Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลเด็กป่วย ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ - Coggle Diagram
การพยาบาลเด็กป่วย
ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ
การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน Upper respiratory infection (URI)
คือ โรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนต้น คือ เริ่มตั้งแต่ช่องจมูกจนถึงกล่องเสียง
ช่วงปกติของอัตราการหายใจ
แรกเกิด - 2 เดือน 40 – 60 ครั้งต่อนาที
2 – 12 เดือน 24 – 50 ครั้งต่อนาที
1 – 5 ปี 16 – 40 ครั้งต่อนาที
5 ปี - 15 ปี 16 – 30 ครั้งต่อนาที
โรคหวัด
การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณโพรงจมูก และอาจลามมาถึงช่องปากที่มีอาการไม่รุนแรง
เฉลี่ยในเด็กมีโอกาสเป็นโรคหวัด 6-8 ครั้งต่อปี
ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นหวัดได้มากกว่า 12 ครั้งต่อปีเด็กมีโอกาสเป็นหวัดน้อยลงเมื่อโตขึ้น
สาเหตุและระบาดวิทยา
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ rhinovirus รองลงมา ได้แก่ coronavirus, parainfluenza virus เป็นต้น
มักพบในฤดูกาลที่มีอากาศเย็นและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ เช่น ฤดูหนาว
เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น
ลักษณะอาการทางคลินิก
ระยะฟักตัวของ rhinovirus ประมาณ 1-4 วัน
ส่วน coronavirus ใช้เวลา ประมาณ 2-4 วัน
มักเกิดอาการหลังการสัมผัสเชื้อ 1-3 วัน
อาการ
ขึ้นกับอายุและชนิดของเชื้อไวรัส เด็กเล็กอาจมีไข้ และน้ำมูกเป็นอาการเด่น
เด็กโตมักไม่มีไข้แต่อาจเริ่มด้วยอาการเจ็บคอหรือระคายคอ
ต่อมามีน้ำมูก คัดจมูก ไอ
อาการไอพบได้ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยเด็ก
โรคหวัดอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
การรักษา
ยาให้ para (ระมัดระวังการใช้ ibufen โดยเฉพาะช่วงที่มี DHF ระบาด)
ไม่แนะนำให้ใช้แอสไพริน เนื่องจากมีรายงานการเกิด Reye’s syndrome ในเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่หรือสุกใสและได้รับยาแอสไพริน
การช่วยให้จมูกโล่ง
ภาวะแทรกซ้อน
ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ
กล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ
หูชั้นกลางอักเสบ หูน้ำหนวก
ปอดอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองข้างคออักเสบ
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันที่เกิดจาก influenza virus ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เช่น influenza A และ influenza B
อาการ
ไข้ ปวดศรีษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอแห้งๆ คัดจมูก น้ำมูกไหล
อาการต่างๆเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอยู่นาน 6-10 วัน
การแพร่เชื้อ
ไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายทางทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะอยู่ในละอองฝอย ในอากาศที่ออกมาจากการไอจามของผู้ป่วย เมื่อสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไปเชื้อก็จะ เข้าไปเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ
การวินิจฉัย
แยกเชื้อไวรัสจากไม้ป้ายคอ (throat swab) วิธีการเก็บ ต้องระวังการปนเปื้อนจาก normal flora บริเวณนั้น โดย ใช้ไม้กดลิ้นไว้แล้วจึง swab ให้ตรงตำแหน่งที่ต้องการ แล้ว ป้ายภายในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิด หลอดให้สนิท
การรักษา
ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาบรรเทาปวดลดไข้ ยาแก้ไอ
แม้มียาที่กดการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้โดยตรงแต่ยานี้ไม่มีใช้ทั่วไป และส่วน ใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้
ภาวะแทรกซ้อน
ปอดอักเสบจากไวรัส
โรคแทรกซ้อนทางหัวใจ
ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย
กลุ่มอาการ Guilliain-Barre
โรคคออักเสบ/ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน
การติดเชื้อของบริเวณคอหอยทั้งบริเวณที่เป็น nasopharynx และ oropharynx และ/หรือต่อมทอนซิล
สาเหตุ
กลุ่มไวรัสเชื้อที่พบบ่อยท่ีสุด ได้แก่ adenovirus, influenza virus, parainfluenza virus, rhinovirus, respiratory syncytial virus (RSV)
กลุ่มแบคทีเรียเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ group A betahemolytic streptococci (GABHS)
ลักษณะสำคัญทางคลินิก
อาการที่สำคัญ คือ ไข้ และเจ็บคอ
มักจะมาโรงพยาบาลด้วย อาการน้ำลายไหลผิดปกติ หรือไม่รับประทานอาหาร
อาการแสดงจากเชื้อไวรัส
อาจพบตาแดง น้ำตาไหล เสียงแหบ
เด็กบางรายอาจตรวจพบ มีแผลในปากหรือเป็นตุ่มน้ำใส ผื่นตามตัว
อาการแสดงจากเชื้อแบคทีเรีย
เกณฑ์ที่ช่วยในการวินิจฉัยเชื้อ GABHS* ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 3 วัน หากมีอาการตามข้อต่อไปน้ี มากกว่า 4 ข้อ โดยเรียงตามลำดับจากอาการที่พบ ว่าสัมพันธ์กับ GABHS จากมากไปน้อย
การรักษาตามอาการ
การบรรเทาอาการเจ็บคอ อาจให้เป็นน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาว
ยาอมต่างๆ มักมียาชาเป็นส่วนประกอบ เช่น lozenges ยาพ่นคอ xylocaine gel หรือยากลั้วคอมักมี antiseptics ไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือลดอาการได้
การให้ยาต้านจุลชีพ
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ GABHS ควรได้รับยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมเป็น ระยะเวลา 10 วัน โดย amoxicillin หรือ penicillin เป็นยาที่เลือกใช้เป็นอันดับแรก
โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน
การอักเสบจากการติดเชื้อของเยื่อบุไซนัส ไซนัสอักเสบที่เกิด จากเชื้อแบคทีเรีย มักพบเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของเด็กที่เป็นโรคหวัด
เชื้อก่อโรค
วิธีที่ถูกต้องในการหาเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุ ควรทำโดยการเจาะผ่าน antrum ซึ่งเป็นหัตถการที่ทำได้ยากในเด็ก
พบว่าเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ H. influenzae รองลงมา คือ S. pneumoniae และ Klebsiella spp. รวมทั้งพบ anaerobe
ลักษณะอาการทางคลินิก
ทำให้บางคนเรียกโรคหวัดว่าเป็น acute viral rhinosinusitis ซึ่งจะหายไปพร้อมกับโรคหวัดธรรมดา
อาการของโรค
มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส และน้ำมูกเป็นหนองและเป็น ติดต่อกัน 3-4 วัน บางรายอาจมีการบวมบริเวณรอบตาหรือกด เจ็บบนใบหน้าหรือปวดศีรษะมากร่วมด้ว
เด็กโตอาจมีอาการปวดบริเวณต่างๆ ตามตำแหน่งของไซนัส ได้แก่ บริเวณโหนกแก้ม เหนือคิ้ว ระหว่างหัวตา บริเวณขมับและท้ายทอย
การตรวจร่างกาย
มักตรวจพบเสมหะขุ่นหรือลักษณะเป็นหนองที่ด้านหลังคอ (postnasal drip)
น้ำมูกเขียว แต่ในเด็กเล็กอาจพบว่า มีน้ำมูกใส
การรักษาจําเพาะ
ระยะแรก amoxicillin เป็นยาที่ได้ผลดีและเลือกใช้เป็นตัวแรก
ถ้าอาการรุนแรงหรือกลุ่มที่มีโอกาสมีเชื้อดื้อยาอาจให้ amoxicillin clavulanate
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดตามหลังการอักเสบของไซนัส ethmoid หรือ frontal ได้แก่ periorbital cellulitis ทำให้มีอาการไข้ รอบตาบวม ตาโปน ไม่สามารถกลอกตาได้ตามปกติ
การป้องกัน
การให้ vaccine ไม่มีรายงานที่ชัดเจน แต่ในรายที่มี อาการรุนแรงก็น่าจะได้ประโยชน์จากการให้ conjugated pneumococcal vaccine
โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน
การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยในเด็ก โดยพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก และการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสมมากเกินความจำเป็
ระบาดวิทยา
โรคนี้พบมากในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 6 เดือน
พบในเด็กชาย > เด็กหญิง
สาเหตุ
เชื้อไวรัส เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ 30-50% ของการเกิด AOM ที่พบบ่อย ได้แก่ respiratory syncytial virus (RSV), influenza virus, adenovirus
เชื้อแบคทีเรีย ที่พบเป็นสาเหตุของ AOM บ่อย ได้แก่ S.pneumoniae, H.influenzae, S.pyogenes, M.catarrhalis
ปัจจัยเสี่ยง
มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นหูชั้นกลางอักเสบ
กลุ่มที่มีภาวะ GERD CLCP Down’s
การใช้จุกนมปลอม
ลักษณะอาการทางคลินิก
อาการ AOM คล้ายกับหวัด ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูกไหลอาเจียน
อาการที่สำคัญ คือ การปวดหู
การวินิจฉัย
การตรวจที่ถือว่าเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย คือการทำ tympanocentesis หรือ myringotomy แล้วพบว่า มีน้ำในหูชั้นกลาง (middle ear effusion,MEE) ซึ่งการทำหัตถการดังกล่าวต้องอาศัยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะโรค
การรักษาตามอาการ
ในเด็กเล็ก แนะนำให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ยาแก้ ปวด โดยจะเลือกใช้ paracetamol หรือ ibuprofen ก็ได้
คําาแนะนําสําหรับการรักษา AOM
เด็กอายุ < 2 ปี ควรให้ยาต้านจุลชีพทุกรายร่วมกับยาแก้ปวด
ในกรณีที่ไม่สามารถมาติดตามอาการได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง ให้พิจารณา รักษาด้วยยาต้านจุลชีพร่วมกับยาแก้ปวดตั้งแต่เริ่มแรก
การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
เสียงหายใจผิดปกต
Crepitation >> เสียงลมที่วิ่งผ่านเสมหะในหลอดลม
Rhonchi >> เสียงลมที่วิ่งผ่านหลอดลมที่ตีบแคบ อาจเกิดจากหลอดลมหดเกร็ง
Stridor >> เสียงลมที่วิ่งผ่านกล่องเสียงหลอดลมส่วนต้นตีบแคบ
Wheezing >> เสียงลมวิ่งผ่านหลอดลมที่หดเกร็ง และตีบแค
โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
สาเหตุและระบาดวิทยาของโรค
โรคนี้พบได้ทุกอายุและตลอดปี อุบัติการณ์สูงสุดจะพบในฤดูหนาว
ในช่วงอายุ 6 ปีแรก เชื้อไวรัส respiratory syncytial virus (RSV) และ parainfluenza virus type เป็นสาเหตุที่พบบ่อย
สาเหตุส่วนใหญ่ (90%) เกิดจากไวรัส
ลักษณะทางคลินิก
มีอาการไอเป็นอาการสำคัญ ต่อมาไอมากขึ้นและมีเสมหะ (productive cough) โดยเสมหะมีลักษณะสีขาว หรือใสเหนียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น
ระยะนี้นานประมาณ 1-2 wks และมักมีอาการไม่เกิน 3 wks.
การวินิจฉัยโรค
ฟังปอดได้ยินเสียง harsh breath sound
เมื่อมีเสมหะมากขึ้น อาจฟังปอดได้ยินเสียง rhonchi หรือ coarse crepitation (crackle
การรักษาตามอาการ
การดื่มน้ำมากๆ หรือน้ำผึ้งผสมมะนาว ทำให้ชุ่มคอและบรรเทาอาการ ไอป้องกันภาวะขาดน้ำ และลดความเหนียวของเสมหะได
การให้กลุ่ม antihistamine, decongestant และ beta-2 agonist พิจารณาให้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น allergic rhinitis, reactive airway disease เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อน
ปอดแฟบ ในรายที่มีการระบายเสมหะไม่ดี มีเสมหะคั่งค้าง
การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
อาจเกิดเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง