Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พัฒนาการในวัยต่างๆ - Coggle Diagram
พัฒนาการในวัยต่างๆ
วัยเด็กตอนต้น
ทางกาย
พัฒนาทางกายในวัยเด็กตอนต้นยังเป็นไปแบบเจริญเติบโตเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่แต่อัตราแปรเปลี่ยนช้ากว่าระยะทารก
ทางอารมณ์
-อารมณ์โกรธ เป็นอารมณ์ธรรมดาที่สุดของเด็กในวัยนี้ เพราะในระยะนี้เด็กโกรธง่าย
เนื่องจากอยากเป็นตัวของตัวเอง
- อารมณ์อวดดื้อถือดี เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นมากพอๆ กับอารมณ์โกรธ ความดื้อรั้นสืบ
เนื่องมาจากความต้องการท้าอะไรๆ ด้วยตัวของตัวเอง
อารมณ์อยากรู้อยากเห็น แสดงให้เห็นจากการที่เด็กชอบตั้งค้าถาม โน่นอะไร ท้าไมจึง
เป็นเช่นนั้น ท้าไมไม่เป็นอย่างนั้น
อารมณ์ก้าวร้าว แสดงออกให้เห็นทั้งทางกายเช่น รังแกเพื่อน และทางวาจา โดยเฉพาะในช่วงอายุ 4 – 5 ขวบ จะแสดงความก้าวร้าวออกมาโดยใช้ค้าพูด มากกว่าใช้ก้าลังต่อสู้กัน
- อิจฉาริษยา เกิดขึ้นเนื่องจากตนรู้สึกว่า ก้าลังจะสูญเสียสิ่งที่ตนรัก
- อารมณ์หวาดกลัว แสดงออกในลักษณะของการหลบซ่อน หลีกเลี่ยง สถานการณ์
ที่ท้าให้ตกใจกลัวหรือวิ่งหนีเข้าหาผู้ใหญ
- อารมณ์หรรษา จะเกิดเมื่อเด็กประสบความส้าเร็จในการเป็นตัวของตัวเองได้สมใจ
ทางภาษา
ในระยะนี้เด็กใช้ภาษาพูดได้แล้ว แต่ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ดีเท่าผู้ใหญ่ เด็ก จะพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาจนใช้งานได้ดีในช่วงระยะวัยเด็กตอนต้น เมื่อสิ้นสุดระยะนี้ไม่ว่าเด็กชาติไหนสามารถพูดภาษาแม่ของตนได้ดีเท่าผู้ใหญ่ วัย 6 ขวบเป็นระยะสุดท้ายของพัฒนาการภาษาพูด (Speech) นอกจากภาษาพูดแล้ว เด็กบางคนเริ่มพัฒนาภาษาเขียนและเริ่มอ่านหนังสือ เพราะกล้ามเนื้อของเด็กและ สายตาเริ่มพัฒนาพอใช้งานได้แล้ว
ทางสังคม
- เด็กเริ่มรู้จักเข้าหาผู้อื่น ไม่คอยแต่เป็นฝ่ายรับการเข้าหาจากผู้อื่นเหมือนวัยทารก
- เด็กเริ่มเบื่อหน่ายที่จะคบผู้ใหญ่เป็นเพื่อน เริ่มแสวงหาเพื่อนร่วมวัยเดียวกัน
- เด็กคบกับเพื่อนร่วมวัยยังไม่ราบรื่นนัก เพราะยังต้องการให้ผู้อื่นสนใจตนมากกว่าตน
-
- เพื่อนของเด็กยังมีจ้านวนจ้ากัด และมีเพื่อนสมมุติ (Imaginative Friend) เพื่อช่วยลดความ
-
-
-
-
พัฒนาการทางความคิด
- ระยะ ที่ 1 อายุระหว่าง 2 – 4 ขวบ ยังยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่รู้จักคิดแบบใจเขาใจเรา ไม่สามารถคิดได้ว่าคนอื่นมีความคิดแตกต่างไปจากตนอย่างไร คิดเห็นแต่ด้านที่ เหมือนกัน ยังไม่เห็นส่วนที่ต่างกันในวัตถุหรือเหตุการณ์ เช่น เด็กชนบท ได้ยิน ผู้ใหญ่บอกว่า นั่นแน่ะ นายอำเภอ ต่อมาเด็กเห็นคนใส่เสื้อกางเกงสีกากี ก็คิดว่าเป็น นายอำเภอทุกคน
ระยะที่ 2 อายุระหว่าง 4 – 7 ขวบ เด็กรู้จักสังเกตเห็นความแตกต่าง ท้าให้ความคิด พัฒน าถึงขั้ นรู้ คิด เป รีย บเ ทีย บ คิ ดแย กวั ตถุออ กเ ป็น หม วด หมู่ ขั้น ตอ นได้ (Classification or Categorization) รู้จักคิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ (Associative thinking) ระหว่างสิ่งต่างๆได้
วัยทารก
ทางกาย
มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายและการรู้จักใช้อวัยวะต่างๆอย่างรวดเร็ว ศรีษะที่ดูโตๆค่อยๆเล็กลง ลำตัวและขาดูยาวใหญ่ขึ้น
ทางสติปัญญา
ขึ้นอยู่กับ3ปัจจัยไม่ว่าจะวัยใด
1.พื้นฐานสติปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ
2.โอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้
3.สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
อิทธิพลต่อการพัฒนาสติปัญญา
1โอกาสที่เด็กจะได้เล่น
2ความสามารถที่จะเข้าใจภาษาและใช้ภาษาที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจ
3พัฒนาการของกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส
ทางอารมณ์
โกรธ มีมากกว่าอารมณ์อื่นๆเพราะเป็นระยะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง แต่เด็กไม่สามารถทำเองได้ตามใจจึงทำให้เด็กโกรธง่าย
-
อยากรู้อยากเห็น เป็นอีกอารมณ์ที่มีค่อยข้างมาก เกิดจากความต้องการรู้จักสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอารมณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสติปัญญา
ทางสังคม
-ความรู้สึกที่เด็กได้รับขณะรัปประทานอาหาร
-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆภายใน เด็กจะเรียนและเลียนแบบความสัมพันธ์ไปใช้ในอนาคต
-การฝึกหัดให้เด็กรู้สึกเคารพกฎระเบียบ
-การฝึกให้เด็กเรียนรู้ รับรู้เรื่องมารยาทการเข้าสังคม
-
วัยเข้าโรงเรียน
ทางกาย
พัฒนาการของเด็กวัย 6 ถึง 12 ขวบ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ แต่สม่้าเสมอ พัฒนาการทางการไม่มีลักษณะเด่นพิเศษเหมือนระยะวัยทารกตอนปลาย แต่ใน ระหว่างนี้เป็นระยะที่เด็กหญิงโตเร็วกว่าเด็กชายวัยเดียวกันในด้านความสูงและน้้าหนัก ลักษณะเช่นนี้ยังคงด้ารงต่อไปจนกระทั่งย่างเข้าสู่ระยะวัยรุ่นตอนปลาย เด็กชายจะโต ทันเด็กหญิงและล้้าหน้าเด็กหญิง เด็กในวัยนี้ไม่ชอบอยู่นิ่งชอบเล่นและท้ากิจกรรม ต่างๆ ที่ใช้ความรวดเร็ว เนื่องจากการท้างานร่วมกันของกล้ามเนื้อใหญ่น้อยและ ประสาทสัมผัสดีขึ้นมาก เด็กจึงอาจเล่นเกมที่ซับซ้อนและกิจกรรมการเล่นชนิด สร้างสรรค์ เช่น การอ่าน การเขียน การวาดภาพ การปั้นรูป การท้าการฝีมือ ฯลฯ
ทางอารมณ์
ในระยะนี้ เด็กรู้จักกลัวสิ่งที่สมเหตุสมผลมากกว่าวัยก่อน เพราะความสามารถใน การใช้เหตุผลของเด็กพัฒนาขึ้น มีความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลอื่น รวมทั้งสัตว์เลี้ยงด้วย สิ่งที่ต้องพัฒนาในด้านอารมณ์ของเด็กใน ระยะนี้คือ การเข้าใจอามรณ์ของตนเอง อารมณ์ของบุคคลอื่น การรู้จักควบคุมอามรณ์ และการรู้จักแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเหมาะสม พัฒนาการเหล่านี้จ้าเป็นส้าหรับ สุขภาพจิตที่ดีของเด็ก
ทางสังคม
ที่เด่นชัด คือ เด็กเริ่มออกจากบ้าน ไปสู่หน่วยสังคมอื่น จุดศูนย์กลางสังคมของ เด็กคือ โรงเรียน เด็กจะเรียนรู้บทบาทใหม่คือ การเป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อนรุ่นราว คราวเดียวกัน เป็นโลกของเพื่อนร่วมวัย (The World of Peer) สัมพันธภาพกับ เพื่อนในกลุ่มจะสอนชีวิตกลุ่ม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เด็กจะได้รับการเรียนรู้ระเบียบ กฎเกณฑ์ ความประพฤติที่ต้องปฏิบัติในสังคม บทบาทต่างๆ ที่มนุษย์ต้องกระท้าใน การอยู่ร่วมกับเป็นหมู่คณะ เช่น ท้าตัวอย่างไรจึงจะเข้ากับเพื่อนได้ การรวมกลุ่มของ เด็กก่อให้เกิดการสร้างลักษณะนิสัยแข่งขัน และนิสัยร่วมมือซึ่งจะติดตัวสืบไปภายภาค
ทางความคิดและสติปัญญา
เข้าใจว่าวัตถุแม้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณะภายนอก ก็ยังคงสภาพเดิม (Conservation) ในบ้างลักษณะเช่น ปริมาณ น้้าหนัก และปริมาตร เด็กในวัย เด็กตอนต้น อาจพอเข้าใจได้ 2 ลักษณะคือ ปริมาณและน้้าหนัก ส่วนความเข้าใจ การทรงสภาพเดิมของปริมาตร ค่อนข้างยากและเป็นลักษณะนามธรรมมากเกินไป โดยเฉลี่ยเด็กต้องอายุถึง 7 ขวบ จึงจะสามารถเข้าใจเรื่องน
วัยรุ่น
ทางร่างกาย
มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่รวดเร็วและชัดเจนในด้านน้้าหนักและ ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น เริ่มแสดงสัดส่วนของความเป็นผู้ใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงและ แสดงถึงสัญลักษณ์ทางเพศ (Sex Characteristics) อย่างชัดเจน ในเพศหญิงจะ เริ่มมีรอบเดือน และมีการเปลี่ยนแปลงที่แสดงออกทางเพศหญิงมากขึ้น เช่น สะโพกผาย มีหน้าอก เป็นต้น ในเพศชายอัณฑะจะเจริญเติบโตและเริ่มผลิตอสุจิได้ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แสดงออกถึงเพศชาย เช่น เสียงห้าว อกเริ่มแตก พาน มีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
ทางอารมณ์
ในวัยนี้มักจะมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย มีความรู้สึกที่ค่อนข้าง รุนแรง แปรปรวนง่าย มีปัญหาขัดแย้งในจิตใจตัวเองเสมอ ๆ จึงอาจท้า ให้เกิด ความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ได้ เรียกได้ว่าเป็น วัยพายุบุแคม (Storm and Stress)ผู้ ใกล้ชิดควรพยายามท้าความเข้าใจกับจิตใจและอารมณ์ความต้องการของเด็กในวัย นี้ให้มาก
ทางสติปัญญา
วัยนี้มีพัฒนาทางการสติปัญญาที่รวดเร็วและมีความก้าวหน้าใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันที่ความสุขุมรอบคอบและประสบการณ์ที่น้อยกว่าเท่านั้น วัยรุ่นจะ สามารถคิดแก้ปัญหาได้อย่างมีระบบ สามารถแสวงหาเทคนิคในการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งการใช้เหตุผลและวิจารณญาณในการตัดสินเรื่องต่าง ๆ วัยรุ่นมีความสนใจ หลายอย่างแต่ไม่ลึกซึ้งมาก เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเรื่องตัวเอง ยังเป็นระยะลองผิดลอง ถูก มีความต้องการเลียนแบบผู้ที่ตนนิยมชมชอบเพราะความต้องการรู้จักตนเอง การ ยกบุคคลมาเป็นแบบให้นับถือและเลียนแบบช่วยลดความไม่รู้จักหรือความไม่เข้าใจ ตนเอง และแสวงหาแบบอย่างเพื่อด้าเนินรอยตามแนวทางที่ถูกที่ควร เพื่อด้าเนินชีวิต อย่างผู้ใหญ่
ทางสังคม
เป็นวัยที่ต้องเผชิญกับความคาดหวังจากผู้ใหญ่มากกว่าวัยที่ผ่านมา เด็กจะเริ่มรู้จัก รับผิดชอบต่อตัวเอง ท้า ให้ต้องเกิดการปรับตัวอย่างมาก พยายามค้นหาตัวตนที่แท้จริงใน ตัวเอง เด็กในวัยนี้จะเริ่มห่างจากพ่อแม่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน การคบเพื่อนร่วมวัยเป็นพฤติกรมสังคมที่มีความส้าคัญต่อจิตใจของวัยรุ่น แต่การคบเพื่อน ก็ย่อมมีทั้งคุณและโทษ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ชายหญิงได้รู้จักกันและอาจน้าไปสู่ความ รัก (Puppy love) ตามปกติเด็กหญิงมักนิยมเพื่อนชายที่มีอายุมากกว่าตน เพราะหญิงมี กระบวนการพัฒนาการเร็วกว่าชายวัยเดียวกันประมาณ 2 ปี
วัยชรา
ทางร่างกาย
ภายนอกผิวหนังจะเหี่ยวย่น ผิวหนังแตกแห้ง เส้นเลือดฝอยแตกง่าย ผมและขนเริ่ม เปลี่ยนเป็นสีขาวและหลุดร่วงง่าย กล้ามเนื้อลีบลง ร่างกายฟื้นตัวยากกระดูกเปราะ โลหิตที่ หมุนเวียนไปเลี้ยงอวัยวะทั้งหลายเริ่มลดน้อยลง สมองสั่งงานช้าประสิทธิภาพของความจ้า ลดน้อยลง ต่อมต่าง ๆ เสื่อมสภาพลง
ทางอารมณ์
อารมณ์ที่พบบ่อย เช่น เศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ เหงา น้อยใจง่าย สิ้นหวัง หงุดหงิดง่าย เครียด ขี้บ่น เป็นต้น ถ้ารุนแรงมากอาจมีอาการทางจิต เช่น ประสาทหลอน หูแว่ว หวาดระแวง เป็นต้น
ทางสังคม
วัยนี้บทบาททางสังคม ถูกจ้ากัดลงเนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออ้านวย ต้องเป็นภาระ ให้กับคนใกล้ชิด ท้าให้ผู้สูงอายุถูกทิ้งในบ้านตามล้าพัง เป็นผลให้ผู้ชรารู้สึกว่าตัวเอง หมดคุณค่าและไร้ความหมาย
ทางสติปัญญา
ในวัยนี้เซลล์สมองจะเสื่อมลง ถ้าสมองขาดการบ้ารุงและส่งเสริมการใช้งานที่ เหมาะสมแล้ว บางรายอาจประสบปัญหาโรคสมองฝ่อ (Atrophy) ได้ มีผลท้า ให้ ความจ้าเสื่อม สับสนในทุก ๆ เรื่อง มีพฤติกรรมแบบถอยหลังกลับเป็นเด็ก
วัยก่อนเกิด
-
ระยะที่2คือ Embryonic stage
ระยะนี้เซลล์แบ่งออกเป็น3เนื้อเยื่อ คือเนื้อเยื่อชั้นนอก เนื้อเยื่อชั้นใน เนื้อเยื่อชั้นกลาง ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ
ระยะที่3คือFetal stage
เป็นระยะที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนมาตลอด7เดือน เมื่อทารกคลอกออกมาแล้วจะเป็นเด็กทารก
วัยผู้ใหญ่
ระยะที่1ผู้ใหญ่ตอนต้น
ทางร่างกาย
เป็นวัยที่มีความเจริญเติบโตสมบูรณ์สูงสุด ซึ่งอยู่ระหว่างอายุ 20-25 ปี จากนั้นจะ คงที่และเริ่มค่อย ๆ เสื่อมลงเมื่ออายุประมาณ 30 ปี
ทางอารมณ์
เป็นวัยที่มีความมั่นคงในอารมณ์ ไม่แปรปรวนง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ดี และ
สามารถแสดงพฤติกรรมตอบสนองอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์
ทางสติปัญญา
พัฒนาการทางสติปัญญา ของมนุษย์จะเจริญสูงสุดเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี จากนั้นจะเริ่ม ลดลง แต่ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สะสมไว้ในช่วงอายุ 30-40 ปีที่ผ่านมาจะเข้ามาทดแทน จึง เป็นช่วงที่บุคคลมีความสามารถคิดสร้างสรรค์งานได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นวัยที่สามารถ สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองได้
ทางสังคม
เป็นระยะสำคัญ บุคคลเริ่มวางแผนชีวิตให้กับตนเอง เริ่มคิดถึงการเลือกอาชีพ การสร้างฐานะ การเลือกคู่ครอง และประสบความส้าเร็จตามที่ตนวางแผนไว้มากน้อย เพียงใด ขึ้นอยู่กับการค้นพบตัวเองในระยะวัยรุ่นด้วย ระหว่างช่วงอายุ 20-30 ปี เป็น วัยที่บุคคลจะสามารถสะสมประสบการณ์ในการท้างานได้เป็นอย่างดี ในช่วงแรกของ วัยอาจให้ความส้าคัญกับสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มเพื่อนมีสังคมของเพื่อนที่ กว้างขวางหลายระดับ แต่เมื่อแต่งงานแล้วก็จะให้ความส้าคัญกับครอบครัวมากกว่า
ระยะที่2ผู้ใหญ่ตอนกลาง
ทางร่างกาย
เป็นวัยที่ร่างกายเริ่มแสดงความเสื่อมที่พอจะสังเกตเห็น เช่นผมหงอก สายตาเริ่มยาว ผิวหนังเริ่มไม่เต่งตึง เป็นต้น ความเสื่อมทางร่างกายนี้วงการแพทย์พบว่ามีสาเหตุ เนื่องมาจากต่อมเพศ (Gonad Gland) เริ่มลดการผลิตฮอร์โมนลงเมื่ออายุประมาณ 45 ปี เป็นต้นไป ท้าให้การเคลื่อนไหวไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเช่นที่ผ่านมา
ทางอารมณ์
ต่อมเพศท้าการผลิตฮอร์โมนลดลง ท้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อีกครั้ง จะ ท้าให้เป็นคนหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น ซึมเศร้า หดหู่ ควบคุมอารมณ์ได้น้อยลง เป็นต้น อาการเหล่านี้ฝ่ายชาย เรียกว่า Climacteric Period ถ้าเกิดในฝ่ายหญิงเรียกว่า Menopausal Period หรือเรียกว่า วัยหมดประจ้าเดือน หรือวัยทอง ซึ่งฝ่ายหญิงจะ สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่าฝ่ายชาย
ทางสังคม
สังคมของวัยนี้จะเริ่มแคบลง ส่วนใหญ่ที่คบกันมักเป็นเพื่อนสนิทและคบกันมา นาน สมรรถภาพการท้างานจะลดน้อยลงไปด้วย อาจเกิดอาการเบื่อหน่ายในงานที่ ซ้้าซากจ้าเจ ในส่วนของชีวิตสมรสนั้น ความรักในช่วงที่เกิดขึ้นตอนต้นจะหายไป เกิด ความเห็นอกเห็นใจกัน ความผูกพัน และห่วงใยกันขึ้นมาแทน
ทางสติปัญญา
เป็นวัยที่เกิดปัญหาทางด้านความจำ รวมทั้งการเรียนรู้ต่าง ๆจะยากขึ้น การ ตัดสินใจไม่แน่นอนเริ่มขาดความมันใจในตัวเอง เป็นผลมาจากเซลล์สมองที่เริ่ม เสื่อมสภาพลง จนอาจเกิดโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s Disease) ขึ้นได้ ดังนั้น อาหารที่ช่วยบ้ารุงสมองจึงมีความส้าคัญ และจ้าเป็นอย่างยิ่งกับคนวัยนี