Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 13 การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย, :recycle:D-I-S-A-S-T-E-R Paradigm
…
-
:recycle:D-I-S-A-S-T-E-R Paradigm
-D : Detection (ประเมิน)
-I : Incident command (การสั่งการณ์ในอุบัติการณ์)
-S : Safety and Security (มีความปลอดภัย)
-A : Assess Hazards (ประเมินความเสี่ยง)
-S : Support (มีสิ่งสนับสนุนช่วยเหลือ)
-T : Triage/Treatment (คัดแยกผู้ป่วย)
-E : Evacuation (Movement ออกมา)
-R : Recovery (ต้องฟื้นหาย)
ผู้ป่วยมี 4 ประเภท แบ่งตามระดับความรุนแรง
1.)ผู้ป่วยสีแดง (วิกฤติ) สัญญานชีพไม่คงที่ ต้องได้รับการตรวจรักษาทันที มิเช่นนั้นอาจเสียชีวิตได้
2.)ผู้ป่วยสีเหลือง (รุนแรงปานกลาง) สัญญานชีพคงที่แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงแย่ลงได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการตรวจรักษาโดยเร็ว (ภายใน 1 ชม.)
3.)ผู้ป่วยสีเขียว (บาดเจ็บเล็กน้อย) ช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถรอรับการรักษาได้ (ภายใน 2-3 ชม.)
4.)ผู้ป่วยสีดำ (บาดเจ็บรุนแรงและมีโอกาสรอดน้อยมาก) หรือเสียชีวิตแล้ว
การกำหนด Zone
กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับผู้ป่วยแต่ละประเภท
1.)จุดคัดกรอง ผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านการประเมินเบื้องต้นก่อน
2.)Zone แดง รองรับผู้ป่วยสีแดง วิกฤติ
3.)Zone เหลือง รองรับผู้ป่วยสีเหลือง เร่งด่วน
4.)Zone เขียว รองรับผู้ป่วยสีเขียว ไม่เร่งด่วน
5.)Zone ดำ รองรับผู้ป่วยสีดำ หมดหวัง/เสียชีวิต
:recycle:SCENE SIZE-UP
การประเมินสถานการณ์ (Scene size-up) เพื่อตรวจสอบว่าสถานที่เกิดเหตุปลอดภัยสำหรับการช่วยเหลือหรือไม่
1.)BSI (Body Substance Isolation) การป้องกันตนเองโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หมวก, แว่นตา, mask, รองเท้าบู๊ท, เอี๊ยม
2.)Scene safety ความปลอดภัยของที่เกิดเหตุ เช่น จอดรถห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 15 เมตร กั้นกรวยจราจร
3.)MOI : Mechanism of injury กลไกการเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ เช่น ถูกรถชน กระเด็นออกจากตัวรถ ขับ mc ล้ม ตกจากที่สูงเกิน 5 เมตร
4.)Number of patients จำนวนผู้บาดเจ็บ/ป่วย หรือจำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุ
5.)Additional resources การขอความช่วยเหลือที่ต้องการเพิ่มเติม เช่น ตำตรวจ, กู้ภัย
:recycle:Initial Assessment การประเมินขั้นต้น
การประเมินสภาพผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ
1.)ประเมินสภาพทั่วไปของผู้บาดเจ็บ (General impression) เช่น เพศ, อายุ, อาการบาดเจ็บ
2.)ประเมินระดับความรู้สึกตัว(Responsc/Mental/Status/Loc) โดยใช้หลัก AVPU และ C-spine ต้อง Stabilization ศีรษะขณะประเมิน
3.)ประเมินทางเดินหายใจ (Airway) และทำทางเดินหายใจให้โล่ง จัดท่า Open airway suction ใส่ Oropharyngeal airway
4.)ประเมินการหายใจ (Breathing) โดยตาดู หูฟัง แก้มสัมผัส ภายใน 10 วินาที และช่วยหายใจ
5.)ประเมินการไหลเวียน(Circulation) ภายใน 10 วินาที (Pulse ที่ Carotid และ Radial ดู Skin ว่าซีด มีเหงื่อออก ตัวเย็นหรือไม่ ดู Major bleeding ถ้ามีให้ Stop bleed
หลังจากประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ ณ จุดเกิดเหตุ แล้วสรุปว่าผู้บาดเจ็บมี MOI หรือไม่ ถ้ามีให้ประเมิน Rapid trauma assessment (ตรวจ Head to toe) ถ้าไม่มีให้ประเมินแบบ Focused asessment
:recycle:Rapid trauma assessment (การประเมินผู้บาดเจ็บแบบเร็ว)
1.)ดูและคลำบริเวณรอบศีรษะและใบหน้าโดยตรวจหา DCAP-BTLS
2.)ดูและคลำบริเวณคอทั้งด้านหน้าด้านหลัง โดยตรวจหา DCAP-BTLS และตรวจ Trachea deviation, Jugular vein, Distension
3.)ดูและคลำบริเวณทรวงอก ตรวจหา DCAP-BTLS และฟังเสียงหายใจ 4 จุดที่ 2 nd intercostals Mid clavicular line, 4-5th Intercostals space mid axillary line ว่าได้ยินเสียงลมเข้าออกเท่ากันหรือไม่ ตรวจหา Chest movement เปรียบเทียบข้างซ้ายและขวา ฟัง Heart ตำแหน่ง Apex
4.)ดูและคลำบริเวณช่องท้อง โดยตรวจหา DCAP-BTLS
5.)ดูและคลำบริเวณกระดูกเชิงกราน โดยตรวจหา DCAP-BTLS กดด้านล่างแล้วค่อยกดด้านบน ลง–ออก เพื่อป้องกันในกรณีที่ผู้ป่วยมี Fx.Pevic จะทำให้กระดูกเชิงการแยกมากขึ้น
6.)ดูและคลำรยางค์ทั้ง 4 โดยตรวจหา DCAP-BTLS พร้อม Check PMS (Pulse, Motor, Sensory) ทีละข้าง
7.)พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยแบบท่อนซุงดูและคลำบริเวณหลัง หา DCAP-BTLS และพลิกตะแคงตัวลง Long spinal board ใส่ Head immobilizers และรัดสาย Belt
8.)Re-assessment R-A-B-C ขณะทำ Rapid trauma assessment เสมอ
พิจารณานำผู้บาดเจ็บขึ้นรถ ประเมิน V/S และ ซักประวัติ SAMPLE (Signs and symptoms, Allergy, Medication, Past illness, Last meal, Event leading to illness ) หลังจากนั้นประเมิน Detailed Physical Assessment การประเมินแบบละเอียดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
ประเมินระดับความรู้สึกตัว GCS ติด lead EKG และตรวจพิเศษที่จำเป็น เช่น DTX หลังจากนั้น Re-assessment RABC,V/S,GCS และประสิทธิภาพการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ตามสภาพผู้บาดเจ็บ จนถึงรพ.
:recycle:การคัดกรองและการจัดระดับความรุนแรง
พยาบาลวิชาชีพจะเป็นผู้คัดกรอง โดยใช้ A B C D E เป็นหลักในการประเมินตัดสิน ตามลำดับดังนี้
-A : Airway เป็นการประเมินว่าทางเดินหายใจโล่ง หรือมีการอุดกั้น
-B : Breathing เป็นการประเมินลักษณะการหายใจ
-D : Disability เป็นการประเมินอาการและอาการแสดงที่เกี่ยวกับการรับรู้
-E : Exposure เป็นการประเมินอาการและอาการแสดงที่เกี่ยวกับบาดแผล อุณหภูมิกาย
:recycle:การทำ CPR
Cardiopulmonary Resuscitation (CPR) คือ การปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ และมีการไหลเวียนออกซิเจนรวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้งป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร โดยเราสามารถทำการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ประสบเหตุได้โดยการกดหน้าอกและช่วยหายใจ
"ห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต" (Chain of Survival) เพื่อเป็นหลักการช่วยฟื้นคืนชีพแนวทางเดียวกันทั่วโลกและเป็นข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติ ประกอบด้วย
1.)การประเมินผู้ป่วยว่ายังรู้สึกตัวอยู่หรือไม่ หากไม่มีสติ คลำหาชีพจรไม่พบ ควรเรียกขอความช่วยเหลือหรือเรียกบริการการแพทย์ฉุกเฉินจากหน่วยงานต่าง ๆ ทันที เช่น โทร 1669
2.)การกดหน้าอกอย่างถูกต้องและทันท่วงที (ทำ CPR)
3.)การทำการช็อกไฟฟ้าหัวใจ (AED) ภายใน 3-5 นาที เมื่อมีข้อบ่งชี้
4.)การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงอย่างมีประสิทธิภาพ
5.)การดูแลภายหลังการช่วยฟื้นคืนชีพ
:recycle:การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS)
แนวทางการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ โดยแต่เดิมมีคำแนะนำให้ทำตามลำดับ A-B-C (Airway-Breathing-Circulation) แต่ปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนเป็น C-A-B (Chest compression-Airway-Breathing) เนื่องจากการกดหน้าอกก่อนจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนสำคัญ เช่น หัวใจและสมอง โดยวิธีปฏิบัติ คือ
-กดหน้าอก (C) 30 ครั้ง >> เปิดทางเดินหายใจ (A) >> ช่วยหายใจ (B) 2 ครั้ง = 30 : 2 ห้ทำ CPR ไปจนกว่ากู้ชีพจะมาถึง หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัว
- C : Chest compression คือการกดหน้าอก ปั๊มหัวใจช่วยให้ผู้บาดเจ็บมีการไหลเวียนของเลือดในร่างกายอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้หลักในการปั๊มหัวใจ คือ ต้องกดให้กระดูกหน้าอก (Sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอันถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมีขั้นตอนในการปั๊มหัวใจตามนี้
1.)ให้ผู้บาดเจ็บนอนราบกับพื้นแข็ง ๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้บาดเจ็บ ผู้ปฐมพยาบาลคุกเข่าลงข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกผู้บาดเจ็บ คลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำเพื่อหากระดูกอก แต่หากคุกเข่าข้างซ้ายให้ใช้มือซ้ายคลำ)
2.)วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องในการปั๊มหัวใจต่อไป
3.)วางมืออีกข้าง (ควรเป็นมือข้างที่ถนัด) ทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้อง แล้วเหยียดนิ้วมือตรง จากนั้นเกี่ยวนิ้วมือทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน เหยียดแขนตรง โน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้บาดเจ็บ ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนขณะกดหน้าอกผู้บาดเจ็บ กดให้ลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) สำหรับผู้ใหญ่
4.)เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่ และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการ ให้ใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กด ดังนี้...หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า...โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลข และปล่อยตอนคำว่า “และ” สลับกันไป ให้ได้อัตราการกดอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที
5.)ควรกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการผายปอด 2 ครั้ง และควรมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน เพราะพบว่า ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเหนื่อยและประสิทธิภาพในการกดหน้าอกลดลงหลังจากทำไปประมาณ 1 นาที ดังนั้นในกรณีมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน ให้เปลี่ยนบทบาทผู้ทำการกดหน้าอกทุก ๆ 2 นาที หรือกดหน้าอกสลับการช่วยหายใจครบ 5 รอบ (30:2) และทำต่อเนื่องไปจนกระทั่งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจมาถึง และพร้อมใช้งาน หรือมีบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาดูแลผู้ป่วย
-