Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ทักษะการบริหารจัดการของหัวหน้าวอร์ด - Coggle Diagram
ทักษะการบริหารจัดการของหัวหน้าวอร์ด
ทักษะการสื่อสาร
ลักษณะการสื่อสาร
การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission)
การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน (Half-Duplex-Transmission)
การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full Duplex Transmission)
รูปแบบการสื่อสาร
รูปแบบเส้นตรง (Chain)
แบบบนลงล่าง (Top down) ลักษณะการสั่งการโดยจะเป็นการสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูงกว่าลงมายังบุคลกรในระดับต่ำกว่า เช่น หัวหน้าวอร์ด สมาชิกในทีม
แบบล่างขึ้นบน (Bottom Up) ลักษณะการสื่อสารจากบุคลการในระดับต่ำกว่าผ่านไปยังผู้บริหารระดับสูง เช่น สมาชิกในทีม หัวหน้าวอด
แบบแนวระนาบ (Horizontal) ลักษณะการแจ้งข้อมูลข่าวสารในระดับเดียวกัน
รูปแบบวงล้อ (Wheel)
เป็นการสื่อสารกระจายรอบทิศ โดยผู้อำนาจอยู่ตรงกลาง สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้นำได้โดยตรง
รูปแบบวงกลม (Circle)
เป็นการสื่อสารสิ่งที่ต้องการให้รู้กันทั่วไป เป็นการสื่อสารที่สมาชิกแต่ละคนสามารถติดต่อกับสมาชิกข้างเคียงได้โดยตรง
รูปแบบทุกช่องทาง (All Channel)
สามารถติดต่อกันได้ทุกมิติ อิสระ ไม่เข้มงวด
ประเภทของการสื่อสาร
ประเภทการใช้ภาษา หรือ วัจนภาษา เช่น การพูด คำพูด
ประเภทการไม่ใช้ภาษา หรือ อวัจนภาษา เช่น ภาพ ข้อความ สัญลักษณ์
ประเภทสิ่งที่อาศัยการแสดง หรือ พฤติกรรม เช่น การแสดงสีหน้า
องค์ประกอบของการสื่อสาร
ผู้ส่งสาร (Sender), สาร (Message), ผู้รับสาร (Receiver) และ
ช่องทางกลางในการส่งสาร (Transmitter)
ประโยชน์ของการสื่อสาร
ข้อมูลข่าวสารที่ดีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารครั้งต่อไปได้
ช่วยให้เกิดการประสานงานที่ดี ช่วยให้การวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง สั่งการได้รวดเร็ว แม่นยำ ช่วยควบคุมงานให้เกิดผลดี เกิดเอกภาพในสายงาน
เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ผู้ร่วมงานมีขวัญกำลังใจในการทำงาน
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
ผู้พูด: คิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะพูดออกไป คำนึงถึงกรอบทางความคิดของผู้ฟัง ได้แก่ อายุ ประสบการณ์การทำงาน ใช้ภาษากายเสริมคำพูด จะช่วยให้เขาเห็นภาพที่เราต้องการสื่อสารเพิ่มเติม อย่าตั้งสมมติฐานว่า ที่เราคิดจะเหมือนกับที่เขาคิด และพูดช้า ชัด ดัง และมีจังหวะ เหมาะกับผู้ฟัง
ผู้ฟัง: ฟังด้วยความตั้งใจ มีสมาธิจดจ่อ ไม่พูดแทรก คิดตามผู้พูด สังเกตภาษากายด้วย และอย่าด่วนสรุป
การตัดสินใจและแก้ปัญหา
การตัดสินใจ เป็นการเลือกแนวทางท่ีดีที่สุดมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา การตัดสินใจของผู้บริหาร อาจจะมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆได้เสมอทั้งในทางที่พึงพอใจ และไม่พึงพอใจ ซึ่งการแก้ไขปัญหา เป็นทักษะที่ต้องทำหลังจากใช้ทักษะการตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติแล้ว โดยใช้เหตุผลและสติในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบแทนการใช้อารมณ์ เพื่อให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ถูกต้อง
กระบวนการ
2.การวิเคราะห์และการค้นหาสาเหตุของปัญหา เพื่อนำไปสสู่การตัดสินใจ
3.การกําหนดวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจและการแก้ปัญหา
4.การค้นหาแนวทางในการตัดสินใจและการแก้ปัญหา
5.การเลือกวิธีการตัดสินใจและการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
ุ6. การดําเนินการตัดสินและการแก้ปัญหา
7.การประเมินผลการดําเนินงาน
1.การระบุปัญหาต้องระบุให้แน่ชัดก่อนจึงจะตัดสินใจและแก้ปัญหา
แนวทางและวิธีการในการแก้ปัญหา
1.การทำความเข้าใจปัญหา
การวางแผนในการแก้ปัญหา
การดำเนินการแก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้
การตรวจสอบ
ประโยชน์ของการตัดสินใจและแก้ปัญหา
ช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากได้ทําการคัดอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด
ช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหากได้มีการพิจารณาก่อนดําเนินการ
ช่วยในการเตรียมการสําหรับงานที่จะทํา ว่าควรมีลักษณะอย่างไร ดําเนินการอย่างไร
ช่วยให้ผู้มีอํานาจตัดสินใจมีการยั้งคิดหรือพิจารณาถึงเหตุผล
ช่วยให้งานสามารถดําเนินไปได้ไม่ล่าช้า
ช่วยเพิ่มวุฒิภาวะเรียนรู้ที่จะมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทําให้องค์กรไม่หยุดนิ่ง เกิดความสร้างสรรค์มากขึ้น ,มี สัมพันธภาพ ทําให้ทราบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในหอผู้ป่วย
องค์ประกอบการตัดสินใจ
1.ผู้ทำการตัดสินใจ
2.ประเด็นปัญหาที่ต้องตัดสินใจ
3.ทางเลือกต่างๆที่บรรลุเป้าหมายได้
4.สภาวการณ์ที่ทำการตัดสินใจ
ทฤษฎีการตัดสินใจทางการบริหาร
ทฤษฎีการตัดสินใจแบบปทัสถาน หรือ กําหนดความ (Normative Prescriptive Decision Theory) ทฤษฎีนี้มีลักษณะ คือ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับตัวบุคคลแต่ละคนในการที่จะใช้วิจารณญาณพิจารณา เหตุผลว่าอะไรบ้างที่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นมุ่งเน้นการอธิบายตามความคิดเห็นของผู้ทําการตัดสินใจมากกว่าที่ จะเป็นการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของเรื่องหรือ ปัญหานั้น ๆ
ทฤษฎีการตัดสินใจแบบพฤติกรรมหรือพรรณนาความ (Behavioral Descriptive Decision Theory) เป็นทฤษฎีที่มีหลักเกณฑ์แน่นอน รวมทั้งมีการนําเอาเทคนิคต่าง ๆ มาช่วยในการตัดสินใจด้วย เพื่อให้การตัดสินใจมีเหตุผลเหมาะสมโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรู้สึกนึกคิด หรือค่านิยมส่วนตัวของผู้ตัดสินใจ
ความขัดเเย้ง
ผลดีของความขัดแย้ง
2.ช่วยให้มีการปรับปรุงทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3.ช่วยให้เกิดการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงที่สมเหตุสมผล
1.ความขัดแย้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ
4.ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ขึ้นเรียนรู้การอดกลั้นต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้อื่นมากขึ้น
สาเหตุของความขัดแย้ง
ลักษณะงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน
2.อุปสรรคของการติดต่อสื่อสารหรือการสื่อข้อความ
4.การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของงานไม่ชัดเจน
3.แข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด
ผลเสียของความขัดแย้ง
1.ผลเสียของความขัดแย้ง
2.สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเสื่อมลงไป
3.บรรยากาศของความจริงใจ และความไว้วางใจจะหมดสิ้นไป
4.เกิดการต่อต้านทั้งโดยลับและเปิดเผย
5.ผู้แพ้มักจะหลบหนีสังคม เก็บเนื้อเก็บตัว ผู้ชนะก็มักจะตีปีกร่าเริง
ลักษณะของความขัดแย้ง
ระหว่างบุคคล
3.ภายในกลุ่ม
ภายในตัวบุคคล
5.ในองค์กร
6.ระหว่างองค์กร
4.ระหว่างกลุ่ม
วิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่เกี่ยวกับบุคคล
การบังคับ (Force)
การหลบหนี (Withdrawal หรือ Avoidance)
การประนีประนอม (Compromise)
การปรองดอง (Accommodation)
การแก้ปัญหาหรือการร่วมมือกัน (Problem Solving)
การประสานงาน
ปัจจัยที่จะช่วยให้เกิดการประสานงานที่ดี
การทํางานต้องมีแผนงานที่ดี มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่แน่นอน
มีการติดต่อสื่อสารที่ดีมีการประชุมอยู่เสมอ
ผู้บริหารควรเห็นความสําคัญของการประสานงานและเป็นผู้มองการณ์ไกล
การเข้าใจที่ตรงกันและพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน
ลักษณะของการประสานงาน มี 2 ลักษณะ คือ
การประสานภายในองค์กร เช่น ประสานตามสายบังคับบัญชา
ตามหน้าที่รับผิดชอบ ตามลักษณะงาน
การประสานงานภายนอกองค์กร เช่น ประสานงานเพื่อตกลงทํางานวิชาการ ทําวิจัยร่วมกัน ระหว่างสถาบัน การส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลเพื่อผู้ป่วยจะได้ดูแลอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบการประสานงาน
ประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายต่างๆ
ประสานงานกับผู้บริหารฝ่ายการพยาบาล หัวหน้างาน ผู้ตรวจการและหัวหน้าหอผู้ป่วย
ประสานงานกับหัวหน้า เจ้าหน้าที่ในองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประสานงานกับบุคลากรในทีมสุขภาพ เช่น แพทย์ เภสัช นักกายภาพบําบัด นักโภชนากร
การคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถทางสมองที่นำไปสู่การค้นพบสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่ง ผสมผสานให้เกิดสิ่งใหม่ โดยความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความคิด จินตนาการ ความพยายาม ซึ่งจะก่อเกิดผลประโยชน์ต่อสังคม
กระบวนการทำงานของสมองที่คิดแก้ปัญหาได้สำเร็จ โดยรวบรวมความคิดตั้งเป็นสมมติฐานและรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อทดสอบสมมติฐานแล้วค้นพบแนวทางใหม่ได้ผลลัพธ์เป็นแนวคิดใหม่ โดยมาสโล(Maslow,1953) อธิบายว่าบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์มีความแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป คือมีความเป็นตัวของตนเอง ชัดเจน และตื่นเต้นที่จะเผชิญกับปัญหา
ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์
3.สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่น
4.ยกระดับคุณธรรมในเรื่องความขยันหมั่นเพียร อดทน ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ในการทำงาน
2.ช่วยพัฒนาสมองทำให้มีปฏิภาณในการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้เกิดแนวทางใหม่ๆในการทำงาน หรือการปฏิบัติบนหอผู้ป่วย
การเจรจาต่อรอง
ความสำคัญของการเจรจาต่อรอง
บุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปดําเนินการแลกเปลี่ยนข้อเสนอ-สนอง ในเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมีประโยชน์ได้เสีย แล้วต่างฝ่ายต่างพยายามลดหย่อนผ่อนปรนเงื่อนไขข้อเรียกร้อง ระหว่างกัน เพื่อแสวงหาข้อยุติ ที่ทุกฝ่ายตกลงยอมรับกันได้ โดยใช้การโน้มน้าว ความอะลุ้มอล่วย การ ประนีประนอม ในลักษณะต่างตอบแทนกัน เป็นวิถีทางไปสู่ความตกลง
ลักษณะและรูปแบบในการเจรจาต่อรอง
การเจรจาที่มีลักษณะเป็นการร่วมมือ (Win-Win) คือต่างฝ่ายต่างแสวงหา ข้อตกลงที่จะให้ทุกฝ่ายที่ร่วมเจรจาได้รับประโยชน์ด้วยกัน
การเจรจาที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกัน (Win-Lose) คือ มุ่งที่จะให้ฝ่ายตนได้รับประโยชน์ เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คํานึงว่าฝ่ายอื่นจะได้รับประโยชน์หรือ ไม่
ขั้นตอนของการเจรจาต่อรอง
ขั้นเตรียมการ
ก่อนเปิดการเจรจาต่อรองในเรื่องใด จะต้องกําหนดกลยุทธ์โดยนําเอาสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั่วไป จําเป็นต้องเตรียมข้อมูลและศึกษาประเด็นปัญหาต่อไปนี้ให้พร้อม กําหนดวันและเวลาสําหรับการเจรจา
ขั้นตอนในการดําเนินการเจรจา
ผู้เข้าร่วมการเจรจาต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวอย่างเต็มที่ และจะต้องรักษากฎ ระเบียบ และพิธีการในการเจรจาต่อรอง ตลอดจนมรรยาทด้วยความระมัดระวังอย่างมาก โดยใช้เทคนิคในการเจรจาอย่าง ฉลาดและแนบเนียน ต้องคํานึงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของแต่ละฝ่าย ที่อาจขัดกันได้
ขั้นการมีผลบังคับใช้
เป็นขั้นตอนที่จะให้มีการปฏิบัติตามผลของการเจรจาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยทําสัญญาหรือความตกลง ระหว่างกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างระมัดระวัง
คุณลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักเจรจาต่อรองที่ดี
ยึดสาระในหลักธรรม ที่เรียบง่าย แต่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ มีคุณสมบัติที่ดีโดยทั่วไป มีบุคลิกภาพดี มีคุณสมบัติของนักเจรจาต่อรอง มีความรู้ ความสามารถและศิลปะในการสื่อความหมาย มีศิลปะและความสามารถในการจูงใจ มีสามัญสํานึกที่ดี เป็นนักประนีประนอม เป็นคนมีวินิจฉัยดี กล้าตัดสินใจ สามารถสื่อสารด้วยการใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่าย สื่อในทางสร้างสรรค์ และเลือกแต่สิ่งที่ เป็นไปได้ รู้จักการใช้ภาษากายที่พอเหมาะพอควร อ่านภาษากายของอีกฝ่ายหนึ่งออก
ทฤษฎีการเจรจาต่อรอง แนวทางจิตวิทยา (Psychological Approach) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเจรจาต่อรอง สิ่งที่ผู้เจรจาจะต้องศึกษา วิเคราะห์และ ทำความเข้าใจ ได้แก่
รู้นิสัย (Nature) เข้าใจกับหลักการ“รู้เขารู้เรา”
อารมณ์และเหตุผล (Emotional and Rational Side)
สถานภาพ (Status) และบทบาท (Roles)
ยึดมั่นในหลักการและเป้าหมายให้เหนียวแน่น
รู้จักแสดงศักยภาพที่ทําให้คู่เจรจาเชื่อถือและกรงพลังอํานาจของเรา
รู้ข้อจํากัดในเรื่องเวลา ทั้งของฝ่ายเราและฝ่ายเขา
การจูงใจกับความโน้มน้าวใจ
ประโยชน์
1.แรงจูงใจสามารถช่วยอธิบายถึงสาเหตุของพฤติกรรมและพยากรณ์พฤติกรรมของคนในองค์กรได้
2.แรงจูงใจช่วยอธิบายความแตกต่างระหว่างบุคคลได้
3.แรงจูงใจช่วยให้บุคคลหน่วยงานหรือองค์กรมีการจัดการบริหารให้บุคคลหรือกลุ่มมีแรงจูงใจที่จะกระทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้
ประเภทของการจูงใจ
การจูงใจจากภายนอก (Extrinsic motivation) เป็นการจูงใจโดยใช้สิ่งเร้าจากภายนอก เช่น การให้ผลตอบแทน รางวัล เงินเดือน เพื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
การจูงใจภายใน (Intrinsic motivation) เป็นการใช้แรงจูงใจที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลเอง เช่น ความต้องการชื่อเสียง ความต้องการอํานาจ ซึ่งมีผลให้บุคคลแสดงพฤติกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการนั้น
การจูงใจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
แรงจูงใจในทางบวก (positive reinforcement) เป็นการเสริมแรงจูงใจเพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่ต้องการ โดยการให้รางวัล
หรือผลตอบแทนในสิ่งที่บุคคลเหล่านั้นต้องการ เช่น การกล่าวคำขอบคุณ การให้คำชื่นชม เป็นต้น
แรงจูงใจในทางลบ (negative reinforcement) บางครั้งเรียกว่า การหลีกเลี่ยงเป็นการเรียนรู้ถึงวิธีปฎิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงเป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการปฎิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่น ทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงการตำหนิจากหัวหน้างาน
กระบวนการจูงใจ
ความต้องการ (Needs) ได้แก่ ความต้องการทางกาย จิตใจและสังคมเกิดเมื่อมีความไม่สมดุล ทางสรีระหรือจิตใจ
แรงขับ ( Drives) เป็นตัวเสริมกําลังให้ไปสู่เป้าหมาย
เป้าหมาย (Goals) เป็นจุดปลายทางหรือจุดเป้าหมาย ที่แรงขับลดลงความต้องการบรรเทาลง
การบรรลุเป้าหมายจึงมีแนวโน้มที่จะช่วยให้ภาวะสมดุลทางกาย หรือจิตใจกลับมีขึ้นใหม่ โดย เป้าหมายอาจจะเป็นเป้าหมายส่วนตัวบุคคล และ/หรือ เป้าหมายขององค์การ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจูงใจ
) ทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทําให้บุคคลพึงพอใจ (Satisfaction) และไม่พึง พอใจ (Dissatisfaction) ในการปฏิบัติงาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ปัจจัย ดังนี้
ปัจจัยอนามัย (Hygiene factors) เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดความไม่พอใจในงานที่ทํา เมื่อบุคคลได้รับการตอบสนองแล้ว จะทําให้บุคคลบางกลุ่มไม่มีความรู้สึกพึงพอใจในการทํางานก็ได้ ถึงแม้ว่า ปัจจัยเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะจูงใจคนให้ทํางานเพิ่มขึ้นจากที่เคยทําได้เสมอไป นับว่าเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทํางานนั่นเอง
ปัจจัยจูงใจ (Motivation factors) เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดความพึงพอใจที่จะทํางาน เมื่อ บุคคลได้รับการตอบสนอง จะทําให้ปฏิบัติงานด้วยความพึงพอใจและดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวงานเอง
2.) ทฤษฎีลําดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) เป็น นักจิตวิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแบรนดีส์ ได้พัฒนา ทฤษฎีการจูงใจที่รู้จักกันมากที่สุด โดยมีความเชื่อว่า
ความต้องการบุคคลจะถูกเรียงลําดับความสําคัญ เป็นลําดับชั้นของความต้องการ พื้นฐาน ไปจนถึงความต้องการความสําเร็จ
บุคลจะก้าวสู่ความต้องการะดับต่อไปต่อเมื่อความต้องการระดับต่ำลงมาได้ถูก ตอบสนองอย่างดีแล้วเท่านั้น
จากงานวิจัยพบว่า ความต้องการความเป็นอิสระ เกียรติยศชื่อเสียงและความมั่นคงของ ผู้บริหารระดับล่างจะถูกตอบสนองน้อยกว่าผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง
บุคคล คือ สิ่งที่มีชีวิตที่มีความต้องการ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม โดยเฉพาะความ ต้องการที่ยังไม่ถูกตอบสนองเท่านั้น ที่สามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ดังนั้นสิ่งที่ได้รับ การตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งที่จูงใจ