Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
จิตวิทยาการศึกษาที่ครูผู้สอนภาษาไทยควรทราบ image - Coggle Diagram
จิตวิทยาการศึกษาที่ครูผู้สอนภาษาไทยควรทราบ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual difference)
ความแตกต่างทางด้านร่างกาย
ด้านโครงสร้าง และรูปทรงของอวัยวะที่เป็นส่วนประกอบของร่างกาย และการทำงานของอวัยวะร่างกาย
รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากพันธุกรรม แต่สิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสเข้าไปแทรกแซงที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
ความแตกต่างทางด้านจิตใจอารมณ์
ความแตกต่างของบุคคลในความสามารถที่จะควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ขณะเกิดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
อารมณ์เป็นได้ทั้งตัวสร้างสรรค์และตัวทำลาย อารมณ์ขันทำให้จิตใจเบิกบาน อารมณ์เศร้าหมอง หดหู่ ทำให้คนเกิดความตึงเครียดวิตกกังวล
ครูต้องแนะนำให้ผู้เรียนแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม รู้จักควบคุมและใช้เหตุผลให้มาก
ความแตกต่างทางด้านสังคม
ความแตกต่างของบุคคลในความสามารถที่จะปรับตนให้เข้ากับบุคคลและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ และของสังคมอื่น ๆ
ครูควรจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เข้ากลุ่ม และทำงานร่วมกันร่วมกันเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เรียน
ความแตกต่างทางด้านสติปัญญา
ความแตกต่างของบุคคลที่เกี่ยวกับความสามารถในการคิดและความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในเชิงนามธรรม และรูปธรรมที่แตกต่างกัน
ความความสามารถทางสติปัญญาเป็นผลมาจากพันธุกรรม และสามารถเสริมได้ภายหลัง
ความแตกต่างทางด้านความถนัด
ความแตกต่างในด้านศักยภาพ หรือสมรรถภาพที่แฝงอยู่ในตัวบุคคล โดยอาศัยสติปัญญาและความสนใจเป็นพื้นฐาน ซึ่งอาจมีมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจเกิดจากการฝึกฝน
ความแตกต่างทางความสนใจ ช่วยให้นผู้เรียนรู้จักตนเอง
ความพร้อม Readiness
องค์ประกอบของความพร้อม
องค์ประกอบภายนอกผู้เรียน
องค์ประกอบภายในผู้เรียน ได้แก่ วุฒิภาวะและประสบการณ์เดิม
แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อม
ความพร้อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
(Natural Readiness Approach)
เมื่อถึงวัยและเวลาที่เหมาะสมมนุษย์จะสามารถกระทำสิ่งใด ๆ ได้เองโดยไม่ควร "เร่ง"
ความพร้อมเกิดจากการกระตุ้น
(Guided Experience Approach)
ความพร้อมนั้นสามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ โดยการกระตุ้น การแนะนำ และการจัดประสบการณ์ อันจะก่อให้เกิดเป็นความพร้อมได้โดยตรง
ความหมาย
สภาวะที่บุคคลพร้อมด้วยประการทั้งปวงที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ในการเรียนรู้ความพร้อม หมายถึง สภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะเรียน ซึ่งประกอบไปด้วย ความพร้อมทางด้านร่างกาย สติปัญญา ความรู้ อารมณ์ และสังคม ถึงระดับที่จะปฏิบัติงานได้
ความต้องการ
มาสโลว์ (Maslow) กล่าวว่า ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด ซึ่งมีอยู่ 5 ขั้นเริ่มจากต่ำสุดไปสูงสุด
ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ
(Love and Belonging Need)
ความต้องการทางสังคม
อยากให้ตนเป็นที่รัก ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม และต้องการมีส่วนร่วมในกลุ่ม
ความต้องการความปลอดภัย
(Safe and Security Need)
ความต้องการความปลอดภัยมั่นคง ความคุ้มครองปกป้อง ความต้องการความมั่นคงทางวัตถุปัจจัยภายนอก
ความปลอดภัยจากการคุกคาม ปลอดภัยจากความวิตกกังวล อันตรายและความเจ็บปวดต่าง ๆ
ความต้องการการยอมรับนับถือ (Esteem Need)
ความต้องการความเคารพนับถือจาก
ผู้อื่น
Self Esteem
ความต้องการทางด้านร่างกาย (Basic Physioloyical Need)
ความต้องการเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต
อากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม การพักผ่อน การขับถ่าย เป็นต้น
ความต้องการบรรลุศักยภาพสูงสุดแห่งตน
(Self Actualization Need)
เป็นความต้องการสูงสุดของบุคคล
พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างตามความเหมาะสม และความสามารถของตนเองในทางที่สร้างสรรค์ดีงาม
ความต้องการพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญความแตกต่างระหว่างบุคคล
กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น
ขั้นที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรูุ้ (Learning to construct)
อภิปรายเพื่อสร้างคำอธิบายด้วยตัวนักเรียนเอง เชื่อมโยงความรู้สู่คำอธิบายที่ถูกต้องโดยครู
ขั้นที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร (Learning to communicate)
เขียนเพื่อเสนอความรู้ที่ได้จากการสร้างด้วยตนเอง นำเสนอหน้าชั้นเรียนด้วยสื่อต่าง ๆ
ขั้นที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ (Learning to Search)
ช่วยพัฒนาทักษะ
การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
ตัวอย่างกิจกรรม
ให้นักเรียนทำใบงาน หรือให้นักเรียนออกแบบวางแผนเอง
ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อมูล/สารสนเทศ พร้อมออกแบบนพเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบต่าง ๆ
วางแผนเพื่อรวบรวมข้อมูล ด้วยการทดลองหรือวิธีเก็บข้อมูลต่าง ๆ วิเคราะห์และสื่อความหมายข้อมูล
ขั้นที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม (Learning to Service)
นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ สร้างผลงานหรือภาระงานเพื่อบริการสังคม
ขั้นที่ 1 ตั้งคำถาม (Learning to Question)
ตัวอย่างกิจกรรม
เลือกคำถามของนักเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ครูเตรียมสอน
นำเสนอสิ่งเร้าที่หลากหลายให้นักเรียนสังเกต เช่นแหล่งเรียนรู้จริง ภาพ วิดีโอ หรือสนทนา
ช่วยพัฒนาทักษะ
การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน
สังเกตสิ่งเร้าเพื่อเกิดความสงสัย ตั้งคำถามสำคัญ คำถามหลัก คาดคะเนคำตอบ ตั้งสมมติฐาน
การจูงใจ Motive
ความหมายของแรงจูงใจ
พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นโดยความต้องการทั้งภายนอกและภายใน ทำให้เกิดแรงขับเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่มีเป้าหมาย
ประเภทของแรงจูงใจ
การแบ่งประเภทของแรงจูงใจตามลักษณะของแรงจูงใจ
แรงจูงใจภายใน
(intrinsic motives)
เป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคล อาจเกิดจากเจตคติ หรือความคิดเห็น ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร
แรงจูงใจภายนอก
(extrinsic motives)
เป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คำชม ซึ่งไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม
การแบ่งประเภทของแรงจูงใจตามที่มาของแรงจูงใจ
แรงจูงใจทางสรีรวิทยา
แรงจูงใจทางจิตวิทยา
แรงจูงใจทางสังคม
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ
ด้านชีววิทยา ได้แก่ การทำงานของร่างกาย
ด้านการเรียนรู้ จากการที่มนุษย์ไดเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากสังคม
ด้านความคิด ได้แก่ ความคิดเรื่องต่าง ๆ ของคน
การเสริมแรง Reinforcement
ความหมาย
การทำให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากการทำพฤติกรรมก่อนหน้า
ประเภทของการเสริมแรง
การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)
เป็นการนำเอาสิ่งที่บุคคลไม่พึงพอใจออกไป
การเสริมแรงทางลบเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมใน 2 ลักษณะ
พฤติกรรมหลีกหนี (Escape Behavior)
พฤติกรรมหลีกเลี่ยง (Avoidance Behavior)
การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)
เป็นการให้สิ่งเสริมแรงที่บุคคลพึงพอใจ
มีผลทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมถี่ขึ้น
แนวคิดสำคัญของนักจิตวิทยาการศึกษา
สกินเนอร์ (Skinner)"การเสริมแรงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมซ้ำ หากลดสิ่งเสริมแรงลงเมื่อใด การตอบสนองจะลดลงเมื่อนั้น"
กัทธรี (Grthrie) "การเรียนรู้เป็นผลมาจากสิ่งเร้าและการตอบสนอง"
ธอร์นไดค์ (Thorndike) " การเสริมแรงช่วยให้เกิดความกระหายใคร่รู้ เกิดความพอใจ และนำไปสู่ความสำเร็จ"
ฮัล (Hull) "การเสริมแรงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง"
เจตคติ Attitude
ความหมาย
ความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคล อันเป็นผลทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็นหรือไม่เห็นด้วย
องค์ประกอบของเจตคติ
การรู้ (Cognition)
แนวโน้มพฤติกรรม (Action tendency)
ความรู้สึก (Feeling)
เจตคติเกิดจากอะไร ?
การรวบรวมความคิดอันเกิดจากประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง
ความรู้สึกที่รอยพิมพ์ใจ
การเห็นตามคนอื่น
คุณลักษณะของเจตคติ
เจตคติเกิดจากประสบการณ์ สิ่งเร้าต่าง ๆ รอบตัวบุคคล
เจตคติเป็นการเตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
เจตคติมีทิศทางของการประเมิน
เจตคติมีความเข้ม คือมีปริมาณมากน้อยของความรู้สึก
เจตคติมีความคงทน และเป็นสิ่งที่บุคคลยึดมั่นถือมั่น
เจตคติมีทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก
เจตคติต้องมีสิ่งเร้าจึงจะมีการตอบสนองขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเจตคติ
การเปลี่ยนแปลงไปคนละทาง (Incongruent Change)
เจตคติทางบวกลดลง แต่ทางลบกลับเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกัน (Congruent Change)
ถ้าเจตคติทางบวกก็จะบวกมากขึ้น แต่หากเจตคติเป็นไปในทางลบก็จะลบมากขึ้น