Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที 9 - Coggle Diagram
บทที 9
ความวิตกกังวลผิดปกติหรือโรควิตกกังวล (Anxiety Disorders)
แบ่งเป็น 5 กลุ่ม
โรคแพนิค (Panic disorder)
เป็นโรคที่แสดงการตื่นกลัว โดยไม่มีเหตุผล เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงในทันที และมีอาการทางกายร่วมด้วย ผู้ที่เป็นโรค
แพนิคจะมีอาการตื่นกลัวอย่างสุดขีด เกิดขึ้นซ้ําๆเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น
โรคย้ําคิดย้ําทํา (Obsessive -Compulsive Disorder, OCD)
โรคนี้จะแสดงอาการทั้งการคิดซ้ํา ๆ และทําซ้ํา ๆ โดยมีเหตุอย่างหนึ่งเข้ามาในใจตลอดเวลา อย่างห้ามใจไม่ให้คิดและไม่ให้ทําไม่ได้
โรคกลัว (Phobia / Panic disorder)
แตกต่างจากความกลัวทั่วไป เป็นความกลัวอย่างมากที่ไม่สมเหตุสมผล เป็นการกลัววัตถุ สถานการณ์ หรือสถานที่เฉพาะ ผู้ป่วยทราบว่าตนเองกลัวเกินกว่าเหตุแต่ห้ามความกลัวไม่ได้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ต้องเผชิญ จนมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจําวัน
โรคเครียดเฉียบพลัน (Acute stress disorder, ASD) และโรคเครียดภายหลังเผชิญภยันตราย (Posttraumatic stress disorder, PTSD)
ทั้งสองโรคนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น การถูกข่มขืน การทรมาน
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized anxiety disorder, GAD)
เป็นโรคที่แสดงอาการวิตกกังวลกับเรื่องทั่วไปในชีวิตประจําวันหลายเรื่องที่มากเกินกว่าเหตุ
สาเหตุของโรควิตกกังวล
ปัจจัยทางชีวภาพ
พันธุกรรม
เป็นโรคที่มีอิทธิพลทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยโดยพันธุกรรมอาจมีบทบาททั้งการถ่ายทอดและอาจเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ชวนให้เกิดโรค
การเปลี่ยนแปลงของชีวเคมี
การได้รับกาแฟในปริมาณมากเกินไป ทําให้บุคคลเกิดความวิตกกังวลขึ้นได้ บ่งชี้ว่ากาแฟอาจออกฤทธิ์โดยการไปยังยั้งเอดีโนซีนรีเซปเทอร์
ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซิปิน (benxodiazepine) มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการวิตกกังวล โดยไปเพิ่มการทํางานของระบบสารสื่อนําประสาทโดยเฉพาะกาบา ซึ่งเป็นตัวหยุดยั้งสารสื่อนําประสาท ทําให้อัตราการเผาผลาญของเซลล์ประสาท
ลดลง
การเปลี่ยนแปลงของหน้าที่การทํางานทางประสาทเอนโดครีน (Neuroendocrinefunction) โดยเฉพาะการมีฮอร์โมนธัยรอยด์มากหรือน้อยเกินไป มีความสัมพันธ์กับการเริ่มป่วยโรควิตกกังวลสุดขีด
ปัจจัยทางจิต
ความขัดแย้งทางด้านจิตใจ
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เชื่อว่าความวิตกกังวลเป็นความขัดแย้งทางด้านจิตใจ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกของชีวิตในขณะที่ทารกอยู่ในกระบวนการคลอด
ปัจจัยทางสังคม
สัมพันธภาพระหว่างแม่กับลูก
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เชื่อว่าการกลัวถูกปฏิเสธเป็น สาเหตุสําคัญของความวิตกกังวล ความวิตกกังวลในวัยแรกของชีวิตคือสัมพันธ์ระหว่างทารกกับแม่ การยอมรับหรือการปฏิเสธของแม่ เป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ
ความเชื่อทฤษฎีทางสังคม
เชื่อว่าพื้นฐานของความวิตกกังวลเกิดจากความเชื่อว่าตนขาดคนช่วยเหลือ จึงมีความคิดมุ่งร้าย และแยกตัวจากสังคม ทําให้บุคคลเกิดความคับข้องใจ และแสดงพฤติกรรมแข็งกระด้าง จึงได้รับการปฏิเสธจากบุคคลอื่น
อาการและอาการแสดง
ด้านร่างกาย
เมื่อมีความวิตกกังวลเกิดขึ้น สรีระของบุคคลตอบสนองโดยระบบประสาทอันโนมัติทํางานมากกว่าปกติ และกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอิฟิเนฟริน ฮอร์โมนนอร์เนฟริน และฮอร์โมนคอร์ติโซน ทําให้ระบบอวัยวะของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง
ด้านพฤติกรรมการเคลื่อนไหว
ความวิตกกังวลในระดับสูง มีผลกระทบต่อการประสานงานของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อนอกอํานาจจิตและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าซึ่งสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมอยู่นิ่งไม่ได้
ด้านการรู้
บุคคลที่มีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง รุนแรง หรือวิตกกังวลสุดขีดจะมีความตั้งใจเสื่อม สมาธิสั้น กลัว
สูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเอง
ด้านอารมณ์
บุคคลที่มีความวิตกกังวล มักอธิบายความรู้สึกตนเองในลักษณะเครียดหงุดหงิด หวั่นไหวง่าย ตื่นตกใจ ขวัญอ่อน
การรักษา
การรักษาด้วยยา
ยาต้านเศร้า,ยาคลายกังวล,ยากลุ่ม Beta blockers
จิตบําบัด
การเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องให้
กลายเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง,การสะกดจิต,การทําสมาธิ
พฤติกรรมบําบัด
เป็นการลดความรู้สึกอย่างเป็นระบบ เป็นการบําบัด โดยค่อยให้ผู้ป่วยเผชิญกับสถานการณ์หรือสิ่งที่กลัวอย่างเป็นขั้นตอนจากระดับน้อยไปหามาก แล้วฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีการผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง
โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood Disorders)
โรคความผิดปกติของอารมณ์ชนิดซึมเศร้า (Depressive Disorders)
โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder)
ลักษณะที่สําคัญของโรค
ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าเป็นอาการเด่นชัดรวมกับอาการอย่างอื่น เช่น ความรู้สึกเบื่อหน่าย นอนไม่หลับมีลักษณะทางคลินิกคือ ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ เป็นเวลานานติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์
อาการและอาการแสดง
อารมณ์เศร้า,หมดความสนใจหรือความสุข,อาการเบื่ออาหาร,ความรู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิด,มีความคิดอยากตายหรือคิดฆ่าตัวตาย
การวินิจฉัยโรค
ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ 5 อย่าง หรือมากกว่าติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์และต้องมีอาการดังนี้อย่างน้อย 1 อย่าง คือ 1) อารมณ์เศร้าหรือ 2) หมดความสนใจหรือความสุขในกิจกรรมต่างๆ
สาเหตุ
พันธุกรรมเป็นสาเหตุที่สําคัญของโรค โดยพบว่าญาติสนิทของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคด้วย
ความผิดปกติทางชีวเคมีของสมอง
สาเหตุทางด้านจิตใจ จากการศึกษาพบว่าโรคซึมเศร้ามักเกิดภายหลังผู้ป่วยมีปัญหาทางด้านจิตใจอย่างรุนแรง เช่น การเสียชีวิตของบุคคลผู้เป็นที่รัก
การดําเนินโรค
ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยนํามาก่อนหลายสัปดาห์ ระยะเวลาของการเป็นโรคแตกต่างกันมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติเมื่อได้รับการรักษา
การรักษา
จิตบําบัด
อธิบายให้ผู้ป่วยและครอบครัวทราบธรรมชาติของโรครวมทั้งวิธีการรักษา
และปฏิบัติตามคําแนะนําอย่างเคร่งครัด
พฤติกรรมบําบัด
เนื่องจากผู้ป่วยมักมองชีวิตตัวเองด้านลบและไม่มีคุณค่า ดังนั้นต้อง
ช่วยให้ผู้ป่วยมีวิธีคิดที่ถูกต้อง โดยมองดูตัวเองทางด้านบวกหรือมีคุณค่า
ครอบครัวบําบัด
อาการของผู้ป่วยอาจทําให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับชีวิตสมรส เช่น
ท่าทีเฉยเมย ซึ่งเกิดจากอาการของโรคหรืออารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย
การรักษาด้วยยา
ระยะเริ่มต้นในการรักษาด้วยยาในกลุ่ม tricyclic ควรเริ่มต้นให้ยาขนาดน้อยก่อนเพื่อให้ผู้ป่วยชินกับผลข้างเคียงของยา แล้วจึงเพิ่มขนาดของยาขึ้นช้าๆ
ระยะที่ยาได้ผล ระยะนี้เป็นระยะซึ่งผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นชัดเจน
ระยะให้ยาต่อเนื่อง ภายหลังสิ้นสุดระยะที่ 2 และผู้ป่วยไม่มีอาการซึมเศร้าแล้วให้ยาขนาดเท่าเดิมต่อไปนี้อีก 6 เดือน
ระยะหยุดยา เมื่อสิ้นสุดระยะที่ 3 แล้วจึงหยุดยา แต่ก่อนที่จะหยุดยาแพทย์ต้องคํานึงถึงโอกาสเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะกลับเป็นซ้ําอีก
ระยะให้ยาเพื่อป้องกันการเป็นซ้ํา (Mainternance therapy) ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยาต่อเป็นเวลานานเพื่อป้องกันการเป็นซ้ํา
โรคอารมณ์เศร้าเรื้อรัง (Dysthymic Disorder)
ลักษณะอาการทางคลินิก
ผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้าเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลาอย่าง
น้อย 2 ปี ร่วมกับอาการอื่น เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และรู้สึกไม่มีค่า
การวินิจฉัยโรค
มีอารมณ์ซึมเศร้าแทบทั้งวัน เป็นนานกว่า 2 ปี
สาเหตุ
พันธุกรรม พบโรคนี้ได้บ่อยในญาติสนิทของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
สาเหตุทางด้านจิตใจ ความเครียดเรื้อรังเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของโรค
การดําเนินโรค
ส่วนใหญ่มักมีอาการตั้งแต่วัยเด็กตอนปลาย หรือวัยรุ่น อาการเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป และเป็นโรคที่ค่อนข้างเรื้อรัง อาการขึ้นลงเป็นช่วงๆ ระยะเวลาที่เป็นตั้งแต่ 2 – 20 ปี โดยเฉลี่ยเป็นนาน 5 ปี
การรักษา
จิตบําบัด พฤติกรรมบําบัดและครอบครัวบําบัดมีหลักการเดียวกับโรคซึมเศร้า
ยาแก้เศร้า ขนาดยาที่ใช้อาจใกล้เคียงกับที่ใช้รักษา Major depressive disorder อาจใช้เวลา 6 – 8 สัปดาห์ จึงเห็นผลการรักษา
โรคความผิดปกติของอารมณ์ชนิดซึมเศร้าสลับคลุ้มคลั่งหรือโรคอารมณ์ 2 ขั้ว (Bipolar Disorders)
สาเหตุ
พันธุกรรม
ความผิดปกติของชีวเคมีของสมอง
โรคนี้มีความผิดปกติของสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น
norepinephrine, serotonin และ dopamine ซึ่งสันนิษฐานว่าทําให้ผู้ป่วยเกิดอาการของโรค
สาเหตุทางด้านจิตใจ
ความเครียดเป็นสาเหตุซึ่งทําให้อาการของโรคกําเริบขึ้นได้
ชนิดของโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์ I (Bipolar I Disorder)
ลักษณะทางคลินิก
ผู้ป่วยมีอาการแมเนียหรืออาการแบบผสมและมักมีอาการของโรค
ซึมเศร้าร่วมด้วย อาการแมเนีย (mania episoderes) ผู้ป่วยมีอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติหรืออารมณ์หงุดหงิดโกรธเป็นอย่างน้อย
1 สัปดาห์
การดําเนินโรค
ผู้ป่วยอาการแมเนีย จะเกิดก่อนหรือหลังอาการซึมเศร้าทันที ผู้ป่วยจะมีอาการบ่อยครั้งกว่าโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยมีอาการ 4 ครั้ง ในระยะเวลา 10 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษา
โรคไบโพลาร์ II (Bipolar II Disorder)
ลักษณะที่สําคัญของโรค
ผู้ป่วยเคยมีอาการของโรคซึมเศร้า 1 ครั้งหรือมากกว่าและมีอาการไฮโปแมเนีย (hypomanic episodes) อย่างน้อย 1 ครั้ง และต้องไม่เคยมีอาการแมเนียหรืออาการแบบผสม
อาการไฮโปแมเนีย
ผู้ป่วยมีอาการรื่นเริงสนุกสนานผิดปกติหรือหงุดหงิดง่าย เป็นเวลาอย่างน้อย 4 วัน
มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของผู้ป่วย
อาการไม่ได้เกิดจากโรคทางกายยารักษาโรคหรือสารเสพติด
การรักษาโรคไบโพลาร์
การใช้ยา
มียารักษาอารมณ์เศร้า (Antidepressants) ยาควบคุมอารมณ์ (Lithiumcarbonate) และยาอื่นๆ เช่น ยากลุ่ม Antipsychotics รวมถึงยาคลายกังวลต่างๆ ด้วย มียาหลายชนิดในการรักษาผู้ป่วยอารมณ์ซึมเศร้า การเลือกยาแต่ละชนิด แพทย์เป็นผู้พิจารณา
การรักษาด้วยไฟฟ้า
ส่วนมากเป็นทางเลือกที่นํามาใช้ร่วมกับการใช้ยา โดยเฉพาะใช้ได้ดีในผู้ป่วย major depression และผู้ป่วย bipolar disorder ที่แสดงอาการหลงผิด และคิดถึงการฆ่าตัวตาย
การรักษาด้วยจิตบําบัด
สําหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ในระดับรุนแรงการรักษาด้วยจิตบําบัดอาจยังกระทําได้ยาก แต่ควรมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่ออาการผู้ป่วยรุนแรงน้อยลง การใช้จิตบําบัดจะช่วยได้มาก
การจัดสิ่งแวดล้อม
กรณีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล การกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมรักษาต่างๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจทางด้านสังคม ในการที่ได้พบและสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น
โรคจิตสรีระแปรปรวน (Psychosomatic Disorders)
ความหมาย
ภาวะที่มีความผิดปกติของร่างกาย หรือโรคทางกายเกิดขึ้นโดยปัจจัยทางจิตใจมีบทบาท ในการกระตุ้นให้เกิดโรค หรือทําให้ความผิดปกตินั้น ๆ มีอาการรุนแรงขึ้น
อาการ
อาการของความเครียดจะเกิดขึ้นในอวัยวะที่ถูกกํากับควบคุมโดยประสาทอัตโนมัติ ทําให้ประสาทอัตโนมัติเหล่านั้นทํางานมากขึ้น ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ประสาทอัตโนมัติเป็นระบบที่ทํางานโดยไม่สามารถบังคับหรือสั่งการได้
การวินิจฉัย
มีอาการทางกายเกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเครียด แต่ปัญหาใหญ่มักอยู่ที่ตัวเราเองไม่ค่อยยอมรับว่าเครียด มีคนไข้โรคเครียดหลายรายที่ปฏิเสธอย่างแข็งขันในตอนแรกว่าไม่เครียด แต่เมื่อได้สัมภาษณ์ลงลึกก็มักจะพบว่ามีความเครียดจํานวนมากแฝงอยู่
การรักษา
การรักษาโรคทางกาย
ใช้ยาลดกรดในกระเพาะรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร การรักษานี้เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ก็จําเป็นต้องทําก่อน เพื่อลดอาการต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยสบายขึ้น
การรักษาทางจิตใจ
การผ่อนคลายความเครียด และทําใจให้สงบ การแก้ไขปัญหาชีวิตให้ สําเร็จมีการปรับตัวกับบุคคลอื่นได้ดี
การออกกําลังกายให้แข็งแรง
จิตใจเผชิญความเครียดได้ดีมีการผ่อนคลาย งานอดิเรก พักผ่อน
หย่อนใจ
การจัดสิ่งแวดล้อม
จัดให้เหมาะสมสถานที่ทํางาน ที่อยู่อาศัย ไม่เครียด การทํางานพอเหมาะ ไม่หนักมากเกินไปมีเวลาพักผ่อน