Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา - Coggle Diagram
การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา
บทบาทพยาบาลในการการประเมิน
ความปวดของมารดาในระยะคลอด
การประเมินความปวดจากการตอบสนอง
ทางสรีรวิทยา (Physiological Responses)
ประเมินจากสัญญาณชีพ
อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเร็วขึ้น
ความดันโลหิตสูงขึ้น
มีเหงื่อออกบริเวณฝ่ามือ
การประเมินความปวดจากการ
สังเกตพฤติกรรม(Behavioral Responses)
สังเกตจากพฤติกรรม
การแสดงออกทางสีหน้า
การเคลื่อนไหวทางลำตัว แขนขา
การส่งเสียง ร้องไห้
เกร็งตัว ตัวสั่น
การประเมินความปวดจากการรับรู้ของผู้ป่วย(Self-report)
การซักถามและให้มารดาบอกเล่า
ความปวดของตนเอง
การลดปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา
การจัดการความปวดด้านร่างกาย (Physical Therapy)
การจัดท่าและการเคลื่อนไหว
(Positions and Maternal Movement)
พยาบาลควรกระตุ้นให้มารดาได้มีการ
เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าทางในขณะเจ็บครรภ์คลอด
เช่น การเดินรอบๆ เตียงจะช่วยให้มีความสุขสบายมากขึ้น
การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนท่าทางขึ้นอยู่กับ
ความสะดวกของมารดาที่จะตัดสินใจเลือกท่าที่เหมาะสม
มารดาอยู่ในท่าลำตัวตั้งตรง
(Upright Position)
จัดท่าลำตัวตั้งตรงหรือท่านอนตะแคง (Side-Lying)
จะช่วยลดระยะเวลาของระยะที่สองและช่วยลดความปวดได้
การบำบัดด้วยน้ำ
(Hydrotherapy ; Water Immersion)
ให้มารดาแช่ในน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา
ช่วยให้ผ่อนคลายและลดความปวดในระยะคลอด
ลดความตึงเครียด เนื่องจากมีการหลั่ง
สารเอ็นดอร์ฟินทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น
อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ไม่ควรเกิน 37 C°
การแช่น้ำควรให้มารดาทำ
เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว
การสัมผัสและการนวด (Touch & Massage)
กระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ให้ส่งกระแสประสาทไปปิด
ประตูความปวดที่ไขสันหลังและกระตุ้นต่อมใต้สมอง
ให้หลั่งเอ็นดอร์ฟินไปควบคุมความปวด
การนวดมักจะทำ บริเวณก้นกบ
โดยใช้มือกดนวดด้วยแรงระดับปานกลางอาจแนะนำให้มารดา
ปฏิบัติเองหรือให้สามีหรือญาติช่วยได้
การนวดอาจลดการรับรู้ความเจ็บปวด
เพิ่มความรู้สึกที่ดี ช่วยลดการปวดได้
การประคบด้วยความร้อนและความเย็น
(Application of Heat and Cold)
เป็นการนำความร้อนหรือความเย็น
มาประคบมาประคบบริเวณต่างๆของร่างกาย
การประคบร้อนมักใช้บริเวณหลัง
หน้า ไหล่ คอและท้องส่วนล่าง
ความร้อนจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย ลดความปวดในการคลอด
เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว
การประคบเย็น
ความเย็นจะช่วยลดการไหลเวียนเลือด ลดอุณหภูมิ
ของผิวหนังและกล้ามเนื้อทำให้การส่ง
กระแสประสาทความเจ็บปวดล่าช้า
การประคบร้อนและเย็นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนัง
มารดาโดยตรง เพื่อป้องกันอันตรายต่อบริเวณผิวหนังที่วาง
อาจใช้ผ้ารองบริเวณผิวหนังตำแหน่งที่จะประคบก่อน
การกระตุ้นปลายประสาท (Transcutaneous
Electrical Nerve Stimulation : TENS)
เป็นการส่งกระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดบริเวณผิวหนัง
ซึ่งการใช้เพื่อลดอาการเจ็บครรภ์จะติดขั้วไฟฟ้า 2 คู่ที่บริเวณ Paravertebral ระดับ T10 – L1 และ S2 – S4
มารดาสามารถควบคุมการกระตุ้นเอง คือ เมื่อกดสวิทซ์เครื่องจะทำให้รู้สึกแสบและอาจลดการรับรู้ความปวดเมื่อมดลูกหดรัดตัว
ช่วยลดความรุนแรงของความปวดถ้า
เริ่มใช้ในระยะต้นของการเจ็บครรภ์คลอด
การจัดการความปวดด้านจิตใจ
(Psychological Therapy)
เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้ความปวดเบี่ยงเบนความสนใจจากความปวด
หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของมารดา
ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมความปวดได้ดีขึ้น
การให้ความรู้เกี่ยวกับการคลอด
(Childbirth Education)
เป็นกระบวนการให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์
การคลอด การระงับปวดระหว่างคลอดด้วยวิธีต่างๆ
การให้มารดามีส่วนร่วมในการวางแผนการคลอดเป็นการตัดวงจร
ความกลัว ความเครียด ความปวด เพราะช่วยให้มารดามีกระบวน
การรับรู้และควบคุมความปวดระหว่างคลอดได้ดีขึ้น
การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
สำหรับการคลอด (Birth Environment)
เป็นการลดการกระตุ้นที่ทำให้มารดารู้สึกไม่สุขสบาย
ทั้งจากภายในร่างกายและจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
เช่น ความร้อน ความเปียกชื้น แสง เสียง
การดูแลความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้สะอาดการปรับอุณหภูมิ
ห้องคลอดให้เหมาะสม ลดเสียงรบกวน จะทำให้มารดาพักผ่อนได้
การประคับประคองด้านจิตใจ
(Continuous Labor Support)
พยาบาลควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่สามารถประคับประคองจิตใจ
เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดระหว่าง
การคลอดเพื่อให้มารดารู้สึกอุ่นใจคลายความกลัวและวิตกกังวล
ซึ่งจะมีผลให้ทนต่อความปวดได้เพิ่มขึ้น
สุคนธบำบัด (Aromatherapy)
เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นที่สกัดจากพืชมาใช้ในการ
ลดความกังวลและการปวดขณะเจ็บครรภ์คลอด
อาจนำมาใช้ผสมในการอาบน้ำ การนวด หรือใช้สูดดม
แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ผื่นคัน
จึงควรใช้อย่างระมัดระวังโดยใช้ปริมาณที่น้อยที่สุดและไม่ควรใช้บ่อย
การใช้ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
อาศัยหลักการกระตุ้นระบบประสาทการได้ยิน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
หรือสร้างอารมณ์ให้คล้อยตามจะทำให้การรับรู้ต่อความปวดลดลง
โดยการให้มารดาเลือกเพลงและควบคุมเสียงเพลงเอง ดนตรีที่ใช้
ในการลดความปวดจะต้องมีความเร็วของจังหวะอยู่ระหว่าง 60-80
ครั้ง/นาที มีเสียงนุ่มและไพเราะ
การใช้เทคนิคผ่อนคลายและควบคุมการหายใจ
(Relaxation & Breathing Techniques)
การควบคุมการหายใจ
เป็นวิธีการเบี่ยงเบนความปวดจากการหดรัดตัว
ของมดลูก โดยเทคนิคการหายใจ
ระยะปากมดลูกเปิดช้า ให้หายใจแบบช้าโดยใช้ทรวงอก
(Slow Chest Breathing เมื่อมดลูกหดรัดตัวให้หายใจล้างปอด
1 ครั้ง แล้วหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ
ประมาณ 6-9 ครั้ง/นาที ตามด้วยหายใจล้างปอด 1 ครั้ง
ระยะปากมดลูกเปิด 8-10 เซนติเมตรให้หายใจแบบตื้น
และเป่าออก (Pant-blow Breathing)เมื่อมดลูกหดรัดตัว
ให้หายใจล้างปอด 1 ครั้งและหายใจเข้าทางปากตื้นๆ
เร็วๆ เบาๆ 4 ครั้งตามด้วยเป่าออกทางปาก 1 ครั้ง
ทำไปเรื่อยๆ จนมดลูกคลายตัวแล้วให้หายใจล้างปอด 1 ครั้ง
ระยะปากมดลูกเปิด 4-7 เซนติเมตร ให้หายใจแบบตื้นเบาเร็ว
(Shallow Chest Breathing) เมื่อมดลูกหดรัดตัวให้หายใจล้างปอด
1 ครั้ง ต่อด้วยหายใจเข้า-ออกช้าๆทางปาก-จมูก เมื่อมดลูกหดรัดตัว
เต็มที่ให้หายใจแบบตื้นเบาเร็ว40 ครั้ง/นาทีต่อด้วยหายใจเข้า-ออกช้าๆ เมื่อมดลูกคลายตัวให้หายใจล้างปอด 1 ครั้ง
การผ่อนคลาย
การผ่อนคลายจะลดการกระตุ้น การทำงานของระบบประสาทซิมพาเธทิค
แต่เพิ่มการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเธทิค ทำให้หลอดเลือด
ขยายตัว ลดการหลั่งแคททิโคลามินและอิพิเนพฟินส่งผลให้ความปวดลดลง
การผ่อนคลายที่นิยมให้มารดาปฏิบัติคือ การเกร็งและคลาย
กล้ามเนื้อเริ่มตั้งแต่หัวแม่เท้าจรดศีรษะจนทั่วร่างกาย