Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การรับรู้ชนิดพิเศษของร่างกาย, 854, 7488, 9646, 547, 523, 7553, 636, 759,…
การรับรู้ชนิดพิเศษของร่างกาย
การมองเห็น(Visual sensations)
ส่วนประกอบภายนอกลูกตา
1.หนังตาบนและหนังตาล่าง(Upper and lower eyelids หรือ palpebrae) 1.1 orbiscularis oculi muscle
1.2 tarsal or Meibomian gland
2. ขนตา eyelashes และขนคิ้ว eyebrows
3.โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับน้ำตา (lacrimal apparatus)
-Lacrimal gland
-Excretory lacrimal ducts
-Lacrimal puncta
-Lacrimal canal: sup,inf.
-Nasolacrimal duct
-Inferior nasal concha
4.กล้ามเนื้อ 6 มัด เกาะติดกับลูกตา
Inferior Obllque
Inferior Rectus
Superior Rectus
Medial Rectus
Lateral Rectus
Superior Obliqus
โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น
-ส่วนประกอบภายนอกลูกตา
-ส่วนประกอบภายในลูกตา
-ประสาทและสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง
ส่วนประกอบภายในลูกตา
1.ชั้นนอกสุด (fibrous tunic)
-cornea
เป็นช่องด้านหน้า โปร่งแสง ทางผ่านของแสง
-
sclera
เนื้อเยื่อเส้นใน fibrous tissue ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายแก่เนื้อเยื่อชั้นใน
2.ชั้นหลอดเลือด (vascular tunic or uvea)
-choroid or pigmented layer
เป็นที่อยู่ของเลนส์ตา
ช่วยดูดซึมลำแสงส่วนเกินและลดการสะท้อนของแสงที่เข้าลูกตา
-ciliary body :ciliary process,ciliry muscle
-iris
ม่านตา
-lens
ciliary body ประกอบด้วย
-ciliary muscle
กล้ามเนื้อเรียบ เรียงตัวกันในรูปวงกลมและตามยาวทำหน้าที่ช่วยการทำงานของเลนส์ตาปรับภาพให้ชัดเจน
-ciliary process
ทำหน้าที่ผลิต
aqueous humor
เข้าสู่โพรงด้านหน้าของลูกตา
(anterior cavity)
ของเหลวจะถูกดูดกลับเข้าสู่เส้นเลือดดำโดย
canal of Schlemm
ความสมดุลระหว่างการสร้างและการดูดกลับ aqueous humor เป็นตัวควบคุมความดันภายในลูกตาให้คงที
เลนส์ตา
โปร่งแสง ไม่มีสียืดหยุ่น
ถูกยึดติดอยู่กับที่ด้วยเอ็นยึดเลนส์(lens ligament)
มีม่าน(iris)ตากล้ามเนื้อเรียบแผ่นบางๆที่ยื่นมาปิดเลนส์ตาทึบ แสงปกคลุมด้านหน้าให้แสงผ่านได้ ตรงกลางเรียกว่ารูม่านตา (pupil)
ขนาดของ pupil ถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อ 2 ชุด
1.
circular muscle
เรียงตัวเป็นวงกลม ทำหน้าที่ลดขนาดรูม่านตาถูกควบคุมโดย
parasympatheticnervous system
2
. radial muscle
เรียงตามแนวยาวทำหน้าที่ขยายม่านตาถูกควบคุมโดย
sympathetic nervous system
การหด-ขยายตัวของ
iris
เป็น
retlex
ชั้นจอประสาทตา (retina or light sensitive layer)
-มีเนื้อเยื่อประสาทจำนวนมาก
-pigment layer
-เซลล์รับแสง (visual receptor cells or light sensitive cells)
-รูปแท่ง(rod cells)มีความไวต่อแสงมากกว่าเซลล์รับแสงรูปกรวย ถูกกระตุ้นได้ง่าย ด้วยแสงเพียงเล้กน้อย ทำให้มองเห็นในที่มืด
-รูปกรวย (cone cells) มีหน้าที่สำหรับการมองเห็นภาพสีหรือในขณะที่มีแสงเข้ม
เซลล์เชื่อมสัญญาณประสาท(interneuron)
Bipolar cells ( on and off cells )
ทำหน้าที่เชื่อมประสาทระหว่างเซลล์รับแสงกับเซลล์อื่นๆ
Ganglion cells รับสัญญาณจากเซลล์อื่นลงไปสู่ optic nerve
Horizontal cellsเชื่อมระหว่างเซลล์รับแสงด้วยกันเองและระหว่างเซลล์รับแสงกับ bipolarcells
Amacrine cells เชื่อมระหว่าง ganglion cells
ด้วยกันเองและระหวา่ง bipolar cells กับ ganglion cells
ส่วนประกอบภายในลูกตา interior of the eyeball
โพรงด้านหน้า anterior cavity ช่องว่างหน้าเลนส์ anterior -chamber อยูด้านหน้า iris -posterior chamber อยูด้านหลัง iris
โพรงด้านหลัง (posterior cavity) บรรจุ vitreous humorช่วยให้ลูกตาคงรูปร่าง
เส้นเลือดที่เลี้ยง retina
1.retinal vessels
2.choroid capillary plexus เลี้ยงบริเวณส่วนนอก (outer segment)
ใกล้กับชั้น choroid ช่องว่างและของเหลวภายในลูกตา
-จุดบอด blind spot -ตำแหน่งของ optic disc ซึ่งเป็นทางเข้า ออกของเส้นเลือดและเส้นประสาท optic nerve
-Macula lutea
-เป็นจุดสีเหลืองเข้มตรงกลาง Fovea centralis
-มีcells อยู่อย่างหนาแน่น ไม่มีrod cells อยู่เลย
-บริเวณที่รับภาพฉับไวและคมชัดมากที่สุด
กลไกการเกิดภาพ (image-forming mechanism)
แสงตกกระทบลงไวในแสง rod cells และ cone cells
เซลล์สัญญาณประสาทเชื่อม (intemeurons)
แปลสัญญาณประสาทสมอง
Brain Pathway and Visual field
Primary visual area ( 17 )
Visual association area (18.19 )
การปรับภาพให้ชัดเจนด้วยเลนส์ตา (accommodation of lens)
เลนส์นนู biconvex รวมแสง
เลนส์เว้า biconcave กระจายแสง
ความชัดของภาพขึ้นอยู่ว่าเลนส์ตาจะสามารถหักเหแสงให้ภาพตกตรงจุดโฟกัสบน retina ได้พอดีหรือไม่
เลนส์ตาถูกตรึงไว้กับเอ็นยึกเลนส์ตา(lens ligament) บน ciliary muscle โดยการควบคุมการปรับภาพของระบบประสาท parasympatheticnerve activity
การปรับความสามารถในการมองที่มืดและสว่าง
เมื่อเดินจากที่สว่างเข้าสู่ที่มืดในระยะแรกจะรู้สึกมองไม่เห็นอะไรจากนั้นสักครู่การมองเห็นในที่มืดสลัวจะดีขึ้นเนื่องจากมีการขยายรูม่านตา และ photopigment ถูกสังเคราะห์กลับคืนมาใหม่
การมองเห็นภาพสี(colour vision)
-เกิดขึ้นเนื่องจากแสงในวัตถุต่างๆมีความสามารถในการดูดซึมแสงในช่วงความยาวคลื่นได้ต่างกัน
-complementary colour คือแสงจากวัตถุที่มีสีขาวมากระตุ้น cone cell ทั้ง 3 ชนิดในอัตราส่วนเท่ากันพอดีทำให้เห็นเป็นวัตถุสีขาว
การได้ยินและดารทรงตัว(auditory sensationsand
equililbrium)
หูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1.หูส่วนนอก (external ear)
1.1 ใบหู(pinna,auricle)
1.2 External auditory canal
ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของเสียงไปยังหูชั้นกลางและหูชั้นใน
1.3 เยื่อแก้วหู (tympanic membrane oreardrum)
2. หูส่วนกลาง (Middle ear หรือ Tympanic cavity)
-ตั้งอยู่ใน temporal bone -ส่วนหลังจะติดต่อกับ mastoid air cells ของกระดูก temporal bone เรียก tympanic antrum
-eustachian tube ( auditory tube ) -auditory ossicles ได้แก่ malleus,incus stapes
-tensor tympani muscle,stapedius muscle
-acoustic หรือ attenuation reflex
หูชั้นกลาง (middle ear)เป็นโพรงอากาศติดต่อกันโพรงจมูกและลำคอผ่านทางท่อ eustachian tube
-ท่อ eustachian tube ทำหน้าที่ปรับความดัน 2ด้านของเยื่อแก้วหูให้เท่ากัน
-ภายในหูชั้นกลางมีกระดูก (auditory ossicles) 3 ชิ้น
กระดูกฆ้อน (malleus)ติดกับ ear drum
กระดูกรูปทั้ง (incus)
กระดูกโกลน (stapes)ติดกับ oval window กระดูกทั้ง3 ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียง(aribome sound) ให้เกิดเป็นคลื่นของเหลว (fluid-bome sound)
หูส่วนใน (internal or inner era) bony labyrinth ส่วนที่เป็นท่อกระดูก
-labyrinth ( outerbony labyrinyh )
-membranous labyrinth ส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อ
1.semicirclar canals 2.vestibule(utricle & saccule)
3.cochlea
-perilymph CSF (cerebrospinal fluid) penilymph
-endolymph คล้ายกับ ICF (intraoellular fluid)
อวัยวะสำคัญในช่องหู
ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง (cochlea portion)ทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณประสาท แบ่งออกเป็้น 3ส่วนโดย Reissner's and basilar membranes 1.ห้องบนเรียกว่า scala vestibuli
2.ห้องล่างเรียกว่า scala tympani ภายใน 2 ห้องนี้จะมีของเหลว
perilymph ซึ่งมีองค์ประกอบคล้าย extracellular fluid
3.ห้องกลางเรียกว่า scala media หรือ cochlear duct มีของเหลว
endolymph มีองค์ประกอบคล้าย intracellular fluid
organ of corti ทำหน้าที่รับคลื่นเสียง ประกอบด้วย -hair cells
เปลี่ยนแรงสั่นสะเทือนเป็นสัญญาณประสาท (inner และ outer hair cells)
หูชั้นในทำหน้าที่
ส่วนที่ใช้ฟังเสียง (auditory apparatus)
-คลอเคลีย cochlea
ส่วนที่ใช้ในการทรงตัว (vestibular apparatus)
-ท่อครึ่งวงกลม (semicircular canals)
-saccule
-utricle
กลไกการได้ยินเสียง (auditory mechanisms)
กลไกการนำเสียงผ่านหูส่วนนอกและกลาง
-การสั่นสะเทือนของเยื่อแก้วหู
-ถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนผ่านกระดูก 3 ชิ้น
-กระดูกโกลนกระแทกกับ oval window ขยายความดันคลื่นเสียงประมาณ 22 เท่า
2.กลไกการได้ยินผ่านหูชั้นใน
-การสั่นสะเทือนของ oval window
-เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันใน scala vertibuli
3.การเกิดสัญญาณประสาท
การทรงตัว (Vestibular system)
อวัยวะรับความรู้สึก sense organs
crista ampullaris ของ semicircular canals
macula ใน utricle
saccule
ทั้ง3งส่วนประกอบกันเป็นระบบท่อมี endolymph บรรจุอยู่ภายใน ในท่อมี hair cells
Stereocilia
Kinocilium
กลไกการเกิดสัญญาณประสาทการทรงตัว
การทำงานของ vestibular system
1.ส่วนการรู้การหมุน
-semicircular canals
-crista ampullaris
-hair cells
-gelatinous mass เรียกว่า cupula
ส่วนรับรู้ตำแหน่งของศรีษะและร่างกาย
-อาศัยการทำงานของ hair cells ใน macula ของ utricle และ succule
-gelatinous layer เรียกว่า otolithic membrane มีสารผสมของ
CaCO3 เรียกว่า otoliths
กายววิภาคศาสตร์ของเซลล์รับกลิ่น(anatory of Olfactory receptor )
ตัวรับกลิ่น ( Olfactory receptor )
ตำแหน่ง nasal septum
ยื่นมาที่ superior nasal concha
ส่วนบนของ middle nasal concha
ชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีต่อมเรียกว่า olfactory หรือ Bowman's gland มีหน้าที่หลั่งสารเมือกช่วยให้เนื้อเยื่อบุผิวของจมูกชุ่มชื้น
เซลล์พยุงและต่อม olfactory มีแขนงเส้นประสาท facial (VII) มาเลี้ยง เมื่อกระตุ้นด้วยพริกไทย แอมโมเนีย
หรือสารระคายเคืองจะมีอาการจามและน้ำตาไหลเพราะไปกระตุ้น olfactory receptor,nasal mucosal receptor และ lacrimal receptor
สารที่กระตุ้นเซลล์ตัวรับกลิ่น
ระเหยได้
ละลายน้ำได้
ละลายได้ดีในไขมัน
ทางเดินของประสาทรับกลิ่น
1.olfactory nerve
2.ไป cribriform plate of the ethmoid bone
3.ไป olfactory bulb ไปsynapse 4.เข้าสู่ olfactory tract 5.เข้าสู่ olfactory area ในสมองส่วนต่างๆ
Neural Pathway for Olfaction Area ในสมอง
-primary lateral olfactory area ในสมองส่วน temporal lobe ทำหน้าที่ในการรับรู้กลิ่น
-secondary (medial)olfactory area อยู่ส่วน frontal lobe ทำหน้าที่ประสานกันระหว่างกลิ่นและอารมณ์ เช่น กลิ่นน้ำหอมเดิมไปกระตู้นอารมณ์ทางเพศ หรือ กลิ่นอาหารบูดเน่าทำให้อยากอาเจียน
-ปุ่มรับรสที่พบบริเวณลิ้นเรียก Papillae
1.circumvallate papillae พบที่บริเวณโคนลิ้นเป็นรูปตัววีกลับหัว
2.fungiform papillae อยู่ตรงปลายลิ้นและข้างลิ้น
3.filiform papillae ปกคลุมส่วนหน้าประมาณ 2/3 ส่วนของลิ้น
4.Foliate papillae เป็นสันนูนเล็กๆขนานอยู่ด้านข้างลิ้น พบมากในสัตว์
รสพื้นฐานและตำแน่นที่อยู่
1.รสหวาน ปลายลิ้น
2.รสเค็ม ขอบลิ้นด้านหน้าถัดรสหวานเข้าไป
3.รสเปรี้ยว ขอบลิ้นด้านข้างถัดมาทางโคนลิ้น
รสขม บริเวณโคนลิ้นรับรสได้ดดีที่สุด
-รสมัน กระตุ้นปุ่มรับรสเค็มกับหวาน
-รสเผ็ด กระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด และ ตัวรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิ
การรับความรู้สึกสัมผัส
ประสาทรับความรู้สึกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1.ประสาทรับรู้สึกทั่วไป รับความรู้สึกจากผิวหนัง กล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย เช่น ความรู้สึกร้อน การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อข้อต่อ และอวัยวะต่างๆของร่างกาย
2.ประสาทรับความรู้พิเศษ (special sense)มีอวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น
ประสาทรับความรู้สึกทั่ว ไปแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1.ประสาทรับความรู้สึกทั่ว ไปที่จำเพาะ ได้แก่ ประสาทรับสัมผัส การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อและข้อต่อ
ผิวหนัง รับความรู้สึกประเภท ความดัน การสัมผัส การสั่นสะเทือน ซึ่ง receptor จะไปต่อยังเส้นประสาทขนาดใหญ่
ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เอ็น รับรู้เกี่ยวกับตำแหน่งการเคลื่อนไหวต่างๆซึ่งใยประสาทไมอิลินจาก receptor มีขนาดใหญ่
เส้นทางเดินประสาทรับความรู้สึก
posterior column-medial lemniscus pathway
anterior(ventral) spinothalamic pathway
ประสาทรับความรู้สึกทั่วไป ชนิดไม่จำเพาะ ได้แก่ประสาทรับอุณหภูมิ และ ความเจ็บปวด
-ความเจ็บปวด
-บอกตำแหน้งได้ A-beta , A-delta fiber
-บอกตำแหน่งไม่ได้ : C fiber
อุณหภูมิ : A-gamma, Delta& C
-ตัวรับความรู้สึกเย็น : Krause corpuscle
-ตัวรับความรู้สึกอุ่น : Ruffini endinm