็ก เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยไม่สามรถช่วยเหลือตนเองได้
- ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว
- ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้
Analysis
การที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยและถูกจากัดการเคลื่อนไหวมีผลต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อน แรงและข้อติดแข็ง โดยภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีข้อจากัดในการ เคลื่อนไหว เนื่องจากมีการสูญเสียโปรตีนของมวลกล้ามเนื้อ เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงทาให้ผู้ป่วยมีการ เคลื่อนไหวลดลง และถ้าปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานทาให้เกิดภาวะข้อติดแข็ง
-
เกณฑ์การประเมินผล 1. ผิวหนังไม่มีรอยแดง ไม่เกิดการฉีกขาดของ ผิวหนังหรือแผลถลอก
- ผิวหนังชุ่มชื้นและมีความ ยืดหยุ่นดี
- ข้อต่าง ๆ ไม่เกิดการติดยึดสามารถเคลื่อนไหวได้ ตามขอบเขตการเคลื่อนไหวของแขนขา (ROM)
- ขับถ่ายอุจจาระได้ไม่เกิน 2-3 วันต่อครั้ง ลักษณะอุจจาระไม่แห้งแข็ง
กิจกรรมการพยาบาล 1.ประเมินสภาพผิวหนัง เพื่อประเมินการเกิดแผลกดทับ
2.ประเมินการเคลื่อนไหวของลาไส้ เพื่อประเมินว่ามีอุจจาระอัดแน่นหรือไม่ (Fecal impaction)
3.ดูแลพลิกตะแคงตัวอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ
4.ดูแลบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง เช่น การนวดท้อง และยกขาเด็กขึ้นลง เพื่อทำให้การขับถ่ายดีขึ้น
5.ดูแลผิวหนังของผู้ป่วยเมื่อแห้งให้ทาน้ามันหรือโลชั่นเพื่อช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นขึ้น
6.ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้ง เพื่อป้องการการอับชื้น
7.ดูแลการขับถ่ายไม่ให้ผู้ป่วยนอนแช่อุจจาระปัสสาวะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและไม่สุขสบาย
-
ข้อมูลทั่วไป
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัวและประวัติการแพ้ยาต่างๆ
มารดาปฏิเสธประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัวและประวัติการแพ้ยาและอาหาร
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
เป็น VSD c Small ASD ตั้งแต่กาเนิด (VSD: Ventricular Septal Defect รูรั่วผนังกั้นหัวใจ ห้องล่าง ร่วมกับ ASD : Atrial Septal Defect โรคหัวใจแต่กาเนิดชนิดผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว )
ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน
2 วันก่อนมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีไข้ ไอ หอบเหนื่อย ไปรักษาคลินิกแพทย์สุธิดา แนะนำให้มา โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราชที่ ER หายใจหอบตื้น 60/min พ่นยา Ventolin 0.5 ml + NSS NB 2 dose CXR Right lung infiltration ได้รับการรักษาเบื้องต้นอาการไม่ทุเลา แพทย์ให้ Admit PICU
-
ประวัติการคลอดและการเลี้ยงดู
จากประวัติการคลอดผู้ป่วย คลอดโดยการคลอดปกติ Normal labor อายุครรภ์ 39+5 weeks ผู้ป่วยฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช มาตามนัดทุกครั้ง น้ำหนักแรกคลอด 2,745 กรัม ความยาว 51 เซนติเมตร เส้นรอบศีรษะ 31 เซนติเมตร แรกเกิดเด็กร้องดี Active ดี ไม่พบภาวะแทรกซ้อน หลังคลอดผู้ป่วยดูดนมมารดาตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน เริ่มรับประทานอาหารอ่อนบดสลับนมมารดา มารดาปฏิเสธการแพ้นม แพ้อาหาร
ประเมินการเจริญเติบโต
-การเจริญเติบโต ผู้ป่วยมีระดับโภชนาการคิดเป็นเปอร์เซอร์ไทล์ได้เท่ากับ 62.76 % อยู่ในภาวะโภชนากรระดับรุนแรง
-
-
-
พยาธิสภาพ
โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)
ความหมาย
เป็นการอักเสบของเนื้อปอดชั้นในสุด
ทำให้หลอดลมฝอยลายสุด เกิดเนื้อปอดแข็งและมีหนองในถุงลมปอด และถุงลมปอดเต็มไปด้วย exudate ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนเพียงพอ
สาเหตุ
ไวรัส
ซึ่งเป็นสาเหตุร้อยละ 60-70 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไวรัสที่พบบ่อย ได้แก่ respiratory syncytial virus, infuenza, parainfluenza และ human metapneumovirus
เชื้อแบคที่เรีย
ที่พบบ่อยที่สุดในทุกกลุ่มอายุ (ยกเว้นทารกแรกเกิด) คือ Streptococcus pneumoniae เชื้อแบคที่เรียอื่นๆ ได้แก่ Staphylococcus aureus, group A streptococcus และกลุ่มของ atypical pathogen เช่น Mycoplasma pneumoniae,Chlamydophila pneumonia
ปัจจัยเสี่ยง
ภาวะทุพโภชนาการ น้ำหนักแรกเกิดน้อย (ต่ำกว่า 2,500 กรัม)
-
-
-
การวินิจโรค
การตรวจวินิจฉัย
- การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด (CBC)
- การตรวจ acute phase reactants
-
- การตรวจหาเชื้อแบคที่เรีย เช่นการเพาะเชื้อแบคที่เรียจากเลือด (hemoculture)
- การตรวจหาเชื้อ atypical bacteria
- การตรวจหาเชื้อไวรัสการตรวจหา viral antigen
โดยทั่วไปสามารถทำได้โดยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี อาการหายใจหน้าอกบุ๋มและ/หรือหายใจเร็วมากกว่า 50 ครั้ง/นาที ถือว่ามีความสำคัญในการวินิจฉัยปอดบวม การตรวจพบ crepitation bronchial breath sound มีความไวในการวินิจฉัยปอดบวมถึงร้อยละ 75
การวินิจฉัยของผู้ป่วย
ผู้ป่วยมีอาการหายใจเร็วมากกว่า 50ครั้ง/นาทีหายใจพบ subcostal retractionและ intercostal retraction ตรวจพบเสียง bronchial breath sound ผลตรวจ CBC วันที่ 22/3/66 พบ WBC 15,930 cell/uLตรวจ CXR พบ Hyperaeration Lung mild crepitation Both lung]
อาการ
- ไข้ ไอ หอบ ลักษณะทางคลินิกที่ตรวจพบ ได้แก่ มีไข้ ยกเว้นปอดบวมที่เกิดจากเชื้อ C. trachomatis ก็อาจไม่มีไข้ได้
- มีอาการหายใจลำบาก หายใจอกบุ๋ม จมูกบาน
- ในรายที่เป็นมากอาจตรวจพบริมฝีปากเขียวหรือหายใจมีเสียง grunting ฟังเสียงปอด มักได้ยินเสียง fine หรือ medium crepitation อาจได้ยินเสียง wheeze ร่วมด้วย
- ในกรณีที่เป็นปอดบวมจากไวรัสหรือ mycoplasma หรือได้ยินเสียง bronchial breath sound
- ในกรณีที่เนื้อปอดมีพยาธิสภาพแบบ consolidation หรือได้ยินเสียงหายใจลดลงร่วมกับ vocal resonanceลดลง
- ในผู้ป่วยที่มี pleural effusion ร่วมด้วย
- ในเด็กเล็กอาจมีอาการอื่น ๆ ที่ไม่จำเพาะ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในกระแสโลหิต เช่น ไม่ดูดนม ซึม หรือหยุดหายใจเป็นพัก ๆ อาจตรวจไม่พบอาการหายใจเร็วหรือ crepitation ได้
-
การรักษา
- ให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่มีอาการเขียว หายใจเร็ว หอบชายโครงบุ๋ม กระวนกระวาย
- ให้สารน้ำอย่างเพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ หรือให้น้ำผ่านทางสายให้อาหารทางจมูก (nasogastric tube)
- ให้ยาพ่นขยายหลอดลมในรายที่ฟังปอดได้ยินเสียง wheeze หรือ rhonchi ให้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะ
- การทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) ได้แก่ การจัดท่าระบายเสมหะและเคาะปอด การจัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่านั่ง
- การรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวดลดไข้
ปอดบวมจากไวรัสไม่มียารักษาจำเพาะ ยกเว้นไวรัสไข้หวัดใหญ่(infuenza virus) ในกรณีที่สงสัยว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อก่อโรค ควรให้ยาต้านไวรัส ได้แก่ Oseltamivir ขนาดยาตามอายุและน้ำหนักตัว Zanamivir เลือกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้ยา oseltamivir หรือมีข้อมูลบ่งชี้การดื้อยาขนาดยาต้านจุลชีพชนิดกินที่ใช้รักษาโรคปอดบวม
การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ
วันที่ 22/03/6612.12น
- On oxygen mask with bag 7 LPM keep spO2 มากกว่าหรือเท่ากับ95%
- ให้ยาขยายหลอดลม Ventolin 0.5 ml+ nss up to 3 ml NB stat 2 dose
-
วันที่ 22/03/66 15.30 น.
- On HFNC flow 8 LPM fio2 0.21 keep satมากกว่าหรือเท่ากับ 90%
- retain OG
วันที่ 23/3/66 7.30น.
- On HFNC flow 8 LPM fio2 0.25 keep oxygen saturation มากกว่าหรือเท่ากับ90%
- ให้ยาขยายหลอดลม Ventolin 0.5 ml+ nss up to 3 ml NB ทุก 6 ชั่วโมง
วันที่ 22/3/66 20.20น.
- เพิ่ม Fio2 0.23-0.25 keep oxygen saturation มากกว่า 90%
-
-
-
-
-
ปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย
ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ที่บ้านเป็นโรงไม้
-