Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Pain assesment in children, แนวคิด ทฤษฎี และหลักการของการพยาบาลเด็กและวัย…
Pain assesment in children
ความหมายและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ที่ตัวผู้ป่วยนั้นจะรับรู้ระดับความเจ็บป่วยที่แท้จริง
ความเจ็บป่วยแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะที่เกิดความปวด สรีรวิทยาของการเกิด
ความเจ็บปวดเป็นความไม่สุขสบายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
Pain assessment strategies
Self-report
– what the child says;
ศิริราชใช้ FACES หรือ VAS ในการประเมินปวดในเด็กอายุมากกว่า 6 ปี
Color Analog Scale (CAS)
Visual Analog Scale (VAS)
Physiological indicators
– how the child’s body reacts
Behavioural indicators
– how the child behaves;
Guidelines for pain management
ระดับความปวดปานกลาง
การจัดการด้วยยา
Narcotic
S/E ง่วง หลับ หรือติดยาได้
Tramadol
Codeine
การจัดการโดยไม่ใช้ยา
การหายใจเข้าออก ลึก นาน
ดนตรีบำบัด
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ Muscle relaxation
การประคบร้อน-เย็น
การนวดผ่อนคลาย
ระดับความปวดมาก/มากที่สุด
การจัดการด้วยยา
Narcotic bolus/drip
MO
Fentanyl
S/E: Respiratory, GI
การจัดการโดยไม่ใช้ยา
การสะกดจิต
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
Deep breathing
ทำสมาธิ
Pet therapy
ระดับความปวดเล็กน้อย
การจัดการด้วยยา
Acetaminophen: Tylenol, paracetamol,
panadol
NSAID: diclofenac, piroxicam (feldene),
indomethacin, Ibuprofen, aspirin
S/E: Hepatic Renal GI Hematologic
การจัดการโดยไม่ใช้ยา
จุกนมปลอม ดูดนม ห่อตัว อุ้มโยก
การสัมผัส การนวด การกดจุด
เปลี่ยนท่า จัดท่าให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ปวด
ลดสิ่งเร้า แสง เสียง
ลดหัตถการ รบกวนผู้ป่วยให้น้อยทีสุด
พูดคุย ปลอบโยน ให้ข้อมูล
อ่านหนังสือ ภาพ นิทาน การ์ตูน ท่องเที่ยว สวดมนต์
พัฒนาการเกี่ยวกับการแสดงความปวดในวัยต่างๆ
แรกเกิด 0-1 เดือน
Facial expression การเคลื่อนไหวตัว การนอนหลับผิดปกติ
วัยทารก
1 เดือน-1 ปี
รับรู้ถึงตำแหน่งทีถูกกระตุ้นได้ จดจำได้เมื่ออายุ 6 เดือน อาจมี
พฤติกรรมถดถอย ร้องให้ ไม่เล่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
วัยก่อนเข้าวัยเรียน
1-4 ปี
ด้วยพัฒนาการด้านการพูด สังคม สามารถบอกปวด เจ็บได้
3-4 ปี สามารถแยกระดับความปวดได้บ้าง
วัยเรียน 5 ปีขึ้นไป
สื่อสารและแยกแยะความปวดชนิดต่างๆได้
Behavioral Pain Assessment
CRIES Scale for Postoperative pain
FLACC (Face, Leg, Activity, Cry, Consolability)
NIPS (Neonatal Infant pain scale )
ใช้กับอายุแรกเกิด – 1 ปี (ศิริราช)
CHEOPS ( Children’s Hospital of Eastern Ontario Pain Scale)
เครื่องมือการประเมินความปวดในเด็ก
NRS: Numeric (Pain) Rating Scale
Self-report ผู้ป่วยเป็นผู้ตอบเอง
ใช้กับเด็กป่วย (อายุ > 7 ปี ) วัยเรียน วัยรุ่นที่รู้สึกตัวดี และรู้ความหมายของคะแนน
Visual Analog Scale: Face Pain Rating Scale
Face Pain Scale
Face and Ladders Chart
การพยาบาลเพื่อจัดการความปวดในเด็ก
จัดการกับความปวดโดยไม่ใช้ยา
เบี่ยงเบนความสนใจจากการปวด โดยการเบี่ยงเบนการรับรู้ของสมอง
การนับเลข ฟังเพลง
ฟังนิทาน เล่นเกมส์
มีความมั่นใจต่อการรักษาความปวด เพื่อลดความกลัว
การเบี่ยงเบนความสนใจจากการปวด ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
การนั่งสมาธิ Pet therapy
การหาวิธีบรรเทา เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติคลายความกังวล
การเบี่ยงเบนความสนใจจากการปวดด้วยวิธีทางกายภาพ
การนวดผ่อนคลาย
ประคบร้อน-เย็น
การสัมผัส จับมือ
ให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติ พยาธิสภาพเกี่ยวกับความปวด
ให้ยา และบริหารยาเพื่อระงับปวด
แนวคิด ทฤษฎี และหลักการของการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น
palliative care
การดูแลเด็กใกล้ตาย
พยาบาลควรอธิบายครอบครัว: อาการทางด้านร่างกายที่ต้องเปลี่ยนไป ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ทาความสะอาดร่างกาย หรือสิ่งคัดหลั่ง จัดสถานที่ให้สะอาด
ด้านอารมณ์ ให้ครอบครัวพูดคุยเกี่ยวกับความตายกับสมาชิกในครอบครัว กระตุ้นให้ทุกคนในครอบครัวพูดคุยกับเด็กด้วยท่าทีสงบ และอาจจดจาบุคคลในครอบครัวไม่ได้ ให้ครอบครัวได้พักผ่อนบ้าง
หลังความตาย ให้ครอบครัวมีเวลาอยู่กับเด็ก และให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการเตรียมร่างกายเด็ก (ถ้าต้องการ)
การดูแลแบบประคับประคองแต่ละด้าน
ด้านจิตใจ
เพื่อให้เกิดความสุขทางใจ ลดความเครียด ความวิตกกังวล ทั้งของเด็กและครอบครัว ตอบสนองความต้องการของเด็กตามวัย
ให้ผู้ปกครองเฝ้าอย่างใกล้ชิด ยอมรับพฤติกรรมต่างๆของเด็ก การดูแลยึดหลัก ใส่ใจ สบาย สื่อสาร สม่าเสมอ สดชื่น และสัมพันธภาพ
ช่วยให้ครอบครัวเผชิญความเครียด ความเศร้าโศกเสียใจ โดยให้ความสนใจ เอาใจใส่ ให้ข้อมูล ให้การปลอบโยน แนะนาแหล่งช่วยเหลือ เป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยดูแลเด็กในบางโอกาสเพื่อให้ผู้ปกครองกลับบ้านได้บ้าง
ด้านสังคม
ควรให้เด็กได้อยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่นแวดล้อมด้วยคนใกล้ชิด
ถ้าเป็นไปได้ ทีมการดูแลรักษาควรเป็นทีมเดิม เพื่อให้เด็กรู้สึกคุ้นเคย
ผู้ปกครองควรได้รับสิทธิ์สามารถเข้าเยี่ยมหรืออยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา
ด้านร่างกาย
บรรเทาความทุกข์ทรมานในวาระสุดท้าย ได้แก่ ความปวด หายใจลาบาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย โดยเฉพาะความปวดซึ่งผู้ปกครองมีความวิตกกังวล
พิจารณาให้ได้รับยาแก้ปวดเต็มที่ ใช้ Pain scale ประเมินเป็นระยะ
จัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย ถ้าเด็กมีความทุกข์ทรมานจะส่งผลต่อด้านจิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณทาให้ เด็กไม่สามารถเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้อย่างสงบ
การดูแลทั่วไป: ความสะอาดของร่างกาย ให้ได้รับสารน้าอย่างเพียงพอ
ออกซิเจน ผิวหนัง ขับถ่าย การพักผ่อนนอนหลับ จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดสงบ
ควรจำกัดการเยี่ยม หรือตามความต้องการของเด็กและครอบครัว
ควรงดการส่งตรวจต่างๆ และวัดสัญญาณชีพเท่าที่จำเป็น
ด้านจิตวิญญาณ
พยาบาลควรประเมินและบันทึกสภาพจิตใจของเด็กเกี่ยวกับความตาย
เปิดโอกาสให้เด็กได้ซักถามเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่
ให้การดูแลใกล้ชิด เพื่อให้เด็กมั่นใจว่าจะไม่ถูกทอดทิ้ง มีที่พึ่งยามต้องการ
ส่งเสริมอานวยความสะดวก ตอบสนองต่อความต้องการด้านความเชื่อ ศาสนา
ตอบสนองความต้องการครั้งสุดท้ายของเด็กเท่าที่จะทาได้
Death and Dying
ความตาย
การสิ้นสุดชีวิตอย่างถาวรเป็นการยุติสภาพการทางานโดยสิ้นเชิงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
ภาวะใกล้ตาย
ภาวะที่บุคคลต้องเผชิญความตายของตนเองและบุคคลมีความเชื่อว่าตนเองกาลังจะตาย การเจ็บป่วยทรุดลงเป็นลาดับ จนมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าอยู่ในระยะที่ต้องเผชิญกับความตาย ซึ่ง อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีหรือสัปดาห์ที่บุคคลจะต้องเตรียมตัวเพื่อเผชิญกับความตาย
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เป็นการดูแลผู้ป่วยระยะใกล้ตายไปจนกระทั่งตายและหลังการตาย โดยเน้นการดูแลเพื่อลดและบรรเทาความทุกข์ทรมานและอาการอื่นๆ ซึ่งต้องให้การดูแลที่ครอบคลุมปัญหาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีเป้าหมายการดูแลที่เน้นให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ต่อผู้ป่วยและครอบครัว
การดูแลประคับประคองในแต่ละช่วงวัย
วัยก่อนเรียน
เด็กจะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นไปของความตาย
เริ่มตระหนักว่า ความตายเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากการมีชีวิต แต่ยังไม่เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจากยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา
เข้าใจว่าความตายเป็นสิ่งที่กลับไปกลับมาได้
เด็กมักกลัวคนจะตายมากกว่าคิดว่าตนเองตาย
วัยรุ่น
มีความเข้าใจเกี่ยวกับความตายได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่
ว่าความตายเป็นการสิ้นสุดของชีวิต
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายได้
เด็กวัยรุ่นยังมองว่าความตายเป็นเรื่องที่ยังไกลตนเอง บางครั้งอาจปฏิเสธเรื่องความตาย
วัยหัดเดิน
ความเข้าใจเรื่องการแยกจากยังไม่ชัดเจน
ยังมีความไม่เข้าใจเรื่องการตาย
เด็กจะพูดถึงคนที่ตายไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เด็กจะโศกเศร้าเนื่องจากเห็นบุคคลใกล้ชิดแสดงอาการเศร้าโศก
วัยเรียน
เด็กเข้าใจเรื่องเวลามากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับความตายได้มากขึ้นแต่ยังไม่สมบูรณ์
ความตายเป็นเรื่องของการแยกจาก
จนอายุ 9-12ปี จะเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับความตายมากขึ้น
เด็กจะมีความกลัวการสูญเสียตนเองและบุคคลอันเป็นที่รัก
แนวคิดเกี่ยวกับความตายในเด็กวัยทารกและวัยหัดเดิน
เด็กวัยทารกจะยังไม่มีมโนทัศน์เกี่ยวกับความตาย
และยังไม่สามารถรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการตาย เนื่องจากยังไม่สามารถแยกตนเองออกจากผู้อื่นได้
ต้องการการตอบสนองความต้องการด้านพื้นฐาน
ความตายในวัยนี้จึงมีความหมายเพียงการสูญเสียผู้ดูแลเท่านั้น
น.ส.เกวลินเทียนมี เลขที่ 10 3A