Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสรีรวิทยาระบบทางเดินอาหาร, ----+++--, + - Coggle Diagram
พยาธิสรีรวิทยาระบบทางเดินอาหาร
สรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร
กระบวนการเมตาบอลิซึม
2.2การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก
2.3 การดูดซึมในลำไส้ใหญ่
2.1ระบบย่อยอาหาร(Digestive System)
ภาวะโภชนาการที่ผิดปกติ
ภาวะทุพโภชนาการ(Malnutrition) เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารในปริมาณที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ ส่งผลใหเเกิดความผิดปกติทั้งทางร่างกาย และจิตใจ แบ่งเป็น3ประเภท
2.ภาวะขาดสารอาหาร(Under nutrition or nutritional deficiency) ได่แก่
2.1การขาดโปรตีนและพลังงาน ได้แก่ Kwashiorkor ขาดสารอาหารโปรตีน Marsmus ขาดพลังงานและโปรตีน
2.2 Anorexia nerevosa and bulimaia
3.ภาววะขาดวิตามิน ได้แก่ โรคขาดวิตามินเอ ทำใหไ้ตาบอดกลางคืน โรคขาดวิตามินบี1 เกิดโรคเหน็บชา โรคขาดวิตามินบี2เกิดโรคปากนกกระจอก โรคขาดวิตามินซี เกอดโรคลักปิดลักเปิด
1.ภาวะที่มีโภชนาการเกิน(Overntrition) ได้แก่ โรคอ้วน
ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
◦Peptic ulcer disease
◦inflammatory bowel disease
◦Gastritis
◦Diverticular disease
◦hiatal hernia
เป็นความผิดปกติของ diaphragmเกิดการดันหรือเลื่อนของกระเพราะอาหารส่วนบนเข้าไปในช่องอก
sliding (direct) hiatal
hernia
paraesophageal (rolling)
hiatal hernia
Sliding hiatal hernia
เกิดจากกระเพาะอาหารเลื่อนเข้าสู่ช่องอกผ่านทางesophageal hiatus ซึ่งเป็นทางเปิดของ diaphragm
ปัจจัยที่ทำให้เกิดSliding hiatal hernia
-มีหลอดอาหารสั้นมาแต่กำเนิด
-ได้รับความบาดเจ็บหรือความอ่อนแอของกล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณรอยต่อของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
-การใส่เสื้อผ้าคับแน่นเกินไป
-ascites หรือการตั้งครรภ์
-มีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง การไอ โก่งตัวหรืองอตัว
การรักษา sliding hiatal hernia
-ควบคุมน้ำหนัก
-ให่ยา antacids เพื่อลด reflux esophagitis
-หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าคับ หรือรัดหน้าท้อง
-กรณีรักษาแบบประคับประคองไม่สามารถควบคุมอาการได้ ต้องรักษาการผ่าตัด
หลีกเลี่ยงการอยู่ในทางนอนชันเข่า (recombent position) หลังรับประทานอาหาร
นอนในท่า semi-fowler position
-รับประทานทีละน้อย แต่บอยครั้ง
อาการและอาการแสดง hiatal hernia
-กลืนลำบาก ขย้อน (reflux)
-จุกเสียดอกหรือปวด epigastrium แน่นใต้ sternum หลังรับประทานอาหาร
-ช่วงแรกผู้ป่วยไม่มีอาการแสดง
การตรวจวินิจฉัย hiatal hernia
endoscopy
chest X-ray
barium swallowing
Paraesophageal hiatal hernia (rolling hiatal hernia)
-กระเพาะที่ถูกดันอาจมีเลือดคั่ง การไลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยง mucosa ไม่สะดวก เป็นเหตุทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ
-ภาวะแทรกซ้อน คือ Strangulation
-เป็นการเลื่อนของ greater Curvature ของกระเพาะอาหารผ่านไปทางรูเปิดของ diaphragm โดยกระเพาะอาหารที่ถูกดึงเข้าไปในช่องอก รอยต่อระหว่างรอยอาหาร
กระเพาะอาหารอักเสบ
-กระเพาะอาหารจะมี mucosal barrier ถ้ากลไกการป้องกันล้มเหลว จะทำให้เกิดกระเพาะอักเสบ ทำให้ลำไส้เล็กๆบวม
-ระยะแรกการอักเสบจะพบมีการแดงและหนาตัวของเยื่อบุกระเพาะอาหาร
-เป็นการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร gastric mucosa เกิดจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น gastric acid, bile reflux, ยา toxins การเกิดพยาธิสภาพ
กระเพาะอาหารอักเสบแบ่งตามลัษณะของการอักเสบเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1.ชนิดเฉียบพลัน (acute, erosive, hemorrhagic gastritis)
2.ชนิดเรื้อรัง (chronic, nonerosive gastritis)
โรคกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเฉียบพลัน (acute gastritis)
-พบ Mucosa บวนแดง มีจุดเลือดออกและหลุดลอกของ mucosa เป็นแผลตื้นๆ
-โรคกระเพาะอาหารที่เป็นระยะสั้นๆ ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย
-เป็นการอักเสบเยื่อบุกระเพาะอาหารแบบเฉียบพลัน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (chronic gastritis)
-เป็นโรคกระเพาะอาหารที่เป็นนานเป็นเดือนหรือเป็นปี
-ผู้ป่วยมักไม่มีอาการอะไรนอกจากแน่นท้องเป็นๆหายๆ
-เป็นการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุ mucosa ร่วมกับมีmucosal atrophy และ epithelial
metaplasia
-กระเพาะอาหารอักเสบชนิดเรื้อรังอาจหายโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น หรือลุกลามจนเกิดเลือดออก เป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
สาเหตุของกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเรื้อรัง
การผ่าตัด post antrectomy ทําให้นํ้าดีไหลย้อนจากลําไส้
เล็กส่วนต้นมาระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร
การดื่มเหล้ามาก สูบบุหรี่จัดเป็นประจํา
-ภาวะทางภูมิคุ้มกัน มี antibody ทําลาย parietal cells
การรับประทานยาบางชนิด เช่น salicylates
-การติดเชื้อ helicobacter pylori
การแบ่งชนิดของกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
Type A พบการอักเสบบริเวณ fundus
Type B เป็นการอักเสบเรื้อรังทั่วทั้งกระเพาะอาหาร
การวินิจฉัยโรคเฉพาะอาหารอักเสบ
-ตรวจอุจจาระ
-เอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม
-ตรวจเลือดหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร
-การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy)
-ซักประวัติ และตรวจร่างกาย
การรักษากระเพาะอาหารอักเสบ
Sucralfate (carafate)
H2 blockers หรือ prostaglandins
antacids
-ขจัดสาเหตุของกระเพาะอาหารอักเสบ เช่น ยา
ภาวะติดเชื้อ เป็นต้น
การป้องกันกระเพาะอาหารอักเสบ
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ผสม cafeine
ไม่รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
ระมัดระวังในการรับประทานยา ประเภท aspirin, NSAID เช่น
ibuprofen และ indomethacin และ Corticosteroids
งดสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า
หลีกเลี่ยงการรับประทานสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น กรด ด่าง
สาเหตุของกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
-สูบบหรี่จัด ดื่มเหล้ามาก
-ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS aspirin,reserpine,cytotoxic
agents เป็นต้น
-รับประทานอาหารผิดจัด ร้อนจัด
-การติดเชื้อ เช่น Staphylococci, Salmonella
-รับประทานกรด ด่าง ฤทธิ์กัดกร่อน
-ผู้ป่วยที่มีภาวะการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น มีบาดแผล ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร
อาการกระเพาะอาหารอักเสบ
-แสบร้อนกลางหน้าอก จุกหน้าอก แน่นท้อง เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย
-คลื่นไส้ อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
-ปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ เป็นเวลารับประทานอาหาร หรือหลังอาหาร
-ในรายที่รุนแรง มีอาเจียนเป็นเลือดถ่ายดำ
ความผิดปกติในการดูดซึม (Malabsorption)
ความผิดปกติในการดูดซึมสารอาหารในลําไส้เล็ก แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ มีความผิดปกติในการย่อย (maldigestion) และความผิดปกติในการดูดซึม
(malabsorption) ดังนี้
3.2 การขาด lactase (lactase deficiency)
3.3 การขาด bile salt (bile salt deficiency)
3.1 การขาด pancreatic enzymes (pancreatic
Insufficiency)
การขาด pancreatic enzymes (pancreatic Insufficiency)
สาเหตุการเกิดจาก
การขาด pancreatic enzyme ที่หลั่งจากตับอ่อน ซึ่งเกิดจากโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็ง
ของตับอ่อน การถูกผ่าตัดตับอ่อน และ Cystic fibrosis การขาด pancreatic bicarbonate ในduodenum และ jejunum ทําให้เกิด pH ตํ่า มีสภาพเป็นกรดซึ่งทําให้การย่อยอาหารเลวลง เพราะไปขัดขวางการทํางานของ pancreatic enzymes ที่ยังมีอย
อาการ
ถ่ายอุจจาระที่มีไขมันปนเป็นจํานวนมาก (steatorrhea)
นํ้าหนักลด
การขาด lactase (lactase deficiency)
สาเหตุ เกิดจากการขาด lactase (lactase deficiency) ทําให้ไม่สามารถย่อยlactase ซึ่งเป็นนํ้าตาลที่อยู่ในนม (milk sugar) ให้เป็น monosaccharides และรบกวนการย่อยและการดูดซึม lactase บริเวณผนังลําไส้เล็กๆ
อาการ
ปวดแบบตะคริว (crampy pain)
ท้องเสีย
ท้องอืด มีก๊าซในลําไส
การวินิจฉัย โดย lactose-tolerance test
การขาด bile salt (bile salt deficiency)
สาเหตุ เกิดจาก
โรคตับ ลดการสร้าง bile salts การอุดตันของท่อนํ้าดี (common bile
duct) ทําให้bile ไปสู่ duodenum ลดลง
โรคของ ileum รบกวนการดูดซึมกลับ bile salts
อาการ
ถ่ายอุจจาระมี ไขมันปน (steatorrhea) ท้องเสีย และลด plasma protein
การขาดวิตามินต่างๆได้แก่ A D E K
การรักษา
แนะนําให้ใช้นํ้ามันมะพร้าวในการประกอบอาหาร
การฉีดวิตามิน A,D,K ทางเส้นเลือดดํา
แผลในทางเดินกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer disease)
กลไกการเกิดพยาธิสภาพ
เกิดจากการขาดสมดุลของสารคัดหลั่งจากกระเพาะอาหาร คือ hydrochloric acid และ pepsin กับฝ่ายทำหน้าที่ป้องกัน คือ เยื่อเมือกที่บุทางเดินอาหารและเกิดจากความสามารถในการควบคุมยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็กส่วนต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร
2.ความเครียดทางอารมณ์ เพิ่มการหลั่งน่ำย่อย
3.ยาบางชนิด
phenylbutazone ทําให้ cell metabolism บกพร่อง
chemotherapeutic agents มีผลต่อเซลล์ปกติในเยื่อบุระบบทางเดินอาหาร
cafeine กระตุ้นการหลั่งกรดและเปปซิน
alcohol กระตุ้นการหลั่งกรด
anti-inflammatory agents เช่น indomethacin
aspirin ทําลายเยื่อบุเฉพาะที่และลดการหลั่ง mucous
1.ฮอร์โมน เช่น ACTH , Cortisone เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเยื่อบุ และ adrenocorticosteroids ลดการสร้าง cellเยื่อบุ
ชนิดของแผลในระบบทางเดินอาหาร
1.แผลในทางเดินอาหารจากภาวะเครียด (Stress ulcer)เกิดจากมีการทําลาย
gastric mucosaเกิดแผลหลายแห่ง มีลักษณะเล็กๆอยู่ตื้นๆ ไม่ลึกถึงกล้ามเนื้อ พบในผู้ป่ วย
2) ติดเชื้อรุนแรง
3) ช็อค
1) ร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนบาดเจ็บรุนแรง
4) ได้รับบาดเจ็บทางสมองหรือผ่าตัดสมอง
5) ได้รับอุบัติเหตุไฟไหม
6) รับประทานยา NSAIDS หรือดื่มเหล้าติดต่อกันเป็นเวลานาน
แผลในกระเพาะอาหาร
-เกิดจากการขาดสมดุลระหว่างปัจจัยที่ทําลายmucosa เช่น gastric acid, pepsin, bileacids และกลไกการป้องกัน mucosa เช่นepithelium, mucus และ bicarbonate secretion ทําให้เกิดการอักเสบหรือแผลในกระเพาะ
อาหาร
ลักษณะแผล ลึก กลม ผิวสะอาดเรียบ แต่เยื่อบุโดยรอบ
มักจะบวม ถ้าแผลลึกมีการฉีกขาดของเส้นเลือดจะมีเลือดออก แผลสกปรก มีเนื้อตายอาจเป็นมะเร็ง
แผลในลําไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal ulcer)
พยาธิสภาพจาก Gross เป็นแผลลึกขอบคม
เรียบ และ ก้นแผลสะอาด
80% ของแผลในทางเดินอาหารมักจะเกิด
บริเวณลําไส้เล็กส่วนต้น
พบบ่อยในเพศชายอายุประมาณ 30-50 ปี คน
ที่มีหมู่เลือดกลุ่ม O และผู้ที่มีความเครียดสูง
อาการของแผลในกระเพาะอาหาร
ปวดท้องที่ลิ้นปี่เรื้อรังหรือแสบที่กระเพาะอาหาร มักมี
อาการตอนท้องว่างหรือ 2-3ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร
นํ้าหนักลดลง
หายใจลําบาก
คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
อาหารไม่ย่อย
แสบร้อนกลางอก
เรอ แน่นท้อง หรือท้องอืด หลังรับประทานอาหาร
การรักษา
หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเพิ่มการหลั่งกรด
การรักษาทางยา
-Antacids ทําให้กรดในกระเพาะเป็นกลาง ควรรับประทานหลังอาหาร 1-3 ชั่วโมง และก่อนนอน
-Mucosal barrier fortifiers เป็นยาซึ่งเพิ่มกลไกการป้องกันของเยื่อบุ
-Hyposecretory agents ช่วยในการยับยั้งการหลั่งนํ้าย่อย
-sucralfate (carafate) เคลือบบริเวณแผล
ยาปฏิชีวนะกําจัดเชื้อ H.pylori เช่น amoxicillin, tetracycline, clarithromycin
และ methronidazole
-ถ้ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร อาจให้ฉีด vasopressin (pitressin) ทางหลอดเลือดดํา
การผ่าตัดกระเพาะอาหารบางส่วน, ตัด Vagus nerve ,การขยายทางเปิดของกระเพาะอาหาร
(pyloroplasty)
การตรวจวินิจฉัยแผลในทางเดินอาหาร
Upper GI series barium swallowing
เจาะเลือดหาระดับ gastrin
ส่องกล้อง (endoscopy) และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ
Gastric acid secretion test
ภาวะแทรกซ้อนของแผลในทางเดินอาหาร
การเกิดแผลทะลุ (Perforation)
การเกิดแผลลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง (Penetration)
เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI bleeding)
การอุดตัน (Obstruction)
inflammatory bowel disease
เป็นการอักเสบของลําไส้เรื้อรังและเป็นๆหายๆ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แบ่งเป็น
crohn's disease
ulcerative colitis
Crohn's disease
รอยโรคเป็นแผลลึก Fissuring และทะลุเชื่อมไปยัง
อวัยวะอื่นๆ
-ลําไส้ที่อักเสบจะมีส่วนลําไส้ปกติขั้น Skip lesion
มี non caseating granulomous
พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นอาจเกิดที่ลําไส้เล็ก หรือทั้งลําไส้เล็ก
และลําไส้ใหญ่ หรือลําไส้ใหญ่อย่างเดียว
-การอักเสบของลําไส้มีขอบเขตชัดเจน และอักเสบตลอด
ความหนาของลําไส้ (transmural involvement)
อาการของ Crohn's Disease
มีความไม่สมดุลของสารนํ้าและอิเลคโตรลัยท
มีไข้ตํ่าๆ
นํ้าหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
ผู้ป่ วยที่ท้องเสียรุนแรงพบแผลบริเวณรอบทวารบ่อย
ท้องเสียเป็นพักๆ ปวดบิด (Colicky pain) พบบ่อยบริเวณท้องด้านขวาล่าง
มีความบกพร่องทางโภชนาการ เนื่องจากพื้นที่ในการดูดซึมของลําไส้เล็กถูกทําลาย
ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ลําไส้อุดตัน ฝีในท้อง และรูรั่ว
การรักษา
ผู้ป่วย ulcerative Colitis อาจต้องผ่าตัด rectum และ Colonileostomy, ileoanal anastomosis
ผู้ป่วย Crohn's disease
งดอาหารประเภทไขมัน
ให้สารอาหารครบสูตรกลูโคสเข้มข้นสูง ไขมันและ amino acid (total parenteral nutrition) ทางเส้นเลือดดําในผู้ป่ วยมีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร
ควรได้รับอาหารที่มีแคลอรีสูง วิตามิน และโปรตีน ให้อาหารที่มีแร่ธาตุ แต่กากใยน้อย
ระยะการอักเสบเฉียบพลัน ต้องได้รับยาพวก Corticosteroids ในรูปการสวนหรือเหน็บทางทวารหนัก และยาปฏิชีวนะพวก sulfa salazine (azulidine) ยากดภูมิ
ต้านทาน
Ulcerative colitis
ไม่มี skip lesions
เยื่อบุลําไส้ใหญ่อักเสบและบางส่วนแบนราบเป็นแผล บางส่วนนูนคล้าย polyp เรียกว่า
pseudopolyp
เป็นการอักเสบของลําไส้ใหญ่เรื้อรัง และเป็นๆ
หายๆ เกิดที่ rectumและอักเสบตลอดลําไส้
ใหญ
มีเลือดออกง่าย
อาการ ulcerative colitis
มีไข้ ปวดท้อง
เสี่ยงต่อการเกิด toxic megacolon และ perforation
ถ่ายเป็นเลือดและท้องเสีย
ภาวะแทรกซ้อน
crohn's disease และ ulcerative Colitis อาจพบข้ออักเสบ (arthritis) ตา
อักเสบ ผิวหนังอักเสบ ช่องปากอักเสบ anemia เลือดแข็งตัวง่าย ทางเดินนํ้าดีอักเสบ
ulcerative colitis ภาวะแทรกซ้อน คือ มะเร็งของลําไส้ใหญ่ (cancer of colon)
crohn's disease การเกิดรูทะลุ (fistulas)ระหว่างทางเดินอาหารและอวัยวะที่อยู่
ใกล้กัน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ช่องคลอด ผิวหนัง
การวินิจฉัย
การส่องกล้อง Sigmoidoscopy และตัดชิ้นเนื้อตรวจ
ตรวจอุจจาระ หาสาเหตุของการติดเชื้อและเพาะเชื้อ
ประเมินจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย
CT scans เพื่อตรวจหาก้อนและฝี
หลักการรักษาแผลในทางเดินอาหาร
เพิ่มความต้านทานหรือความแข็งแรงของ mucosal layer
ส่งเสริมการหายของแผล
ลดการหลั่ง hydrochloric acid หรือทําให้ภาวะกรดเป็นกลาง
เป้าหมายการรักษาแผลในทางเดินอาหาร
ผู้ป่ วยสามารถรับประทานอาหารได้ดี
เผชิญความเครียดและเรียนรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
รักษาแผลให้หาย บรรเทาความเจ็บปวด
สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง
ถุงผนังลําไส้อักเสบ (Diverticulitis)
มีถุงยื่นผ่านผนังลําไส้ หลายอันขนาด 0.5-1
ซม. มักพบที่ distal colon
เกิดจาก focal weaknessของ bowel
wall และมีการเพิ่มของความดันในลําไส้มาก
เป็นการอักเสบของกระเปาะเยื่อบุลําไส้ใหญ่
อาการถุงผนังลําไส้อักเสบ (Diverticulitis)
แน่นท้องหรือท้องอืด
มีไข้สูงกว่า 38องศาเซลเซียส หนาวสั่น
ท้องผูกหรือท้องเสีย
คลื่นไส้หรืออาเจียน เบื่ออาหาร
ปวดเกร็งที่ท้องส่วนล่าง
อุจจาระปนเลือดหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก
การตรวจวินิจฉัย การทําsigmoidoscope
การรักษา
diverticulitis ต้องได้รับยาปฏิชีวนะ
ถ้ามีภาวะแทรกซ้อน จําเป็นต้องผ่าตัด
แนะนําให้รับประทานอาหารที่มีกากใย
ความผิดปกติของการเคลื่อนไหว
Achalasia
Diarrhea
Gerd
Intestinal obstruction
กรดไหลย้อน
Gastroesophageal Reflux Disease: GERD
กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือนํ้าย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับผ่าน lower esophageal sphincter(LES) จนทําให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร สาเหตุเกิดจาก
-มี sliding hernia
-gastric emptying และ gastric volume เพิ่มขึ้น
ประสิทธิภาพของ esophageal antireflux
mechanism ลดลง
-ความสามารถในการซ่อมแซม Esophageal ลดลง
อาการ GERD
กลืนอาหารได้ลําบาก
ไอเรื้อรัง ระคายเคืองคอตลอดเวลา
อาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ มีนํ้ารสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก
เสียงแหบแห้ง หรือฟันผุ
จุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอก
การรักษา GERD
อมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อเพิ่มนํ้าลาย
ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ
นอนศีรษะสูงจากพื้นประมาณ 6 นิ้ว
ยาที่ใช้ ได้แก่
prokinetic agents เช่น cisapride
proton pump inhibitors เช่น omeprazole
H2-receptor antagonists เช่น cimetidine, ranitidine
แนะนํารับประทานอาหารที่ละน้อยแต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารที่มีไขมันตํ่า
Achalasia
-มีการไหลย้อนของอาหาร regurgitation
-กลืนอาหารลําบาก dysphagia เนื่องจาก loweresophageal spincter (LES) ไม่คลายตัวเต็มที่ ทําให้lumen แคบ
-หลอดอาหารไม่มีperistalsis
-มีการเพิ่มขึ้นของ the resting tone of lower esophageal spincter (LES)
ความผิดปกติของการบีบและคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารและ lesion associated with motor function ทําให้
พยาธิสภาพที่พบ คือ มี motor neuron ที่ผนังหลอดอาหาร
ลดลง มีการขยายของหลอดอาหาร
อาการ Achalasia
2.ขย้อนอาหารที่ค้างอยู่ในตอนกลางคืน
3.ภาวะแทรกซ้อน คือ หลอดอาหารอักเสบหรือ เกิดแผลในหลอดอาหาร
กลืนลําบาก
เกิดการสำลักเศษอาหารหรือน้ำย่อยที่ขย้อนเข้าไปในปอด ทำให้ติดเชื้อได้ (aspirated pneumonia)
การวินิจฉัย
4 more items...
ท้องผูก(constipation)
ท้องผูก หมายถึง การถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระแข็ง ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งกว่าที่เคยเป็นปกติ หรือการถ่ายอุจจาระน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะเรียกว่ามีอาการท้องผูก
สาเหตุเกิดจาก
2.ความผิดปกติของการทำหน้าที่ เช่น ภายหลังการผ่าตัดช่องท้อง
3.การรับประทานอาหารที่มีกากน้อย
1.ความผิดปกติทางระบบประสาทของลำไส้ใหญ่
4.แบบแผนการดำเนินชีวิต เช่น ขาดการออกกำลังกาย
5.ยาบางชนิด เช่น antacids ยา opiates
อาการท้องผูก
1.ถ่ายอุจจาระ ปริมาณน้อย จำนวนครั้งน้อยลง
2.ถ่ายลำบาก รู้สึกแน่นและไม่สุขสบายในท้อง
การวินิจฉัย
ตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการดู และคลําท้อง การตรวจทางทวารหนัก
การส่องกล้อง เช่น proctoScope
การซักประวัติ
การสวนแป้ง barium (barium enema)
การรักษาท้องผูก ตามสาเหตุ
การออกกําลังกายเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลําไส้
ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา
ดื่มนํ้ามากๆ
บางรายให้ยาถ่ายแต่ไม่ควรให้รับประทานติดต่อกันเป็นประจํา
ควรมีการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดําเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น
กรณีมีความผิดปกติจากพยาธิสภาพต้องผ่าตัด
ท้องเสีย (Diarrhea)
ปัจจัยที่มีผลต่อจํานวนและปริมาตรของอุจจาระ ได้แก่ ปริมาณนํ้าในลําไส้ปริมาณของกากอุจจาระหรือสารที่ไม่สามารถดูดซึมได้ สารคัดหลั่งภายในลําไส้
ท้องเสียถ่ายอุจจาระมีปริมาตรมาก มักเกิดจากการมีปริมาณนํ้าและสารคัดหลั่งเป็นจํานวนมากในลําไส้
การเพิ่มจํานวนครั้งและเพิ่มปริมาตรของสารนํ้าของอุจจาระ
ท้องเสียถ่ายอุจจาระมีปริมาตรน้อย เคลื่อนไหวของลําไส้มาก
ผิดปกต
ท้องเสียแบ่งตามกลไกเกิด
Secretory diarrhea มักเกิดจาก bacterial enterotoxinsได้แก่ cholera และ E.coli จากเนื้องอก เช่น gastrinoma มะเร็งของต่อม
ไทรอยด์
Motility diarrhea มีสาเหตุจากการผ่าตัดลําไส้ การเกิดรูรั่วของลําไส
Osmotic diarrhea เกิดจากมีสารซึ่งไม่สามารถดูดซึมได้และสารตกค้างอยู่ใน ลําไส้เป็นจํานวนมาก สาเหตุของท้องเสีย คือการขาด lactase (lactase deficiency)
อาการแสดงของท้องเสียมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังขึ้นอยู่กับสาเหตุ
นํ้าหนักลด
กรณีติดเชื้อเฉียบพลันจากแบคทีเรียหรือไวรัส อาจมีไข้ร่วมกับการปวดท้อง
เหมือนถูกบีบ (Cramping pain)
metabolic acidosis
กรณีลําไส้อักเสบอาจถ่ายอุจจาระมีเลือดปน
ขาดนํ้า ขาดสมดุลของสารนํ้าและอิเลคโทรลัยท์
กรณีมีความผิดปกติในการดูดซึมไขมันถ่ายอุจจาระมีไขมันปน
(Steatorrhea)
การรักษาท้องเสีย
ถ้ามีอาการขาดนํ้าและขาดสมดุลของอิเลคโทรลัยท์อย่างรุนแรง ต้อง
ได้สารนํ้าทางเส้นเลือดดํา
ผู้ที่ท้องเสียเรื้อรังหรือมีปัญหาเรื่องการดูดซึม ต้องได้สารอาหาร
ทดแทนอย่างเพียงพอ
ลดความไม่สุขสบายต่างๆและรักษาตามสาเหต
ให้ยาลดการเคลื่อนไหวของลําไส้ยาลดอาการปวดท้อง และยาลด
ปริมาณและจํานวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ
การรักษาสมดุลของสารนํ้าและอิเลคโทรลัยท
Intestinal obstruction
มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
สาเหตุลําไส้อุดตัน เช่น ท้องผูกรุนแรง พังผืดในลําไส้ ลําไส้ทํางานผิดปกติ เป็นต้น
ภาวะที่มีสิ่งอุดตันหรือรบกวนการบีบตัวของลําไส้ ทําให้อาหารหรือของเหลวต่าง ๆ เคลื่อนผ่านไม่ได้ตามปกติ
อาาการลำไส้อุดตันที่ลำไส้เล็ก
-พบอัตราการเต้นของชีพจรและการหายใจที่
เร็วกว่าปกติ
-คลื่นไส้ อาเจียน
-ปวดท้องรุนแรง (Colicky pain) ใต้
ซี่โครงหรือสะดือ มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ
-ท้องอืด แน่นท้อง หรืออาจกดแล้วเจ็บที่
บริเวณท้อง ไม่สามารถผายลมได้
อาการลำไสอุดตันที่ลำไส้ใหญ่
ท้องผูกในช่วงที่เกิดการอุดตันของ
ลําไส้หลายเดือน
เลือดออกทางทวารหนัก
ปวดท้อง
ท้องเสียหรือท้องร่วง
ท้องอืด แน่นท้อง
การวินิจฉัย : ประเมินจากอาการแสดง และตรวจทางรังสี Ultrasound
การรักษา
ดูด gastric Content ออกจากกระเพาะอาหารและ
ลําไส้เพื่อลดอาการแน่นท้อง
รายที่ลําไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง (strangulation) และมี
การอุดตันอย่างสมบูรณ์ ต้องผ่าตัด
1 ให้สารนํ้าและอิเลคโตรลัยท์ทดแทนเพื่อลดภาวะขาดนํ้า
การป้องกันลำไส้อุดตัน
อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจหามะเร็งลําไส้ปีละ 1 ครั้ง
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
งดการสูบบุหร
หากพบว่ามีก้อนผิดปกติเกิดขึ้นใต้ผิวหนังที่บริเวณหน้าท้องหรือที่ขาหนีบ
ควรไปพบแพทย
รับประทานอาหารที่มีไขมันตํ่า ผักและผลไม้
ความผิดปกติของตับ
Jaundice (icterus) หรือดีซ่าน มี bilirubin สูงกว่าปกติ 2 เท่า หรือมากกว่า 2.0 ถึง 2.5mg/dl เลือด (ค่าปกติ 1.2 mg/dl) สังเกตจาก sclera เป็นสีเหลือง
สาเหตุ
มีความบกพร่องของเซลล์ตับในการจับ bilirubin
ลดการ conjugation ของ bilirubin
มีการทําลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ
มีการอุดตันของทางเดินนํ้าดีทั้งภายในและภายนอกตับ
jaundice แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
intrahepatic หรือ hepatocellular jaundice เกิดจากความผิดปกติของตับในการขจัด bilirubin ออกจากเลือดหรือ Conjugated
posthepatic หรือ distructive jaundice หรือ cholestatic jaundiceเกิดจากการอุดตันของทางเดินนํ้าดีระหว่างตับและลําไส้เล็ก
prehepatic jaundice หรือมีการทําลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกต
อาการดีซ่าน
ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน
ท้องบวม ขาบวม นํ้าหนักลด
ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม
มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว
การวินิจฉัยดีซ่าน
การฉายภาพรังสี ได้แก่ การตรวจอัลตร้าซาวด์การถ่ายภาพรังสีด้วย
คอมพิวเตอร์ (CT scan) การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI
scan)
ตรวจชิ้นเนื้อตับ
ตรวจปัสสาวะ ตรวจปัสสาวะเพื่อวัดระดับสารยูโรบิลิโนเจน
(Urobilinogen
การส่องกล้องผ่านทางปากเพื่อตรวจบริเวณท่อนํ้าดี (ERCP) เป็นการ
ตรวจท่อนํ้าดีของตับ
ตรวจการทํางานของตับ
Hepatitis
Hepatitis เป็นการอักเสบของตับเกิดจากการติดเชื้อจาก virus หรือreaction จากยาและสารเคมี ถ้า cell ตับมีการทําลายมากจะทําให้การmetabolism และ detoxification สูญเสียไปการอักเสบของตับมีทั้งเกิดเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีสาเหตุจาก
◦ยา
◦แอลกอฮอล
◦ไวรัส
อาการท้องมาน
Ascites หรือภาวะท้องมานภาวะท้องมาน เป็นการสะสมของของเหลวในช่องท้อง
(peritoneal Cavity)
สาเหตุ
มะเร็งหัวใจด้านขวาล้มเหลว
ตับอ่อนอักเสบ
โรคตับเรื้อรังโดย ตับแข็ง (cirrhosis) พบบ่อยมาก
การอักเสบในช่องท้องจากเชื้อวัณโรค
nephrotic syndromes
อาการท้องมาน
แสบร้อนกลางอก หายใจลําบากเมื่อนอนลง
มีการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หรือมีอาการคล้ายหวัด
ปวดท้อง ท้องอืด ท้องบวมขึ้น อาหารไม่ย่อย
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
นํ้าหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกต
การวินิจฉัย และการรักษา
การจัดท่านอน ในท่า semi-fowler จะช่วยให้หายใจสะดวก
ควรรับประทานอาหารจํากัดเกลือ
เจาะท้องเพื่อดูดของเหลว (paracentesis) ครั้งละ 1-2 ลิตร
ช่วยบรรเทาอาการหายใจไม่สะดวก และส่งตรวจเพาะเชื้อ
ให้ยาขับปัสสาวะชนิดที่ลดการสูญเสีย potassium
ตรวจ electrolytes เพื่อประเมินภาวะ hyponatremia
และ hypokalemia
Portal hypertension
การที่มีความดันใน portal venous System สูง กว่า 10mmHg (ค่าปกติ 3 mmHg) portal veins รับเลือดจากระบบทางเดินอาหาร ตับอ่อน และม้ามเข้าสู่ตับ
ภายในตับเลือดไหลผ่าน sinusoids และไหลรวมที่ hepativeins เข้าสู่ inferior vena Cava และไหลเข้าสู่ right cartium
พยาธิสรีรวิทยา
-Portal hypertension เกิดจากความผิดปกติซึ่งทําให้เกิดการ
อุดตัน
-สาเหตุของ portal hypertension ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
cirrhosis of liver
การเกิด portal hypertension อาจเกิดปัญหาดังน
spleenomegaly จากการเพิ่มแรงดันใน splenic vein
Ascites เกิดจากความดัน mesenteric สูง hydrostatic pressure
ดันนํ้าออกจากเส้นเลือดสู่ peritoneal cavity
Varices เส้นเลือดดําโป่ งพอง ที่หลอดอาหารส่วนล่าง กระเพาะอาหารและ
rectum
Hepatic encephalopathy เป็นผลจากสารพิษ แอมโมเนีย ไม่ถูกทําลายที่
ตับ ผ่านไปสู่สมองทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทํางานของระบบประสาท
อาการและอาการแสดง
ภาวะซีด (anemia)
ถ่ายดํา (melena)
อาเจียนเป็นเลือด
การวินิจฉัย
การซักประวัติ พบว่ามีดีซ่าน ตับอักเสบ
ตรวจร่างกาย พบท้องโตตึง และมองเห็นเส้นเลือดดํากระจายอยู่ทั่วท้อง
(collateral vein) เรียกว่า catut medusae (Medusa's head)
ส่องกล้อง (endoscopy)
การรักษา
ฉีดยา sclerosing agent เข้าไปบริเวณเส้นเลือดดําที่โป่ งพองเพื่อเพิ่มความ
แข็งแรงของหลอดเลือด
ผ่าตัด portacaval shunt โดยการตัดต่อ portal vein กับ inferior
vencava
ใส่สายเข้าไปควบคุมเลือดออกจากเส้นเลือดดําโป่ งพองในหลอดอาหาร ใส่ลมผ่าน
balloon กดบริเวณหลอดอาหารที่มีเลือดออก
Viral Hepatitis
1.1 Hepatitis A หรือ infectious hepatitis
-อาการจะเป็นอยู่ 1-3 เดือนและ recovery ได
-ไม่เกิด chronic hepatitis หรือ Cirrhosis
-ติดต่อโดยสัตว์นํ้าพวกที่มีเปลือก (shell fish) เช่น หอย กุ้ง ปู
-การวินิจฉัยดูจากค่า transaminase (SGOT,SGPT) สูงขึ้น และ
มี anti HAV ผล positive
-ติดต่อทาง fecal-oral route
1.2 Hepatitis B
-ติดต่อทางการถ่ายเลือด เข็มตํา พวกติดยา รักร่วมเพศ การคลอดบุตร
-antigen ที่พบมี 3 ชนิด ได้แก่ Surface antigen, Core antigen และ E antigen
◦เมื่อผู้ป่ วยอาการดีขึ้น ค่า surface antigen titer ลดลง และค่า antibody ต่อ surface
antigen จะสูงขึ้น
◦ E antigen เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ใดติดเชื้อสูง ผู้ที่มีค่า E antigen ในเลือดสูง จะมีการติดเชื้อ
◦ Hepatitis B Surface antigen (HBSAG) เป็น antigen ตัวแรกซึ่งจะขึ้นสูง มีtransaminase levels สูง ประมาณ 10% ของผู้ป่ วยตับอักเสบ B มักเป็น chronic activehepatitis สามารถติดต่อให้ผู้อื่นได้ และมี progress เป็น cirrhosis hepatitis
◦ Core antibody titer ช่วยบอกว่าเคยมีการติดเชื้อ hepatitis B มาก่อน หลังจากที่ค่า
HBSAG negative แล้ว
ตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน (Acute hepatitis)
อาการและอาการแสดง
The icteric phase อาการในระยะ prodromal มักจะหายไป
The convalescent phase เกิดขึ้นหลังมีดีซ่าน 2 สัปดาห์ ตัวตาเหลืองลดลง
Prodromal illness มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คัดจมูก เจ็บคอ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มึน
ซึม ปวดท้องบริเวณ right hypochondrium
การรักษาตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน
ระมัดระวังเรื่องการรับประทานยาที่มีผลต่อตับ
รับประทานอาหารประเภทไขมันลดลง
แนะนําให้ผู้ป่ วยนอนพัก
รักษาความสะอาดของร่างกาย การล้างมือ
ตับอักเสบแบบเรื้อรัง (chronic hepatitis)
-เป็นการอักเสบของตับเรื้อรังกว่า 6 เดือน liver function test ผิดปกติ
-ตับอักเสบแบบเรื้อรังมี 2 ชนิด คือ chronic persistent hepatitis และ
chronic active hepatitis
Chronic persistent hepatitis
◦พบ liver function test ผิดปกต
◦ผู้ป่ วยอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รับประทานอาหารประเภทไขมันได้ลดลง
◦ส่วนใหญ่เกิดจาก hepatitis virus ยกเว้น HAV
Chronic active hepatitis
รุนแรงกว่า chronic persistent hepatitis เนื่องจากมีการอักเสบเรื้อรังลุกลาม มีการทําลายของ lobular architecture เกิดcirrhosis
◦autoimmune antibodies พบบ่อยในหญิงอายุ 20-40 ป
◦Wilson's disease
◦hepatitis virus B และ C
◦เกิดจากยา เช่น nitrofurantoin isoniazid
อาการและอาการแสดง Chronic active hepatitis
ดีซ่าน ตัวตาเหลือง อุจจาระซีด ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม
บางรายมีผื่นคันตามตัว
ปวดข้อ ข้ออักเสบ
มี Cushigoid appearance คลําพบตับม้ามโต พบใน
autoimmune disease
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
ตับแข็ง (Cirrhosis)
-ทําให้มีความผิดปกติทั้งโครงสร้างและหน้าที่ของตับ
-ทําให้เกิดการอุดตันของทางเดินนํ้าดี เกิด jaundice
เกิด portal hypertension
เป็นความผิดปกติของตับที่เกิดจากการอักเสบ มี
fibrosis และมี nodular regeneration
-มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ภายในตับ เซลล์ตับส่วนทีเลือดผ่านไปเลี้ยงไม่ได้เกิดการขาดออกซิเจน เน่าและฝ่อส่งผลให้ตับวาย
สาเหตุและพยาธิสรีรวิทยาของตับแข็ง
ตับแข็งจากทางเดินนํ้าดีอุดตัน (biliary cirrhosis) เกิดจากการ
อุดตันจากเนื้องอก (neoplasms) ก้อนนิ่วในถุงนํ้าดี หรือการตีบท่อทางเดินนํ้าด
ตับแข็งที่เกิดจากเซลล์ตับตาย (post necrotic cirrhosis) มีการแทนที่เซลล์ตับที่ตาย เช่น เกิดการอักเสบจากเชื้อไวรัส A C ยา หรือสารพิษ การสร้างภูมิต่อต้านตนเอง (autoimmune disease)
ตับแข็งจากอัลกอฮอล์(alcoholic cirrhosis) เกิดacetylaldehyde ทําลาย hepatocytes มีไขมันในเซลล์ตับเพิ่มขึ้นเซลล์ตับอักเสบและรูปร่างตับผิดปกติ
ตับแข็งจากกระบวนการ metabolism ภายในเซลล์ตับ
(metabolic cirrhosis) เซลล์ตับเกิดจากการอักเสบและแผลเป็น ฝี
อาการแสดงตับวาย
เกิดความบกพร่องในการดูดซึมไขมัน ทําให้ขาดวิตามิน K
มี hyperspleenism จากเลือดคั่งเนื่องจากมี portal
hypertension
พบความบกพร่องเกี่ยวกับปัจจัยในการแข็งตัวของเลือด (deficiency inclotting factors) factors II (prothrombin), VII, IXและ X
มี platelet ตํ่าและเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่าย เนื่องจาก esophageal
varices
----+++--
+