Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Chemistry Mindmap, 925c6a953920641f721a2cf80c455522, 626F327D-5125-45FC…
Chemistry Mindmap
นายสานสิน สันหลี ม.4/9 เลขที่9
อุบัติเหตุจากสารเคมี
1.สารเคมีอันตรายโดนผิวหนัง หรือ เข้าตา
2.ทำอุปกรณ์ทดลองเสียหายขณะทำการทดลอง
3.เกิดเพลิงไหม้จากสารเคมีไวต่อไฟ
4.มีแก๊สจากสารเคมีอันตรายลอยอยู่ในอากาศ
การป้องกันอุบัติเหตุ
1.ใส่อุปกรณ์ป้องกันก่อนทำการทดลอง คือ เสื้อกาว ถุงมือ แว่นตากันสารเคมี และ มาสค์
2.อย่าทำการล้อเล่นหรือแกล้งกันขณะทดลองเพราะอาจพลาดเกิดอันตรายได้
3.ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงทั้งแบบเคลื่อนย้ายได้และไม่ได้ไว้ในห้องทดลอง เช่น ฝักบัวฉีดน้ำดับเพลิง ถังดับเพลิง :
4.หากสัมผัสโดนสารเคมีให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดตรงจุดล้างอุปกรณ์ จุดทำความสะอาดร่างกาย หรือที่ล้างตา โดยจุดพวกนี้จะอยู่ห่างจากจุดทดลอง 15-40 ฟุต
การปฐมพยาบาล
1.หากสารเคมีโดนร่างกายให้ล้างด้วยน้ำสะอาด 5-10 นาที
2.เป็นไปได้ให้รีบพบแพทย์ให้ไวที่สุดหลังจากทำความสะอาดเบื้องต้น
3.ตรวจสอบสารเคมีว่าสารเคมีที่โดนไปคือสารเคมีอะไร มีฤทธิ์อย่างไร
4.อย่าแตะต้องร่างกายส่วนสำคัญ เช่น ตา ปาก จมูก เป็นต้น
ฉลากข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารเคมีในระบบGHSและระบบNFPA
ระบบ GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) เป็น ระบบการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและการติดฉลากที่องค์การสหประชาชาติได้กาหนดขึ้นเพื่อให้เป็นระบบสากลในการ จาแนกหรือการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลกรูปสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายเป็น สัญลักษณ์สีดาบนพื้นขาวอยู่ภายในกรอบสีแดงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดมีทั้งหมด 9 รูปสัญลักษณ์ เพื่อสื่อความหมาย ของความเป็นอันตรายในแต่ละด้านและแต่ละประเภท แบ่งเป็น3กลุ่มคือ อันตรายทางกายภาพสุขภาพและสิ่งแวดลอ้ม
อันตรายด้านกายภาพ
สารไวไฟ ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตัวเอง ลุกติดไฟได้เอง เกิดความร้อนได้เอง
สารออกซิไดซ์
วัตถุระเบิด เป็นสารที่ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์
แก๊สภายใต้ความดัน
อันตรายด้านสุขภาพ
เป็นอันตรายถึงชีวิต
ระวังกัดกร่อน กัดกร่อนผิวหนัง ทำลายดวงตารุนแรง
เป็นพิษฉับพลัน ระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา ทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม
ก่อมะเร็ง สูดเข้าไปจะทำให้เกิดอาการแพ้หรือหอบหืดหรือหายใจลำบาก เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และระบบอวัยวะเป้าหมาย ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์
อันตรายด้านสิ่งแวดล้อม
อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำและต่อโอโซน
ตัวอย่างฉลากสารเคมีในระบบGHS
ระบบ NFPA ที่ The National Fire Protection Association ของสหรัฐอเมริกา กาหนด สัญลักษณ์แสดง อันตรายเป็นรูปเพชร (Diamond-shape) เพื่อใช้ในการป้องกัน และตอบโต้เหตุเพลิงไหม้สัญลักษณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่วางตั้งตามแนวเส้นทแยงมุมภายในแบ่งออกเป็น สี่เหลี่ยมย่อย ขนาดเท่ากัน 4 รูป ใช้พื้นที่กากับ 4 สี ได้แก่สีแดง แสดงอันตรายจากไฟ (Flammability) สีน้าเงินแสดงอันตรายต่อ สุขภาพ (Health) สีเหลืองแสดงความไวต่อปฏิกิริยาของสาร (Reactivity) และสีขาวแสดงคุณสมบัติพิเศษของสารและใช้ ตัวเลข 0 ถึง 4 เพื่อแสดงถึงระดับอันตราย
ความรุนแรงเกี่ยวกับสุขภาพ (Health)
ระดับ 2 สารที่เมื่อได้รับในปริมาณที่มากพอจะทำให้เกิดทุพพลภาพชั่วคราว หรือถาวรได้ รวมถึงสารที่ต้องใช้เครื่องป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
ระดับ 3 สารที่เมื่อสูดดมในเวลาสั้น ๆ หรือสัมผัสผิวหนัง ประมาณเล็กน้อยจะเป็นอันตรายร้ายแรงชั่วคราว หรือมีผลตกค้างได้
ระดับ 1 สารที่เมื่อได้รับในระยะเวลาสั้น ๆ จะเกิดการระคายเคืองได้
ระดับ 4 สารที่ได้รับเพียงเล็กน้อยจะทำให้ตายได้ หรือเป็นอันตรายรุนแรงได้รวมทั้งสารที่จะเป็นอันตรายอย่างมาก ถ้าใช้งานโดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกัน
ระดับ 0 สารประเภทนี้ ไม่เป็นอันตราย นอกจากเวลาติดไฟ
ความรุนแรงเกี่ยวกับความไวไฟ (Flammability)
ระดับ 0 วัตถุที่ไม่ติดไฟในอากาศ แม้ว่าจะให้ความร้อนสูงถึง 815.5 oC นานถึง 5 นาที
ระดับ 1 สารประเภทที่ต้องให้ความร้อนสูงก่อนจะติดไฟและเผาไหม้ในอากาศได้ ได้แก่สารที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 93.4 oC
ระดับ 2 สารที่ต้องใช้ความร้อนปานกลางก่อนจะติดไฟในอากาศ ถ้ามีปริมาณมากพออาจก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษได้ ได้แก่ของเหลวที่มีจุดวาบไฟ สูงกว่า 37.8 oC แต่ไม่เกิน 93.4oC
ระดับ 3 ของเหลวหรือของแข็งที่ติดไฟได้ในอากาศ ที่อุณหภูมิปกติ ได้แก่สารที่มีจุดวาบไฟน้อยกว่า 22.8 oC และมีจุดเดือดมากกว่า 37.8 oC
ระดับ 4 สารไวไฟมาก ได้แก่สารที่ระเหยเป็นไอได้รวดเร็วที่อุณหภูมิห้องที่ความดันบรรยากาศ เมื่อกระจายตัวผสมกับอากาศแล้วติดไฟได้ หรือของเหลวที่มีจุดวาบไฟ (Flash point) ต่ำกว่า 22.8 oC จุดเดือดน้อยกว่า 37.8 oC รวมทั้งสารที่ติดไฟได้เอง เมื่อสัมผัสกับอากาศ
ความรุนแรงเกี่ยวกับความไวในปฏิกิริยา (Reactivity)
ระดับ 1 สารประเภทนี้ จะมีความคงตัวในสภาวะปกติ แต่ไม่มีความคงตัวเมื่ออุณหภูมิหรือความดันเพิ่ม รวมถึงสารที่สลายตัวเมื่อถูกอากาศ แสงสว่าง หรือความชื้น
ระดับ 2 สารที่จะเกิดปฏิกิริยารุนแรงในอุณหภูมิและความดันปกติ รวมถึงสารที่เกิดปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำ
ระดับ 0 สารประเภทนี้มีความคงตัวสูง แม้ว่าจะได้รับความร้อนก็ตาม รวมถึงสารที่ไม่ทำปฏิกริยากับน้ำ
ระดับ 3 สารที่สลายหรือเกิดระเบิดได้ เมื่อได้รับความร้อนหรือแรงสันสะเทือนที่สูงพอ รวมถึงที่เกิดระเบิดได้เมื่อถูกน้ำ
ระดับ 4 สารที่สามารถย่อยสลายตัวหรือระเบิดได้ด้วยตัวเองที่อุณหภูมิห้องและความดันปกติ รวมถึงสารที่ไวต่อความร้อน และแรงสั่นสะเทือน
ข้อมูลพิเศษ (Special notice)
ตัวอย่างฉลากสารเคมีในระบบNFPA
นางสาวลัลนา อุทัยเกษม ม.4/9เลขที่35
นายทรงวุฒิ สรงวารี ชั้นม.4/9 เลขที่11
เลขนัยสำคัญ
เลขนัยสำคัญ ( Significant figure) คือ เลขที่มีความหมายหรือความสำคัญในปริมาณที่วัดได้หรือแสดงออกมา เช่นการวัดความยาวของเส้นลวดวัดได้เป็น 20.0 และ 20.00 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ามีเลขนัยสำคัญเท่ากับ 3 ตัวและ 4 ตัว ตามลำดับ
หลักในการหาเลขนัยสำคัญ
1.เลขทุกตัวที่ไม่ใช่ 0 เป็นเลขนัยสำคัญ
2 เลข 0 ที่อยู่ระหว่างตัวเลขนัยสำคัญเป็นเลขนัยสำคัญ เช่น 506, 1.0345 มีเลขนัยสำคัญ 3 และ 5 ตัวตามลำดับ
3.เลข 0 ที่อยู่ด้านซ้ายสุดไม่เป็นเลขนัยสำคัญ เช่น 02134 , 0.0056 มีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว และ 2 ตัว ตามลำดับ
4.เลข 0 ที่อยู่ด้านขวามือ แต่อยู่หลังจุดทศนิยมเป็นเลขนัยสำคัญ เช่น 452.0, 1.000 ,0.0005000 ทุกตัวมีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว
เลข 0 ที่อยู่ทางขวามือของเลขจำนวนเต็มแต่ไม่เป็นเลขทศนิยม จะบอกเลขทศนิยมได้ไม่ชัดเจน เช่น เลข 5000
การบวกและการคูณเลขนัยสำคัญ
การบวกลบเลขนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้จะมีตัวเลขหลังจุดทศนิยมเท่ากับจำนวนตัวเลขหลังจุดทศนิยมที่น้อยที่สุดของตัวเลขที่นำมาบวกลบกัน
การคูณหารเลขนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้จะมีตัวเลขนัยสำคัญเท่ากับจำนวนตัวเลขนัยสำคัญที่น้อยที่สุดของกลุ่มตัวเลขที่มาคูณหรือหารกัน
แฟคเตอร์การเปลี่ยนหน่วย
แฟคเตอร์เปลี่ยนหน่วย (conversion factor) เป็นอัตราส่วนซึ่งได้จากการ เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่มีปริมาณอยู่ในมิติเดียวกันแต่มีหน่วย ต่างกันหรือมีปริมาณอยู่ต่างมิติกันก็ได้ โดยข้อมูลเชิงปริมาณทั้งหมดที่จะนำมาสัมพันธ์กันต้องเป็นข้อเท็จจริง ปริมาณ หน่วยที่เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์
นายจักรวัฒน์ ชูเกิด เลขที่10 ม.4/9
วิธีการทางวิทยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method) คือ วิธีการและขั้นตอนในการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาความรู้จากธรรมชาติโดยมีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน และมีประสิทธิภาพ
1.การสังเกต การสังเกตเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสังเกตเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหรือข้อสงสัย ซึ่งจะนำไปสู่การหาคำตอบหรือความรู้ต่าง ๆ การฝึกการสังเกตบ่อย ๆ จะทำให้สังเกตได้เร็ว สังเกตได้ถูกต้อง มีความชำนาญในการสังเกตทำให้ได้ข้อมูลที่ใช้หาคำตอบได้
การระบุปัญหา
การระบุปัญหาหลังการสังเกต และพยายามหาคำตอบของปัญหานั้น ทำให้ได้ความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ขึ้น
การตั้งสมมติฐาน
สมมติฐาน หมายถึงสิ่งที่คาดคิดหรือคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะเป็นคำตอบของปัญหา ซึ่งคำตอบหรือสมมติฐานนั้นอาจผิดหรือถูกก็ได้ การตั้งสมมติฐานจึงเป็นแนวทางในการทดสอบหรือหาข้อมูลต่อไป ดังนั้นจึงควรฝึกคาดคิดหรือฝึกตั้งสมมติฐานหลาย ๆ สมมติฐาน และไม่ด่วนสรุปเอาเองว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ถูกต้อง จนกว่าจะได้ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดลองหรือการเก็บข้อมูล
การทดลอง
เป็นการทดสอบหรือพิสูจน์สมมติฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ ในการทดลองต้องมีการควบคุมตัวแปรบางชนิดให้คงที่ ตัวแปรพวกนี้เรียกว่า ตัวแปรควบคุม ตัวแปรบางชนิดต้องเปลี่ยนแปลงไป ตัวแปรพวกนี้เรียกว่า ตัวแปรต้น ผลที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรต้นเรียกว่า ตัวแปรตาม นอกจากนี้ในการทดลองต้องมีการบันทึกข้อมูลในรูปของตารางบันทึกข้อมูลเพราะทำให้บันทึกได้สะดวกเป็นระเบียบ แปลความได้ง่าย เมื่อได้ข้อมูลแล้วต้องมีการนำเสนอข้อมูล ทำให้แปลความหมายข้อมูลและสื่อสารข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจง่าย กรณีที่มีข้อมูลมากและซับซ้อน ควรเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางข้อมูล ภาพ กราฟ หรือแผนภูมิ
การสรุปข้อมูล
จากการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้นั้นต้องมีการทดลองซ้ำหลาย ๆ ครั้ง หากได้ผลการทดลองออกมาเหมือนกันทุกครั้ง แสดงว่าสมมติฐานนั้นถูกต้องหรือเป็นจริง และสามารถสรุปเป็นความรู้ใหม่ได้ ส่วนสมมติฐานที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่เป็นความจริงก็จะถูกปฏิเสธ ซึ่งจะต้องมีการตั้งสมมติฐานใหม่และทำการทดลองใหม่เพื่อตรวจสอบ
สมมติฐานอีก จนกว่าจะได้ผลการทดลองที่เป็นจริงและถูกต้อง
นายภูติณัฐ ประกอบ ม.4/9 เลขที่ 8 :
ข้อควรปฏิบัติในการทำปฏิบัติการเคมี
ขณะทำการทดลอง
นักศึกษาต้องมีความระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อหรือหยอกล้อกัน ไม่ทำการทดลองใดๆ ที่นอกเหนือไปจากการทดลองที่มีไว้ในคู่มือหรือที่ผู้ควบคุมแนะนำเพิ่มเติม
กรณีผลการทดลองผิดปกติจากระบุในคู่มือให้นักศึกษาแจ้งอาจารย์ก่อนทำขั้นตอนต่อไป
นักศึกษาปฏิบัติตามขั้นตอนและคำแนะนำของผู้ควบคุมอย่างเคร่งครัด
ควรเขียนฉลากของเครื่องแก้วหรือสารเคมีเพื่อป้องกันความสับสน หรือใช้สารผิดในการทำการทดลอง
หลังการทดลอง
เมื่อทำการทดลองเสร็จเรียบร้อย นักศึกษาต้องทำความสะอาดเครื่องแก้ว อุปกรณ์ และเก็บให้เรียบร้อย พร้อมตรวจเช็คจำนวนถูกต้องตามใบแจ้ง (กรณีไม่ครบเนื่องจากสูญหาย แตกหัก แจ้งอาจารย์ทันที)
ก่อนการทดลอง
1.ต้องอ่านคู่มือปฏิบัติการมาก่อนทุกครั้งเพื่อทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ หลักการ วิธีการทดลอง วางแผนงานการทดลอง วิธีเตรียมสารละลาย ตลอดจนเทคนิคและข้อควรระวังต่างๆ การเตรียมความพร้อมจะช่วยป้องกันความผิดพลาดและช่วยให้การทดลองเสร็จทันเวลา
นักศึกษาต้องมีสมุดบันทึกวิธีการทดลองอย่างย่อ เป็น Flow chart ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองและผลการทดลองที่สังเกตได้
สิ่งของจำเป็นที่ต้องเตรียมสำหรับเข้าทำการทดลอง
เสื้อคลุมปฏิบัติการและแว่นตา
กระดาษทิชชูและผ้าเช็ดโต๊ะ
คู่มือปฏิบัติการ สมุดบันทึก
ก่อนเริ่มทำการทดลองอาจารย์ผู้ควบคุมจะทำการอธิบายรายละเอียดของการทดลอง นักศึกษาต้องมีความสนใจและจดบันทึกเมื่อมีขั้นตอนที่ต่างจากระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติการ หรือสิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันความผิดพลาดและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
การกำจัดสารเคมีเหลือใช้)
แยกสารเคมีที่มีอันตรายออกจากสารที่ไม่มีอันตราย
ทำให้สารเคมีนั้นเจือจาง
เทสารเคมีที่ได้รับการเจือจางลงในที่ที่ปลอยภัย