Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การติดเชื้อที่มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ - Coggle Diagram
การติดเชื้อที่มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การตกขาวผิดปกติ
การตกขาวจากการติดเชื้อพยาธิ
(Vaginal trichomoniasis)
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์ ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนด
และทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย
การประเมิน
และวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย การตรวจภายในช่องคลอด
พบตกขาวเป็นฟองสีเหลือเขียว
การตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย wet mount smear จะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก อาจพบตัวเชื้อพยาธิเคลื่อนไหวไปมา
การซักประวัติ ได้แก่ประวัติการมีตกขาวจำนวนมาก
เป็นฟอง มีกลิ่นเหม็น
อาการและ
อาการแสดง
ลักษณะของตกขาวมีสีขาวปนเทา หรือสีเหลืองเขียว
ตกขาวเป็นฟอง กลิ่นเหม็น
มีอาการระคายเคืองที่ปากช่องคลอด ในช่องคลอด
ผู้ติดเชื้อร้อยละ 10 ไม่แสดงอาการ
การพยาบาล
ระยะคลอด
ให้การพยาบาลผู้คลอดในระยะคลอด
โดยให้คลอดทางช่อคลอดได้ตามปกติ
ระยะหลังคลอด
งดการมีเพศสัมพันธ์ และรักษาให้หาย
แนะนำให้เลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาได้
โดยล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสบุตร
ระยะตั้งครรภ์
แนะนำการเหน็บยา หรือการรับประทานยาตามแผนการรักษา
แนะนำการรักษาความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์
ภายนอกให้แห้งสะอาดเสมอ
แนะนำการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยางอนามัย
การตกขาวจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
(Bacterial vaginosis)
การประเมิน
และวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย การตรวจทางช่องคลอดและ
การทำ pap smear จะพบเชื้อแบคทีเรีย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจ Wet smear
และ การเพาะเชื้อ (culture)
การซักประวัติ ได้แก่ ประวัติการมีตกขาวจำนวนมาก
ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด
แนวทาง
การรักษา
ให้ยา metronidazole 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง
ให้ampicillin 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อ
สตรีตั้งครรภ์
อาจทำให้เกิดการแท้งติดเชื้อ (septic abortion)
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด และเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ผลกระทบ
ต่อทารก
ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย และทารกคลอดก่อนกำหนด
มีภาวะหายใจลำบาก มีแบคทีเรียในเลือด
การพยาบาล
ระยะคลอด ผู้คลอดสามารถคลอดทางช่องคลอดได้ตามปกติ
โดยให้การพยาบาลเหมือนผู้คลอดทั่วไป
ระยะหลังคลอด สามารถเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาได้
เน้นการทำความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ให้สะอาดและแห้งเสมอ
ระยะตั้งครรภ์ รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
และเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการมาตรวจตามนัด
อาการและ
อาการแสดง
มีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อนปากช่องคลอด ในช่องคลอด
ถ่ายปัสสาวะลำบาก แสบขัด เจ็บขณะร่วมเพศ
ตกขาวสีขาว สีเทา หรือสีเหลือง ข้นเหนียว
มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนคาวปลา (fishy smell)
หลังการมีเพศสัมพันธ์
การตกขาวจากการติดเชื้อรา
(Vulvovaginal candidiasis)
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์ มีความระคายเคือง
คันช่องคลอดมากขึ้น
ผลกระทบต่อทารก ทารกจะเป็นเชื้อราในช่องปาก
(oral thrush) ได้มากกว่าปกติ 2-35 เท่า
การประเมิน
และการวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย การตรวจภายในพบช่องคลอดบวมแดง และตกขาวมีลักษณะขุ่นรวมตัวกันเป็นก้อนเหมือนนมตกตะกอน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจด้วยวิธี wet mount smear
จะพบเซลล์ของยีสต์ (yeast cell)
การซักประวัติ ประวัติอาการและอาการแสดง ระยะเวลาที่แสดงอาการ
อาการและ
อาการแสดง
มีอาการคันและระคายเคืองมากในช่องคลอดและปากช่องคลอด
มีอาการปัสสาวะลำบาก และแสบขัดตอนสุด
ประมาณร้อยละ 20 ของผู้ติดเชื้อราจะไม่มีอาการ
แนวทางการรักษา
ใช้ยารักษาภายนอกเฉพาะที่ ซึ่งไม่มีผลเสียทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ ได้แก่ 2% Miconazole cream 5 กรัม ทาช่องคลอด 7 วัน
ปัจจัยและปัจจัยเสี่ยง
การได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์ และได้รับยากดภูมิต้านทาน
การควบคุมภาวะเบาหวานไม่ดี มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
การรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง
การใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดช่องคลอด และปากช่องคลอดบ่อยๆ
การพยาบาล
ระยะคลอด
สามารถให้คลอดทางช่องคลอดได้ตามปกติ
ระยะหลังคลอด
ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเทอโรนลดลง อาการจะดีขึ้น
เน้นการดูแลความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
ให้สะอาดและแห้งเสมอ
สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดาได้ โดยต้องล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสบุตร
ระยะตั้งครรภ์
แนะนำการใช้ยาทา และยาเหน็บช่องคลอดตามแพทย์สั่ง
การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
หนองใน
(Gonorrhea)
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อ
สตรีตั้งครรภ์
ถุงน้ำคร่ำอักเสบและติดเชื้อ ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
แท้งบุตร และการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ไม่มีอาการ มีบุตรยาก
ผลกระทบ
ต่อทารก
ทารกแรกเกิดที่คลอดปกติผ่านทางช่องคลอด ทำให้เกิดตาอักเสบ (gonococcal ophalmia neonatorum) และอาจเป็นสาเหตุให้ตาบอดได้
หากทารกแรกเกิดกลืนหรือสำลักน้ำคร่ำที่มีเชื้อหนองใน
เข้าไปจะทำให้ช่องปากอักเสบ หูอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบได้
การประเมิน
และวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย ตรวจทางช่องคลอดจะพบหนองสีขาวขุ่น บางรายอาจพบเลือดปนหนอง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เก็บน้ำเหลืองหรือหนองจากส่วนที่มีการอักเสบมาย้อมสีตรวจ gram stain smear
การซักประวัติประวัติเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อหนองใน
อาการและ
อาการแสดง
พบอาการกดเจ็บบริเวณต่อมบาร์โธลิน (bartholin’s gland)
อาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย เป็นหนองข้น
และปัสสาวะเป็นเลือด
มีการอักเสบของปากมดลูกและช่องคลอดทำให้
ตกขาวเป็นหนองข้นปริมาณมาก
แนวทางการรักษา
ทารกแรกเกิดทุกรายควรได้รับยาป้ายตาคือ 1% tetracycline ointment
ทารกที่พบว่ามีการติดเชื้อหนองในควรได้รับยาปฏิชีวนะ ceftriaxone
หากพบว่ามีเชื้อให้ยา ceftriaxone, azithromycin, penicillin
ตรวจคัดกรองขณะตั้งครรภ์ตามปกติ (VDRL)
พยาธิสรีรภาพ
สตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อหนองในสามารถแพร่เชื้อ
ไปยังทารกได้โดยผ่านทางแผลถลอก
ชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือกต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์
จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ
เกิดจากการติดเชื้อ Neiseria gonorrheae
หรือ gonococcus (GC)
การติดเชื้อเริม
(Herpes simplex)
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อ
สตรีตั้งครรภ์
การติดเชื้อครั้งแรกจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง
การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ส่วนการติดเชื้อซ้ำขณะตั้งครภร์มีผลกระทบค่อนข้างน้อย
ผลกระทบ
ต่อทารก
ทารกมีการเจริญเติบโตช้าในครรภ์
ทารกคลอดก่อนกำหนด
หากทารกมีการติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์
จะทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดสูง
การประเมิน
และการวินิจฉัย
การตรวจ
ร่างกาย
จะพบตุ่มน้ำใส หากตุ่มน้ำแตกจะพบแผลอักเสบ แดง
ปวดแสบปวดร้อนบริเวณขอบแผลค่อนข้างแข็ง
การตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ
การขูดเนื้อเยื่อจากแผลมาทำการย้อมและดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ (exfoliative cytology หรือ pap smear)
การทำให้ตุ่มน้ำแตกแล้วขูดบริเวณก้นแผลมาป้ายสไลด์
แล้วย้อมสี (Tzanck’s test) สามารถพบเชื้อร้อยละ 70-85
การเพาะเชื้อใน Hank’s medium
การซักประวัติ
การเคยติดเชื้อเริมมาก่อนหรือไม่ หรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับ
ผู้ที่เป็นเริมที่อวัยวะสืบพันธ์หรือไม่
อาการและ
อาการแสดง
มีอาการปวดแสบปวดร้อน และคันบริเวณที่สัมผัสโรค
จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ แล้วแตกกลายเป็นแผลอยู่ 2 สัปดาห์
บางรายอาจมีอการคล้ายหวัด ได้แก่ ไข้ต่ำ ๆ
อ่อนเพลัย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
การติดเชื้อปฐมภูมิมักเกิด 3-7 วันหลังการสัมผัสเชื้อ
แนวทางการรักษา
ให้ Acyclovir 200 mg รับประทานวันละ 5 ครั้ง นาน 5-7 วัน
กรณีที่เคยติดเชื้อเริมมาก่อน แต่ขณะคลอดตรวจไม่พบรอยโรค
หรือไม่มีอาการของการติดเชื้อ ให้คลอดทางช่องคลอด
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษา herpes simplex ให้หายขาดได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ปวด
กรณีที่พบรอยโรคขณะคลอดไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรก
หรือติดเชื้อซ้ำ ให้คลอดโดยการผ่าตัดคลอด
พยาธิสรีรภาพ
ภายหลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ผิวหนังเป็นตุ่มน้ำใส เล็ก ๆจำนวนมาก เมื่อตุ่มน้ำแตก หนังกำพร้าจะหลุดพร้อมกับทำให้เกิดแผลตื้น
รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แผล ขณะเดียวกันเชื้อก็จะ
เดินทางไปแฝงตัวที่ปมประสาททำให้อักเสบ
หูดหงอนไก่
(Condyloma acuminate)
ผลกระทบ
ผลต่อสตรีตั้งครรภ์
ทำให้เกิดการตกเลือดหลังคลอด และ
มารดาหลังคลอดมีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
ผลต่อทารก
บางรายอาจเกิด laryngeal papillomatosis
ทำให้เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจส่วนบน
เสียงเปลี่ยน (voice change)
เสียงร้องไห้แหบผิดปกติ (abnormal cry)
การประเมินและ
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย จะพบรอยโรคเป็นติ่งเนื้อสีชมพูคล้ายหงอนไก่
ผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำบริเวณปากช่องคลอด ในช่องคลอด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจ Pap smear หรือตรวจหาเชื้อ HPV
โดยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) หรือการตรวจ DNA (DNA probe)
การซักประวัติ ประวัติเคยติดเชื้อหูดหงอนไก่มาก่อน
อาการและ
อาการแสดง
มีรอยโรคเป็นติ่งเนื้อสีชมพูคล้ายหงอนไก่ ขนาดแตกต่างกัน
มักเกิดบริเวณอับชื้น เช่น ปากช่องคลอด หรือในช่องคลอด
การติดเชื้อรอยโรคจะขยายใหญ่
มีผิวขรุยระคล้ายดอกกะหล่ำ และยุ่ยมาก
แนวทางการรักษา
ใช้ยาท่าร่วมกับการจี้ laser หรือ cryosurgery
แนะนำการรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการอับชื้น
บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
ทาบริเวณรอยโรคด้วย 85% trichlorracetic acid ทุก 7-10 วัน
ระยะคลอดหากหูดหงอนไก่มีขนาดใหญ่ อาจพิจารณาผ่าตัดคลอด
การติดเชื้อเอชไอวี
ในสตรีตั้งครรภ์ ( HIV )
ผลกระทบ
ผลต่อสตรีตั้งครรภ์ ที่ติดเชื้อ HIV และมีปริมาณ CD4 ต่ำ มีโอกาส
เกิดโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น
ผลต่อทารก มีโอกาสที่ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกมีขนาดเล็กกว่าอายุครรภ์ และทารกตายคลอด
การประเมินและ
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกายมีไข้ ไอ ต่อมน้ำเหลืองโต
มีแผลในปาก มีฝ้าในปาก ติดเชื้อราในช่องคลอด
การตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ
การตรวจเชื้อ HIV (HIV viral testing) ได้แก่ ตรวจหาโปรตีนชนิด p24 antigen หรือสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV
การตรวจหา antibody ต่อเชื้อ HIV
การตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 lymphocyte
และการตรวจวัดปริมาณ viral load
การซักประวัติเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อ ประวัติการใช้ยา เสพติดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
การตรวจพิเศษ การตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น ตรวจเสมหะและเอกซเรย์
อาการและ
อาการแสดง
ระยะติดเชื้อ
โดยไม่มีอาการ
ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการจะนาน 5-10 ปี บางรายอาจนานมากกว่า 15 ปี
ระยะนี้ร่างกายจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป
ระยะติดเชื้อที่มีอาการ
มีอุณหภูมิร่างกายสูงมากกว่า 37.80C เป็นพักๆ หรือติดต่อกันทุกวัน
องเดินเรื้อรัง หรืออุจจาระร่วงเรื้อรัง น้ำหนักลดเป็นงูสวัด
และพบเชื้อราในปากหรือฝ้าขาว (hairy leukoplakia) ในช่องปาก
ระยะเริ่มแรกของ
การติดเชื้อ HIV
เริ่มสร้าง antibody กินเวลาประมาณ 1-6 สัปดาห์หลังติดเชื้อ
จากนั้นจะเริ่มมีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น
ต่อมน้ำเหลืองโต อาเจียน ถ่ายเหลว หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก
ระยะป่วยเป็นเอดส์
ไข้ ผอม ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง ซีด อาจพบลิ้น
หรือช่องปากเป็นฝ้าขาวจากเชื้อรา แผลเริมเรื้อรัง ผิวหนังเป็นแผลพุพอง
ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันจะเสื่อมเต็มที่ ทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาส
เข้ามาในร่างกาย ทำให้เกิดวัณโรคปอด ปอดอักเสบ สมองอักเสบ
การพยาบาล
ระยะคลอด
ให้การดูแลเช่นเดียวกับผู้คลอดทั่วไป ได้แก่ ประเมินสัญญาณชีพ
และเสียงหัวใจทารกอย่างใกล้ชิด
ดูแลให้ผู้คลอดและทารกได้รับยาต้านไวรัสตามแผนการรักษา
ดูแลผู้คลอดโดยยึดหลัก universal precaution
เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการช่วยเหลือทารกแรกเกิด
ทำคลอดด้วยวิธีที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อผู้คลอดกและทารกน้อยที่สุด
ระยะหลังคลอด
แนะนำให้ใส่เสื้อชั้นในที่คับเพื่อยับยั้งการสร้างและหลั่งน้ำนม
แนะนำการวางแผนครอบครัว โดยสามารถใช้วิธีคุมกำเนิดได้ทุกวิธีโดยต้องใช้ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยเสมอ (dual protection)
หลีกเลี่ยงเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา เพราะเป็นการเพิ่ม
ความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ทารก
อธิบายให้มารดาหลังคลอดเข้าใจและตระหนักถึง
ความสำคัญของการนำทารกมาตรวจเลือด
ระยะตั้งครรภ์
ให้ความรู้แก่สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวเกี่ยวกับหลักมาตรฐานในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เช่น แนะนำไม่ให้ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น
3 หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เช่น การอดนอน การทำงานหนัก
คัดกรองสตรีตั้งครรภ์และสามีที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์
พยาธิสรีรภาพ
จากนั้นเชื้อ HIV จะเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านั้น แล้วใช้
enzyme reverse transcriptase สร้าง viral DNA
ทำให้ร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อ HIV จำนวนมาก
จะแตกสลายง่าย ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง
ภายหลังการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย เชื้อ HIV จะใช้ส่วน GP120 ที่ผิวของเชื้อ HIV จับกับ CD4 receptor ของเซลล์เม็ดเลือดขาว
ซิฟิลิส (Syphilis)
การประเมิน
และวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย กรณีที่มีอาการและอาการแสดงอาจตรวจพบไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจด้วยกล้อง dark-field microscope ซึ่งเป็นกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ หากพบเชื้อ T. Pallidum จะถือว่าเป็น definition diagnosis
การซักประวัติประวัติเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อซิฟิลิส
แนวทาง
การรักษา
ให้ยา Penicillin G ป้องกันการติดเชื้อของทารก
การรักษาในระยะ primary, secondary และ early latent syphilis รักษาด้วย Benzathine Penicillin G Sodium 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกครั้งเดียว
การรักษาเป็นแนวทางเดียวกับสตรีที่ติดเชื้อซิฟิลิสขณะไม่ตั้งครรภ์
โดยยึดหลักการรักษาให้หาย ครบถ้วน
การรักษาในระยะ late latent syphilis จะรักษาด้วย Benzathine Penicillin G Sodium 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะพก 3 สัปดาห์ติดต่อกัน
ผลกระทบ
ผลกระทบต่อ
สตรีตั้งครรภ์
ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออักเสบ คลอดก่อนกำหนด และแท้งบุตร
ผลต่อทารก
ทารกคลอดก่อนกำหนด ตายคลอด
ทารกพิการแต่กำเนิดโดยอาจพบความพิการของตับม้ามโต
ทารกตัวบวมน้ำ ตัวเหลือง
อาการและ
อาการแสดง
ซิฟิลิสระยะที่สอง (secondary stage) ขณะที่แผลกำลังจะหายจะพบผื่นกระจายทั่วร่างกาย ร่วมกับมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ
ระยะแฝง (latent syphilis) ระยะนี้จะไม่มีอาการใดๆ สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ รวมถึงอาจมีการกำเริบของโรคได
ซิฟิลิสระยะแรก หรือระยะที่หนึ่ง (primary stage) หลังจากได้รับเชื้อ
10-90 วัน จะเกิดแผล กลม นิ่ม ขอบนูนแข็ง ไม่เจ็บ เรียกว่าแผล chancre
ซิฟิลิสระยะที่ 3 หรือระยะท้ายของโรคซิฟิลิส (tertiary syphilis) ระยะนี้เชื้อจะเข้าไปทำลายระบบหัวใจและหลอดเลือด
พยาธิสรีรภาพ
ร่างกายจะสร้าง antibody ต่อเชื้อชนิด IgM และ IgG ขึ้นมา
ส่งผลให้เนื้อเยื่อที่มีการอักเสบมีเลือดมาเลี้ยงลดลง
เกิดการขาดเลือดกลายเป็นเนื้อตาย
ภายหลังได้รับเชื้อสู่ร่างกายทางผิวหนังที่เป็นแผลถลอก
หรือทางเยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกาย ประมาณ 10-14 วัน
การพยาบาลซิฟิลิส หนองใน
เริม และหูดหงอนไก่
ระยะคลอด
หลีกเลี่ยงการทำหัตถการทางช่องคลอด เช่น
การตรวจทางช่องคลอด การเจาะถุงน้ำคร่ำ
ดูแลให้ผู้คลอดและทารกได้รับยาตามแผนการรักษา
ดูแลผู้คลอดโดยยึดหลัก universal precaution
เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
หากไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ เตรียมผู้คลอดให้พร้อมสำหรับการผ่าตัดนำทารกออกทางหน้าท้องทั้งทางร่างกาย จิตใจ และกฎหมาย
ระยะหลังคลอด
แนะนำการเลี้ยงบุตร โดยล้างมือให้สะอาดก่อนจับทารกทุกครั้ง
ประเมินอาการติดเชื้อของทารกแรกเกิด ได้แก่ มีไข้ อ่อนเพลีย ดูดนมไม่ดี
แนะนำมารดาหลังคลอดเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย
ดูแลให้มารดาหลังคลอดและทารกได้รับยาป้องกันการติดเชื้อตามแผนการรักษา
ให้การพยาบาลมารดาหลังคลอดโดยยึดหลัก universal precaution
ระยะตั้งครรภ์
3 หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางอนามัย
ทุกครั้งจนกว่าจะรักษาจนหายขาด
กรณีมีแผลที่อวัยวะสืบพันธุ์แนะนำให้ทำความสะอาด
อวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังการขับถ่ายและอาบน้ำ
รับประทานยา ฉีดยา หรือทายาตามแผนการรักษา
แนะนำเกี่ยวกับความสำคัญของการมาตรวจตามนัด
การสังเกตอาการผิดปกต
อธิบายให้เข้าใจถึงการดำเนินของโรค
อันตรายของโรคต่อการตั้งครรภ์