Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
นิตยสารคิด (CREATIVE THAILAND) - Coggle Diagram
นิตยสารคิด (CREATIVE THAILAND)
อีสานโคตรแซ่บ นวัตกรรมแซ่บอีหลี วิถีสร้างสรรค์เพื่อปากท้อง
ไม่ใช่แค่ความ “แซ่บอีหลี” ของส้มตำ ปลาร้า และสารพัดเมนูดิบชุ่มเลือด ที่พาให้อาหารอีสานกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่วิถีชีวิต ความเชื่อ และเรื่องราวการเอาตัวรอดของผู้คนในอีสานที่ถ่ายทอดสู่จานอาหารต่างหาก ที่เป็นดีเอ็นเอของความคิดสร้างสรรค์สุด “แซ่บและซิ่ง” ทำ ให้อาหารอีสานไม่เคยล้าหลัง แต่สอดประสานและเดินหน้าไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
Eat Local & Seasonally แซ่บตามฤดูนา ฤดูกาล (และความกันดาร)
คนอีสานกินอาหารที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต ในเมื่อทำมาหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยการทำนาปี จึงผูกพันกับ “วัตถุดิบใกล้นา” อย่างข้าว เกลือปลา และวัตถุดิบที่เข้ากันได้ดีกับสภาพพื้นที่อันแห้งแล้ง ในมื้ออาหารประจำวัน ชาวอีสานนิยมนำเนื้อสัตว์เล็กที่หาได้ง่ายในไร่นามาประกอบอาหาร ทั้งแมลง นก หนู รวมถึงเป็ด ไก่ ปลา ปูหอย กุ้ง กบ เขียด แต่ความกันดารกลับไม่เคยเป็นปัญหาเมื่อมีงานสำคัญ เช่น งานบุญงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เจ้าภาพจะเนรมิตมื้ออาหารแบบจัดเต็มจากเนื้อสัตว์ใหญ่ วัวหรือควายที่เลี้ยงไว้ใช้แรงงานจะถูกล้มเพื่อมาประกอบอาหาร หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ก็เช่นกัน
“ กินตามฤดูกาล ” การกินพืชผักตามเวลาที่ธรรมชาติจัดสรรให้พืชชนิดเดียวกันในฤดูกาลหนึ่งต้องกินยอดอีกฤดูกาลหนึ่งเปลี่ยนมากินผล ช่วงไหนทำไร่ชาวบ้านก็จะเก็บผักตามไร่ หรือไม่ก็แวะเก็บตามป่าริมห้วย พอถึงช่วงหน้าฝนที่พืชผักอุดมสมบูรณ์ที่สุด ก็จะเก็บเห็ดหรือขุดหน่อไม้มาทำอาหารหรือดองไว้กินนาน ๆ วิถีพึ่งพาธรรมชาติเช่นนี้เองยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ปรากฏเด่นชัดอยู่ในทุกจานอีสาน
Natural Umami Taste แซ่บนัว รสชาติจากความเรียบง่าย
อาหารอีสานในสายตาคนเมืองมีจุดเด่นคือรส “แซ่บ” ที่แปลว่าเผ็ด ความหมายของคำว่าแซ่บที่แท้ในภาษาอีสานคือ “อร่อย” ที่ไม่ได้จำเป็นต้องเผ็ดด้วยซ้ำ รสแซ่บนัวและกลิ่นแรงที่เป็นซิกเนเจอร์ของอาหารอีสาน มาจากเทคนิคการหมักดองเครื่องปรุงเนื่องจากภาคอีสานไม่มีพื้นที่ติดทะเล ชาวอีสานจึงนำปลามาหมักเกลือ เกิดเป็นน้ำปลาร้าและปลาแห้งที่ไร้สูตรตายตัว แต่เป็นสูตรบ้านใครบ้านมัน อีกทั้งสภาพความแห้งแล้งทำให้ต้องนำผักมาถนอมอาหาร เกิดเป็นเมนูอย่างแจ่วเห็ด ส้มผัก หรือหน่อไม้ส้ม รวมถึงการนำสัตว์ขนาดเล็กมาดอง เช่น ปูดอง หอยดอง และผักสดที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อคือส้มตำหรือ “ตำหมากหุ่ง”
คนอีสานจะบัญญัติศัพท์เพื่อระบุวิธีทำอาหาร 25 คำ ทั้งลาบก้อย ซอยจุ๊ ซอยแซ่ ปิ้ง จี่ ย่าง หมก อั่ว ป่น ซุบแจ่ว ดอง ต้ม อ่อม แกง เอาะ อู๋ หลาม หม่าแหนม ส้ม นึ่ง คั่ว และทอด ไม่มีกรรมวิธีที่ซับซ้อน แถมยังมีจุดร่วมคือลักษณะที่แห้งหรือขลุกขลิก เพื่อที่จะปั้นจิ้มกินกับข้าวเหนียวได้ไม่เปรอะมือ และต้องห่อใส่ใบตองพกไปกินที่นาได้ถนัด ส่วนรสชาติที่จัดจ้านส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการให้กินข้าวได้เยอะขึ้น เพราะการทำนากลางแดดจัดนั้นเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูง
Nose-to-Tail Eating แซ่บหัวจรดหางวัฒนธรรมอีสานเกื้อกูล
“กินหัวจรดหาง” คือการมุ่งใช้วัตถุดิบทุกสัดส่วนมาปรุงให้ไม่เหลือขยะอาหารไว้ให้โลก การกินแบบนี้พบได้ในงานบุญอีสานที่ยังคงประเพณีการ “กินทาน” แบบดั้งเดิมไว้เช่นกัน การมากินข้าวในงานบุญอีสานถือเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าภาพที่ต้องการทำทานเพื่อเป็นกุศลผลบุญ งานบุญจึงเป็นแหล่งรวมแม่ครัวอีสานรสมือดีประจำหมู่บ้าน เพราะต้องเกณฑ์มาช่วยกันปรุงเมนูอาหารให้ได้ปริมาณมากพอต่อการกินของคนเกือบทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านมักจะล้มวัวล้มควายมาทำอาหารในงานบุญ โดยแบ่งส่วนของเนื้อวัวที่ล้มมาทำเป็นเมนูต่าง ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลาบ ก้อย ซอยจุ๊ ต้มแซ่บ เนื้อแดดเดียวฯลฯ
นวัตกรรมแซ่บอีหลีทางเลือก ทางรอดและรสชาติที่โลกยอมรับ
ชาวอีสานจำนวนมากที่จากบ้านไปทำงานหาเลี้ยงชีพในถิ่นอื่น ไม่ใช่เพราะกลิ่นเฉพาะตัวและรสนัวของ “ส้มตำ” “ปลาแดก” เท่านั้นที่ทำให้คนทั่วโลกต้องลิ้มลองอาหารอีสานจนติดใจแต่ดีเอ็นเอสร้างสรรค์ที่ติดไปในจานกลับสะท้อนความเป็นสากลขั้นสุด จนกล่าวได้ว่านวัตกรรมด้านอาหารอีสานที่ถูกต่อยอดโดยระบบอุตสาหกรรมเกษตรกร และเชฟในวันนี้ พร้อมแล้วที่จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบรับกระแสการกินของโลกปัจจุบัน
จากภูมิปัญญาด้านอาหารสู่ “ทางเลือก” บนเชลฟ์พรีเมียม
พัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่ จึงเกิดเป็นสินค้าบนเชลฟ์พรีเมียมที่สร้างทางเลือกด้านอาหารให้กับสังคมโลกที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ
ข้าวอินทรีย์ ชาวนาไทอีสาน
เครือข่ายชาวนารุ่นใหม่ในภาคอีสาน ทั้งจากยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สกลนครร้อยเอ็ด มหาสารคาม ที่กลับบ้านเกิดไปรวมตัวกันทำนาประณีตแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี สืบทอดวิถีท้องไร่ท้องนาจากบรรพบุรุษ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ตอบสนองด้านการผลิตให้ชาวนาอยู่รอด และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค ทั้งยังสร้างความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ
โคราชวากิว
: จากเนื้อวัวพันธุ์ “วากิว” ราคาแสนแพงที่ลือเลื่องเรื่องละลายในปาก สู่การนำน้ำเชื้อเดินทางมาผสมกับวัวไทยพันธุ์พื้นเมืองในโคราช ปรับปรุงพันธุ์โดย รศ. ดร. รังสรรค์ พาลพ่าย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ตั้งต้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จนได้ออกมาเป็นวัวพันธุ์ผสมชั้นเลิศชนิดใหม่ “โคราชวากิว” ที่มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อสูง พร้อมส่งต่อองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงดูที่ต้องการความประณีตขั้นสูงสุดเพื่อรักษาคุณภาพให้เท่าทันความต้องการตลาดวัวพรีเมียมโลก
จากอาหารเพื่ออยู่รอดสู่ “ทางรอด” ของอนาคต
ด้วยคุณค่าทางอาหารที่ใกล้เคียงโปรตีนจากเนื้อวัวเเละเนื้อหมู ทำให้ “แมลง” ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์การขาดแคลนอาหารที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนโลกความต้องการบริโภคเเมลงอย่างจิ้งหรีด จิ้งโกร่งดักแด้ไหม ตั๊กเเตน เเละเเมลงกระชอน เกิดการเเปรรูปเป็นส่วนผสมของอาหารและขนม อาทิ คุกกี้และโปรตีนบาร์จากแป้งจิ้งหรีด ที่เริ่มแพร่หลายในโลกฝั่งตะวันตกอย่างยุโรปและอเมริกา
ฟาร์มจิ้งหรีด และผลิตภัณฑ์แปรรูป
ฟาร์มจิ้งหรีดมาตรฐาน GAP บ้านแสนตอ ตำบลบัวใหญ่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังมีธุรกิจส่งแมลงออกผ่านออนไลน์ทั้งปลีกและส่งรวมทั้งโรงงานผลิตสินค้าแปรรูปจากแมลง เช่น แมลงบรรจุถุงฟอยล์ แมลงบรรจุกระป๋อง ขนมแมลงเคลือบช็อกโกแลต ลูกอมแมลง ฯลฯ และในภูมิภาคใกล้เคียงอย่างภาคเหนือยังมีสตาร์ตอัพที่ทำผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากจิ้งหรีดเป็นเจ้าแรกของโลกเพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปแคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เรียกได้ว่าจิ้งหรีดสัญชาติไทยค่อนข้างเฉิดฉายในตลาดซูเปอร์ฟู้ดโลกทีเดียว
ฟาร์มแมลงแนวตั้ง Exofood Thailand
ฟาร์มแมลงเวอร์ชั่นในเมืองที่ตั้งต้นจากการวิจัยและเลี้ยงดูแมลงอย่างจิ้งหรีด หนอนแมลงวันลาย และแมลงดูเบีย เพื่อเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงกลุ่มพิเศษหรือ Exotic Pets อาทิ กิ้งก่าเม่นแคระ เมียร์แคต กบ แมงมุมทารันทูล่า แต่ด้วยการรวมตัวกันของเชฟ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ซึ่งล้วนรักสัตว์กลุ่มพิเศษนี้ จึงเกิดการพัฒนา
จากความแซ่บเฉพาะกลุ่ม “ ก้าวข้าม ” สู่รสชาติที่โลกยอมรับ
การเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนอีสานส่งผลให้เทคนิคการปรุงรสและการถนอมอาหารอันเป็นเอกลักษณ์แพร่หลายไปนอกประเทศไทยจนกลายเป็นรสชาติที่ติดลมบน วัดได้จากเมนูอย่างส้มตำที่ฮิตไปทั่วโลก หรือการเกิดนวัตกรรมเครื่องปรุงใหม่ ๆ อย่างปลาร้าผง หรือผงนัว ที่พกติดตัวไปแซ่บได้ทุกที่ เป็นไปได้ไหมว่าวัฒนธรรมการกินของอีสานที่เราคิดว่าเฉพาะ กลุ่ม แท้จริงแล้วกลับสากล กลมกลืน และเชื่อมโยงกับวิถีอื่นทั่วโลก
ปลาร้า ปลาแดก VS การเอจ (Aging)
อาหารอีสานที่เป็นซิกเนเจอร์ ใกล้เคียงกับเทคนิคการถนอมอาหารด้วยการเอจ (การบ่มหรือหมัก) ซึ่งปรากฏในภูมิปัญญาตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น “แอนโชวี” ปลาหมักที่มักจะใส่ในสลัดหรือขนมปังหน้าเปิด “พาร์เมซานชีส” ชีสที่ใช้เวลาบ่มหลายสิบเดือนไปจนถึงหลายปี “พาร์มาแฮม”แฮมที่ราคาผันแปรตามปีที่บ่ม ทั้งหมดต่างมีกลิ่นแรงและรสเข้มข้นด้วยกันทั้งนั้น
ปลาแห้ง VS ดาชิ (Dashi)
เครื่องปรุงพื้นฐานของอาหารอีสานที่เพิ่มรสชาติและความนัวให้กับข้าวและแกงต่าง ๆ มีความคล้ายคลึงกับดาชิ หรือปลาแห้งแบบญี่ปุ่นที่มักผสมในซุป
กินดิบของอีสาน VS กินดิบของโลก
อีสานกินลาบดิบ กินก้อยหอยดิบ ขณะที่ญี่ปุ่นกินปลาดิบ ยุโรปมีทาร์ทาร์เนื้อ (เนื้อดิบปั่นใส่เครื่องปรุงราดไข่ดิบ) ละตินก็มีอาหารสไตล์เซวิเช (ปลาดิบหั่นราดซอสเปรี้ยวเผ็ดที่ปรุงจากเครื่องเทศ)ขณะที่การเข้ามากรุงเทพฯ ของคนอีสานทำให้ภูมิทัศน์อาหารไทยของคนเมืองกว้างขวางขึ้นธุรกิจอาหารในเมืองเริ่มหันมาจับกลุ่มคนอีสานไม่แปลกที่ร้านอาหารอีสานบางแห่งจะมีจุดกำเนิดที่กรุงเทพฯ และรสชาติอาหารอีสานก็ก้าวข้ามเส้นแบ่ง ด้วยการถูกดัดแปลงให้เป็นกลางและคุ้นชินกับลิ้นของคนเมืองเช่นกัน
สรุปทิ้งท้ายได้เพียงว่า อาหารอีสานวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม และไม่ได้โดดเด่นเพราะรสชาติที่แปลก หรือ exotic อีกต่อไปแต่ดีเอ็นเอสร้างสรรค์ที่เป็นสากล ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบสุดแซ่บที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆในวงการอาหารทั้งสำหรับวันนี้และในอนาคต
ถอดสูตร สารพัดวิธีปรุงอาหารอีสานสุดสร้างสรรค
รสมืออาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้อาหารแซ่บนัวเกินบรรยาย แต่เบื้องหลังความเลอรสของอาหารแต่ละจานยังประกอบไปด้วยสารพัดวิธีการปรุงสุดสร้างสรรค์ของชาวอีสานที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ข้อมูลอัดแน่นจากหนังสือ Isan Gastronomy ของ CEA โดยณัฏฐภรณ์ คมจิต จะทำให้ค้นพบว่านอกจากต้มผัด แกง ทอด นึ่ง ย่าง อย่างที่รู้จักกันทั่วไปแล้วVerb ในการปรุงอาหารสไตล์อีสานนั้นหลากหลายจนเราคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะอ่อม อ๋อ อูด อึ๊บ อั่ว อู๋ เอาะ ฯลฯ เหล่านี้คืออะไร มาสวมวิญญาณเชฟและค้นหาคำตอบในครัวไฟของอีสานกัน
อัตลักษณ์รูปแบบการปรุง และรสชาติอาหารอีสาน
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงอาหารอีสาน หลายคนมักนึกถึงเมนูเด่นอย่างส้มตำ ปลาร้า ข้าวเหนียวลาบ น้ำตก เป็นอันดับแรก ๆ นี่เป็นวัฒนธรรมการกินของกลุ่มไทยอีสานเป็นหลัก แต่หากวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าแต่ละพื้นที่ของภาคอีสานมีรูปแบบอาหารการกินที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกันไปขณะเดียวกันก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารบางอย่างของชาวไทยอีสานกลุ่มต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันรูปแบบการปรุงอาหารโดยหลักนับว่าไม่ซับซ้อนเพียงทำให้สุก ไม่ใช้ความร้อนนาน บางเมนูผู้คนนิยมรับประทานดิบ ที่น่าสังเกตคืออาหารอีสานไม่ใช้กะทิและน้ำมัน ใช้วัตถุดิบที่หาได้จากธรรมชาติในท้องถิ่นและตามฤดูกาล ทั้งผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ ทางด้านเครื่องปรุง ส่วนใหญ่ใช้ เกลือ น้ำปลาร้า พริก หรือผงนัวในบางพื้นที่เพื่อปรุงรสให้กลมกล่อม ในขณะที่รสชาติอาหารจะออกเค็มและเผ็ดนำ ไม่มีรสหวานเจือ บางเมนูมีรสขม ฝาด โดยในอดีตใช้รสเปรี้ยวจากวัตถุดิบโดยตรง เช่น ยอดผัก ผลไม้ดิบ มะขามเปรี้ยวและผักดอง แต่ปัจจุบันมีการใช้มะนาวเพื่อให้รสเปรี้ยวร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการชูรสที่เข้มข้นและชูกลิ่นด้วยพืชผักสมุนไพรและเครื่องเทศ
How To ต้ม แกง อ่อม อ๋อ อูด อึ๊บ อั่ว อู๋ เอาะ แบบอีสาน
ต้ม
คือนำมากกว่าเนื้อ ชูรสด้วยเกลือ อาจมีพริก ชูกลิ่นด้วยข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดหลายเมนูใส่ผักอีตู่ไทยหรือใบกะเพราเพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อน เมนูต้มส่วนใหญ่ จะมีรสเปรี้ยว เช่น ต้มแซ่บไก่ใบมะขามอ่อน ต้มส้มปลาช่อนใส่ผักติ้ว ต้มส้มปลาค่อใหญ่ใส่แม่มดแดง ฯลฯ
แกง
คือน้ำเสมอเนื้อ วัตถุดิบหลักประกอบด้วยผักตามฤดูกาล พริกแห้งหรือพริกสด ตะไคร้ หัวหอมอาจใส่ขมิ้นชัน นิยมแต่งกลิ่นด้วยผักอีตู่หรือใบแมงลักผักกะแญง ผักชีลาว ชูรสด้วยปลาร้า น้ำปลา เกลือ ใส่เครื่องเทศอย่างพริก ขิงข่า ตะไคร้ ชูกลิ่นด้วยใบแมงลักเป็นส่วนใหญ่ เช่น แกงไก่ใส่ฟัก แกงปลาเข็งหรือปลาหมอใส่บวบ ฯลฯ
อ่อม
คือน้ำน้อยกว่าเนื้อ น้ำข้นคลั่กด้วยข้าวเบือที่ทำจากข้าวสารเหนียวแช่น้ำแล้วตำ ข้าวคั่วที่ใช้ข้าวเหนียวคั่วจนหอมแล้วตำ และข้าวจี่ที่นำข้าวเหนียวนึ่งจี่ไฟมาตำ ชูรสด้วยพริกและปลาร้า ชูกลิ่นด้วยใบแมงลัก ผักชีลาว เช่น อ่อมเนื้ออ่อมไก่ อ่อมหอย ฯลฯ
อ๋อ
คือนำขลุกขลิก นิยมใช้กับเนื้อสัตว์ที่มีนำในตัวมากโดยเฉพาะปลาตัวใหญ่ชูรสด้วยพริกและน้ำปลาร้า ชูกลิ่นเครื่องเทศด้วยข่า ตะไคร้ ใบแมงลัก ผักชีลาว ขณะปรุงต้องใส่นำด้วย พอปรุงเสร็จจะเหลือนำขลุกขลิก เช่น อ๋อปลานาง อ๋อปลาเซียม อ๋อปลาเนื้ออ่อน ฯลฯ
อูด
หมายถึงการสุมไฟ ขณะปรุงจะไม่ใส่นำในอาหารเลย นิยมใช้กับวัตถุดิบที่มีนำในตัวมากและมีขนาดเล็ก เช่น กุ้ง ปู ปลาซิว ฮวกหรือลูกอ๊อด แมงระงำหรือลูกแมลงปอ เครื่องปรุงคล้ายรูปแบบการปรุงแบบอ๋อ แต่ต่างกันตรงที่อูดไม่ใส่นำ้ พอคลุกเครื่องเสร็จก็นำใส่หม้อใบเล็ก ปิดฝาให้สนิท แล้วสุมไฟ เมื่อได้รับความร้อนจะมีนำจากอาหารออกมา ใช้เวลาไม่นานวัตถุดิบก็จะสุกและมีรสชาติเข้มข้น
อั่ว
หมายถึงการสอดแทรกของอย่างหนึ่งเข้าไปในของอีกอย่างหนึ่ง เช่น อั่วไส้ คือการนำเครื่องยัดเข้าไปในไส้ อั่วดอกแคคือนำเครื่องยัดใส่ในดอกแค อั่วกบ คือการยัดเครื่องเข้าไปในตัวกบที่เอาเครื่องในออกหมดแล้ว จากนั้นนำไปย่างไฟ หรือนึ่งก็ได้
อึ๊บ
หมายถึงการปิดสนิท ไม่ให้อากาศเข้าและออก ใช้หลักการกลั่นตัวของไอนำ กรรมวิธีคือนำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อนึ่งโดยไม่ต้องเติมนำ จากนั้นใช้หม้อใบเล็กใส่นำเปล่าปิดด้านบนหม้อนึ่งให้สนิทสุมไฟใส่หม้อด้านล่าง หากน้ำหม้อด้านบนร้อนหม้อด้านล่างจะไหม้ ต้องเปลี่ยนน้ำออกเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้หม้อด้านบนร้อน จนกว่าอาหารจะสุก
อู๋
หมายถึงการเตรียมวัตถุดิบก่อนนำไปปรุงเป็นเมนูอื่น ๆ เช่น อู๋หน่อไม้ใส่นำย่านางก่อนนำไปซุบ (ยำ) อู๋เห็ดเผาะกับน้ำปลาร้าก่อนนำไปป่น อู๋ผักติ้วไว้ซุบ ฯลฯ
เอาะ
หมายถึงการตุ๋นจนน้ำแห้งงวด นิยมใช้กับเนื้อสัตว์ที่มีความเหนียวและเหม็นสาบมาก ชูรสด้วยปลาร้าผงและนิยมใส่เผือกหรือมันลงไปด้วย เช่น เป็ดเอาะเผือก หมูป่าเอาะมันแซงจะเห็นได้ว่าคนอีสานมีวิธีปรุงอาหารที่หลากหลายและสร้างสรรค์มาก แต่ผลลัพธ์คืออาหารรสชาติแซ่บคัก ๆ ที่ล้วนถูกใจทั้งนักกินทั่วไทยและทั่วโลก
ลบมายาคติ “ไผว่าอีสานแล้ง” จูงแขนเพิ่นไปสำรวจวัตถุดิบอีสานฉบับอุดมสมบูรณ์
มายาคติที่ว่า เมื่อพูดถึง “ อีสาน ” ก็ต้องนึกถึงภาพ “ ความแห้งแล้ง ” ผืนดินที่แตกระแหงจนกลายเป็นภาพจำ นั้นกลายเป็น “ ความเชย ” ไปแล้วในวันนี้ เพราะนอกจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและในไทย บวกกับภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อที่อันกว้างใหญ่ไพศาล1และภูมิอากาศที่ไม่เหมือนใคร ทั้งดินเค็ม ฝนแล้ง และอากาศเย็นในฤดูหนาวต่างช่วยให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ “อุดมสมบูรณ์” ไปด้วยวัตถุดิบและอาหารที่หลากหลาย เปรียบได้กับตู้กับข้าวที่อัดแน่นไปด้วยอาหารจานเด็ดที่กินได้ตลอดทั้งปี
ในน้ำมีปลา ในนามีปู
ถึงจะเป็นภูมิภาคที่แล้งกว่าภาคอื่น ๆแต่จริง ๆ แล้ว อีสานมีแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ทั้งแม่น้ำโขง แม่น้ำชี หรือแม่น้ำมูล เป็นสาเหตุให้มีปลาน้ำจืดตามธรรมชาติหลายชนิด รวมถึงมีการเพาะเลี้ยงปลาตามพื้นที่ริมแม่น้ำจำนวนมาก โดยปลาที่พบได้ทั่วไปก็เช่นปลานิล ปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียนและปลาหมอ
ในช่วงฤดูฝนหรือประมาณกลางเดือนพฤษภาคม - กลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ปลาชุกชุมชาวอีสานจึงมักจะนำปลาที่จับได้มาถนอมอาหารสำหรับเก็บไว้กินตลอดทั้งปี ซึ่งหนึ่งในกรรมวิธียอดนิยมก็คือการทำปลาร้า
“ปลาร้า” หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า “ปลาแดก” ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในครัวอีสาน คำว่า “ แดก ”มีที่มาจากขั้นตอนการทำซึ่งต้อง “ ยัด ” หรือ “แดก” ปลาลงไปในไหเพื่อหมักกับเกลือ
ในนามักมีลุ่มน้ำขังในช่วงฤดูฝน ชาวอีสานจึงคุ้นเคยกับ “ปูนา” ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามทุ่งนาและแหล่งน้ำแม้จะถือเป็นศัตรูพืชของข้าว แต่ก็เป็นแหล่งอาหารที่หาง่ายและนิยมนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำปูนาอ๋อปู หรืออ่อมปู ปัจจุบันปูนาในธรรมชาติหาได้น้อยลง จึงมีการเพาะเลี้ยงในฟาร์มต่าง ๆ มากขึ้น
ในหวดมีข้าว
ข้าวเหนียว” ถือเป็นหนึ่งในห้าของจิตวิญญาณชาวอีสานที่ประกอบไปด้วยข้าวเหนียว ลาบ ส้มตำ หมอลำ และปลาแดก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ภาพของข้าวเหนียวที่นึ่งอยู่ในหวดร้อน ๆ มักเป็นภาพประจำที่พบเห็นตามครัวอีสานอยู่เสมอ
นอกจากจะนำมาบริโภคโดยตรงแล้วข้าวเหนียวยังถูกนำมาแปรรูปเป็นรูปแบบอื่น ๆ เช่น ข้าวเขียบ(ข้าวเกรียบว่าว) ข้าวโหล่ง(ข้าวเหนียวเปียก) หรือข้าวจี่รวมถึงนำมาหมักเป็นสุราพื้นบ้านเช่น อุ และ สาโท
กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน ทำให้นอกจากข้าวเหนียวสีขาวที่หลายคนคุ้นเคยแล้วข้าวเหนียวแดงและข้าวเหนียวดำก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
แม้คนอีสานจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก แต่พื้นที่ภาคอีสานสามารถปลูกข้าวเจ้าได้หลากหลายสายพันธุ์ และยังได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยพันธุ์ข้าวที่โดดเด่น คือข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีความนุ่มและหอมเป็นเอกลักษณ์
ผักหลายหลากตลอดปี
นอกจากพืชผักสวนครัวที่มีตลอดทั้งปีแล้ว การกินอาหารตามฤดูกาลเป็นอีกหนึ่งวิถีความเป็นอยู่ที่ชาวอีสานปฏิบัติกันมาช้านาน การใช้วัตถุดิบที่มีในแต่ละฤดูมาปรุงอย่างเรียบง่ายเพื่อเน้นรสชาติของวัตถุดิบหลักเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์และเสน่ห์ของอาหารอีสานที่หลายคนชื่นชอบ
ฤดูฝน
นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเพาะปลูกและดำนาแล้ว ยังเป็นช่วงที่ผืนป่าเริ่มเขียวชอุ่ม ตามคันนามีลุ่มน้ำขัง เราจึงได้เห็นผักหลายชนิด เช่นผักกะแญง ผักลืมผัว ผักกูด ผักกาดหญ้า ผักแว่น ดอกขจร หน่อไม้ และเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ เช่น เห็ดป่า เห็ดโคน เห็ดเผาะ เห็ดหน้าแหล่ และเห็ดผึ้ง
ฤดูหนาว
คือช่วงเวลาแห่งการเกี่ยวข้าวที่เคยดำไว้ตอนฤดูฝน ซึ่งนอกจากข้าวแล้วก็ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวได้ดีในฤดูกาลนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น เผือก มัน ตะลิงปลิง ขี้เหล็ก ผักขี้หูด มะรุม ผักชีลาว ผักเฮือด สะเดา และผักฮ้วนหม
ฤดูร้อน
ช่วงหน้าแล้งเป็นช่วงที่ผักตามธรรมชาติหายากกว่าฤดูอื่น ๆ ทำให้ผักที่มีฤทธิ์เย็นได้รับความนิยม เช่น ผักติ้ว ตำลึง ฟ้าทะลายโจร ผักหวานป่า และใบบัวบก ซึ่งผักเหล่านี้สามารถนำมาทำได้หลายเมนูไม่ว่าจะเป็น ต้มผักใส่ปลาเค็ม หรือผัดผักใส่ไข่มดแดงที่มักหาได้ในช่วงเดียวกัน
ต่อยอดวัตถุดิบ เปิดตู้กับข้าวฉบับสร้างสรรค์
นอกจากวัตถุดิบตามธรรมชาติที่ถูกหยิบยกมาปรุงอาหารแล้ว วิถีการกินแบบอีสานยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคมเช่นกัน เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป วัตถุดิบจากธรรมชาติหาได้ยากขึ้น ผู้คนจึงหันมาเพาะปลูกทำฟาร์ม และจากเดิมที่ผลิตอาหารเพื่อยังชีพ ก็เข้าสู่ยุคการผลิตเพื่อจำหน่ายมีการปรับใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมและยกระดับคุณภาพของวัตถุดิบให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด ดังเช่น ตัวอย่างต่อไปนี้
ปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์
ในอดีตคนมักมีภาพจำว่าปลาร้าไม่สะอาด ต่างคนต่างมีกรรมวิธีในการหมักตามสูตรของตัวเอง ไม่มีการดูแลมาตรฐาน ทำให้ในปัจจุบันมีการพัฒนาปลาร้าแบบบรรจุขวดขึ้น มีการพาสเจอร์ไรซ์และควบคุมคุณภาพเพื่อให้ได้ปลาร้าที่ถูกหลักสุขอนามัย และสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้
ข้าวไทยยุคใหม่
เมื่อองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ประจำชาติอย่าง “ ข้าว ” ให้ล้ำกว่าเก่า เช่น“ ข้าวศรีแสงดาว ” แบรนด์ข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปรับปรุงวิธีการทำนาและออกแบบรรจุภัณฑ์สุดเก๋จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หรือการขายข้าวออร์แกนิกผ่านตู้กดอัตโนมัติของ “ ศาลานา ” อีกหนึ่งแบรนด์ข้าวไทยที่ยกระดับประสบการณ์การซื้อข้าวให้เป็นมิตรยิ่งขึ้น