Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงหรือแทรกซ้อนทางนริเวชกรรมและศัลยกรรม …
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงหรือแทรกซ้อนทางนริเวชกรรมและศัลยกรรม
เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Uteri tumor)
การวินิจฉัย
การซักประวัติ โดยเฉพาะประวัติทางนรีเวช
การตรวจพิเศษ เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจ MRI
การตรวจร่างกายคลำพบขนาดของมดลูกโตกว่าอายุครรภ์ คลำท่าทารกได้ไม่ชัดเจน
ผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์
ระยะคลอด
คลอดยากและมีโอกาสผ่าตัดคลอดคลอดทางหน้าท้อง
ระยะหลังคลอด
การหดรัดตัวกล้ามเนื้อมดลูกภายหลังคลอดไม่ดี
ตกเลือดหลังคลอด
อาจได้รับการตัดมดลูกได้
ระยะตั้งครรภ์
แท้ง
คลอดก่อนกำหนด
รกลอกตัวก่อนกำหนด
อาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นขณะตั้งครรภ์
อาการและอาการแสดง
ปวดท้องโดยอาการปวดจะสัมพันธ์กับอายุ
ครรภ์ที่เพิ่มขึ้น
พบภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์
คลำท่าทารกได้ยาก
การรักษา
ชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัดให้นำส่งตรวจพยาธิวิทยาเพื่อการวินิจฉัยต่อไป
หากก้อนยังใหญ่ไม่มากไม่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์และการตั้งครรภ์สามารถดำเนินต่อไปจนครบกำหนด
การผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Laparoscopic myomectomy) ควรทำเมื่ออายุครรภ์ 12-14 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 18 สัปดาห์
เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก
Myoma Uteri
ก้อนของกล้ามเนื้อที่จับตัวเป็นก้อนกลมๆเปลี่ยนแปลงตามอายุ หากอายุ 30 ปีขึ้นไป หากพบว่ามีภาวะ Myoma ในช่วงตั้งครรภ์
Adenomyosis
เนื้องอกที่หนาตัวโดยรวมทั้งหมด เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อทำให้หนาแต่ไม่ได้เป็นก้อนชัดเจนส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการผ่าตัด
การพยาบาลก่อนผ่าตัด
การพยาบาลควรคำนึงถึงการมีตัวตนของทารกในครรภ์เนื่องจากมารดาจะมีการตระหนักถึงภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์มาก
การพยาบาลขณะผ่าตัด
จัดท่าในการผ่าตัด จัดท่านอนหงายศีรษะสูงเล็กน้อยกึ่งตะแคงซ้าย
ดูแลให้ได้รับออกซิเจนตามแผนการรักษา
ประเมินสุขภาพทารกในครรภ์โดยการติดเครื่อง EFM ระหว่างการผ่าตัด
การพยาบาลขณะอยู่โรงพยาบาล
สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวมีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์และสุขภาพของทารกในครรภ์
พยาบาลผดุงครรภ์ ควรให้ความรู้เกี่ยวกับ
กระบวนการและวิธีการผ่าตัด
เพื่อลดความกลัวเกี่ยวกับการสูญเสียบุตร
การประเมินทางการพยาบาล
การซักประวัติ
การตรวจร่างกาย
การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
การตรวจ NST การประเมินการหดรัดตัวของมดลูก
การดูแลหลังการผ่าตัด
ให้การพยาบาลเหมือนผู้ป่วยหลังผ่าตัดทั่วไป
เฝ้าระวังภาวะ preterm labor
ประเมินและบันทึก FHS โดยการติดเครื่อง EFM อย่างต่อเนื่อง
ดูแลให้ได้รับยา tocolysis
การพยาบาลเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน
ประเมินผู้ให้การดูแล (care giver) ตัวของสตรีตั้งครรภ์เพื่อให้รู้ในสิ่งที่จำเป็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวภายหลังการผ่าตัดเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
การบาดเจ็บระหว่างการตั้งครรภ์ (Trauma during pregnancy)
ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์
มีความเสี่ยงต่อการแท้ง
มดลูกหดรัดตัวก่อนกำหนด
คลอดก่อนกำหนด
รกลอกตัวก่อนกำหนด
มดลูกแตก
ทารกในครรภ์ได้รับบาดเจ็บ
ทารกตายในครรภ์
ทารกตายคลอด
พยาธิวิทยา
การได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะของมารดา (head injury) จะทำให้มีการฉีกขาดของหลอดเลือดดำ สาเหตุการตายของมารดาทำให้มีการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ตามมา
การตกเลือดในช่องท้องและอวัยวะสืบพันธุ์
Abruptio placenta ภายในเวลา 48 ชม.หลังการบาดเจ็บมักพบการลอกตัวของรก
Pelvic fracture อาจพบภาวะของ bladder trauma, retroperitoneal bleeding, ข้อต่อบริเวณกระดูกเชิงกราน กระดูก symphysis pubis
Uterine rupture เกิดการฉีกขาด หรือแตก ขณะได้รับบาดเจ็บ
ชนิดของการบาดเจ็บที่พบระหว่างการตั้งครรภ์
ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและทางเพศขณะตั้งครรภ์
อุบัติเหตุเกี่ยวกับยานยนต์
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการบาดเจ็บ
Immediate care
การช่วยฟื้นคืนชีพควรช่วยชีวิตมารดาเป็นอันดับแรก
ทีมให้การพยาบาลต้องทำการประเมินอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ครบถ้วนสมบูรณ์
การพยาบาลควรคำนึงถึงการตั้งครรภ์ร่วมกับการรักษา ตั้งแต่การประเมินและวินิจฉัย การให้ยา และการช่วยฟื้นคืนชีพ
Minor trauma
ประเมินภาวะ
Bleeding/vg., uterine irritability
Abdominal tenderness, abdominal pain or cramps
Hypovolemia
FHR เปลี่ยนแปลง
Fetal activity หายหรือลดลง
Leakage of amnioticfluid
พบ fetal cell ใน maternalcirculation
Major trauma
ให้การดูแลตามกระบวนการเศร้าโศกและสูญเสีย
การจำหน่ายสตรีตั้งครรภ์เพื่อกลับบ้าน ควรสอนเกี่ยวกับ
การสังเกตอาการเลือดออกหรือมีสารคัดหลั่งออกจากแผล
การดิ้นของทารกในครรภ์
Signs and symptom of preterm labor
Signs and symptom PROM
Signs and symptom placenta abrubtion
หากการบาดเจ็บเกิดจากอุบัติเหตุควรแนะนำการคาดเข็มขัดนิรภัยที่ถูกต้อง
หากเกิดจากการถูกกระทำความรุนแรงควรแนะนำเกี่ยวกับวงจรการเกิดความรุนแรงแนะนำแหล่งช่วยเหลือเมื่อฉุกเฉิน
กรณีที่สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ พยาบาลผดุงครรภ์และพยาบาลเด็กควรประสานงานและทำงานแบบสหวิชาชีพทำหน้าที่ในการดูแล
ภายหลังการช่วยฟื้นคืนชีพสำเร็จควรมีการประเมินสภาพร่างกายทั่วไปตามระบบต่างๆว่าอยู่ในสภาพปกติหรือไม่
การช่วยฟื้นคืนชีพแบบ ABCs ควรประเมินแบบ systematic evaluation ก่อนให้การดูแล
การช่วยฟื้นคืนชีพในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น
การตอบสนองขั้นต่อมา (Subsequent responders)
การปฏิบัติการพยาบาลทางสูติศาสตร์ (Obstetric interventions)
นวดหัวใจด้วยมือ เพื่อลดการกดทับหลอดเลือด aortocaval
ถอด internal และ external fetal monitors ออกก่อน (หากมี)
การเตรียมพร้อมเพื่อผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องกรณีฉุกเฉิน
ภายหลังการช่วยฟื้นคืนชีพไปแล้วเป็นเวลา 4 นาทีและไม่พบสัญญาณชีพปรากฏ ให้ทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องทันที
ตั้งเป้าหมายให้คลอดภายใน 5 นาที นับจากเวลาที่เริ่มช่วยฟื้นคืนชีพ
การปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือมารดา (maternal interventions)
ดูแลและช่วยเหลือในการช็อคไฟฟ้า (defibrillation) ทันที
ดูแลให้ได้รับชนิดยา ขนาด ปริมาณและวิถีทางที่ให้ยาให้ถูกต้อง
ดูแลให้ได้รับ 100% oxygen ทางท่อทางเดินหายใจ
ดูแลให้ได้รับการติด Monitor waveform capnography
ดูแลและประเมินให้กระบวนการ CPR มีคุณภาพ
ให้ IV fluid เหนือ diaphargm
ประเมินภาวะ Hypovolemia และดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ
ดูแลและจัดการให้ท่อทางเดินหายใจโล่ง
กรณีที่สตรีตั้งครรภ์ได้รับ MgSo4 ทางหลอดเลือดดำ ให้ทำการหยุดทันที และให้
Calcium chloride 10 mlใน 10% solution หรือให้calcium gluconate 30 ml. ใน 10% solution
ระหว่างและหลังการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้อง ดูแลและให้การพยาบาลอย่างต่อเนื่องทั้งหมดตามหลักของการช่วยฟื้นคืนชีพต่อจนกว่าสัญญาณชีพจะปกติ
ค้นหาและดูแลรักษาปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
(BEAU-CHOPS)
Bleeding/DIC/accident
Embolism: coronary/pulmonary/amniotic fluid embolism
Anesthetic complications
Uterine atony
Cardiac disease (MI/ischemia/aortic dissection/cardiomyopathy)
Hypertension/preeclampsia/eclampsia
Other: differential diagnosis of standard guidelines, accident, abuse
Placenta abruptio/previa
Sepsis
การตอบสนองขั้นแรก (First responder
บันทึกเวลาที่เริ่มเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
จัดท่านอน supine
แจ้ง maternal cardiac arrest team
เริ่มทำการ chest compressions (โดยตำแหน่งมือที่วาง
จะสูงกว่าในคนปกติเล็กน้อย) หากไม่มีการตอบสนองให้ทำตามกระบวนการต่อไปทันที