Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
งานชิ้นที่2 การพยาบาลงานอนามัยสิ่งแวดล้อม - Coggle Diagram
งานชิ้นที่2
การพยาบาลงานอนามัยสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม (Environment)
หมายถึง สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมนุษย์
สิ่งแวดล้อมที่เกิดตามธรรมชาติ (Natural environment)
หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเอง โดยธรรมชาติ มีลักษณะเป็นรูปธรรม เช่น ดิน น้้า อากาศ ป่าไม้ ภูเขา แม่น้้า สัตว์ป่า
2.สิ่งแวดล้อมด้านเคมี (Chemical environment)
หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะเป็นสารเคมีที่อาจอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น
สิ่งแวดล้อมด้านชีวภาพ (Biological environment)
หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เป็นสิ่งมีชีวิต เช่น จุลินทรีย์ พืช สัตว์ มนุษย์
สิ่งแวดล้อมด้านสังคม (Social environment)
หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งมีความเกี่ยวข้องในการก้าหนดพฤติกรรมและการใช้ชีวิตในสังคมของมนุษย์ เช่น จารีตประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา กฎหมาย
สิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้านความเป็นประโยชน์และการใช้งาน โดยสิ่งแวดล้อมจะถูกมอง
ว่าเป็น
ทรัพยากร
(Resources) เพื่อการใช้งานของมนุษย์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources)
ประกอบด้วยทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ สามารถน้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์โดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้
1.1 ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น (Inexhaustible natural resources)
ประเภทที่คงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (Immutable)
ได้แก่ พลังงานจาก ดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตามสิ่งเหล่านี้ก็ยังคง ไม่เปลี่ยนแปลง
ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลง (Mutable)
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเนื่อง มาจากการใช้ประโยชน์อย่างผิดวิธี เช่น การใช้ที่ดิน การใช้น้้าโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ท้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกายภาพ และด้านคุณภาพ เกิดน้าเน่าเสีย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
1.2 ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ (renewable natural resources)
เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไปแล้วสามารถเกิดขึ้นทดแทนได้
1.3 ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable natural resources)
เป็นทรัพยากรธรรมชาติจ้าพวกแร่ธาตุที่นำมาใช้แล้วสามารถน้าไปแปรรูปให้กลับไปสู่สภาพเดิมได้ แล้วน้ากลับมาใช้ใหม่อีก เช่น แร่ธาตุ ได้แก่ เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม ดีบุกตะกั่ว แก้ว เป็นต้น
1.4 ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป (Exhausting natural resources)
ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาใช้แล้วจะหมดไปจากโลกนี้ หรือสามารถเกิดขึ้นทดแทนได้แต่ต้องใช้เวลายาวนานมาก ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้ ได้แก่ น้้ามันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น
กลุ่มทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Resources)
2.1 กลุ่มทรัพยากรชีวกายภาพ (Bio-physical Resources)
เป็นกลุ่มทรัพยากรที่เกิดจากมนุษย์ใช้ทรัพยากรทางชีวภาพ กายภาพ มาเป็นวัตถุดิบผ่านกระบวนการผลิตหรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยี จนเกิด
เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ มีหลายลักษณะตั้งแต่ทรัพยากรเพื่อการด้ารงชีวิตขั้นพื้นฐาน
2.2 กลุ่มทรัพยากรเศรษฐสังคม (Socio-economic resources)
คือกลุ่มทรัพยากรที่เป็นนามธรรม เกิดจากมนุษย์ใช้ทรัพยากรทางชีวภาพ กายภาพ มาเป็นวัตถุดิบผ่านกระบวนการผลิตให้เกิดทรัพยากรเศรษฐสังคมขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสุขสงบ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
อนามัยสิ่งแวดล้อม
งานอนามัยสิ่งแวดล้อมจึงเป็นงานที่มุ่งเน้นการป้องกันโรคที่เกิด จากสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิธีการจัดการและควบคุมสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งด้าน กายภาพ เคมี ชีวภาพ และสังคม
องค์การอนามัยโลกได้ก้าหนดขอบเขตงานอนามัยสิ่งแวดล้อมไว้เป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ เลือกด้าเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของตนเองตามความจ้าเป็นและตามความสามารถ ดังนี้
1) การจัดหาน้้าสะอาดในการอุปโภค บริโภค
2) การควบคุมมลพิษทางน้้า
3) การจัดการเกี่ยวกับขยะมูลฝอยและของเสียที่มีลักษณะเป็นของแข็ง ได้แก่ การรวบรวมหรือจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัดที่ถูกหลักสุขาภิบาล
4) การควบคุมสัตว์อาร์โทรปอดและสัตว์ฟันแทะ สัตว์อาร์โทรปอด เช่น ยุง แมลงวัน แมลงสาบ เห็บ หมัด ไร สัตว์ฟันแทะ เช่น หนู
5) การควบคุมมลพิษของดิน
6) การสุขาภิบาลอาหาร
7) การควบคุมมลพิษทางอากาศ
8) การป้องกันอันตรายจากรังสี
9) อาชีวอนามัย
10) การควบคุมมลพิษทางเสียง
11) ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง คือ การจัดให้ที่อยู่อาศัยและจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้ถูกสุขลักษณะเพื่อการมีสุขภาพทางกายและสุขภาพจิตที่ดี
12) การผังเมือง เป็นการกำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โดยการวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ของเมืองให้เป็นสัดส่วนตามลักษณะกิจกรรม เพื่อความสะดวกสบาย ในการบริหารจัดการทางด้านสาธารณูปโภค สุขาภิบาล การจราจร เพื่อความเป็น ระเบียบสวยงาม และเพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของพลเมืองผู้อยู่อาศัย
13) งานอนามัยสิ่งแวดล้อมด้านการคมนาคม หมายถึง การควบคุมดูแลให้สิ่งต่างๆ ที่ใช้ในการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้้าและทางอากาศให้มีสุขอนามัยปลอดภัย เหมาะสมในการใช้งานป้องกันมิให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค
14) การป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัยต่างๆ
15) การสุขาภิบาลของสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สวนสาธารณะ
16) การดำเนินงานสุขาภิบาลเมื่อเกิดโรคระบาด เหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติ และการอพยพย้ายถิ่น
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพ
ได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งที่ท้าให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น เชื้อโรค สารพิษ ที่อาจก่อให้ โรคร้ายแรงได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง
ได้รับเชื้อโรคหรือสารพิษที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกรรมพันธุ์
ภูมิต้านทานโรคต่ำลง อันเนื่องมาจากสารพิษและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม
เกิดความความเดือดร้อนรำคาญและไม่สะดวกสบายจากการได้รับการเกี่ยวจากมลพิษ เช่น เสียงดัง กลิ่นเหม็น อากาศมีหมอกควัน
โรคต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่เกิดการระบาดขึ้น และแพร่กระจายไปได้อย่าง รวดเร็ว และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
เกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตจากการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเป็นมลภาวะ
ของเสียและมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (Waste and pollution)
ของแข็ง เช่น กากสารพิษ ฝุ่นละออง ขยะมูลฝอย เศษของเหลือใช้
ของเหลว เช่น ไขมัน น้้ามัน และน้้าเสีย
3.ก๊าช เช่น อากาศที่ปนเปื้อนด้วยควัน สารพิษ ก๊าซพิษ
พลังงานทางฟิสิกส์ เช่น ความร้อน แสงสว่าง กัมมันตรังสี เสียง ความสั่นสะเทือน
มลพิษทางน้ำ
1) น้้าเสียจากชุมชน เกิดจากกิจกรรมการใช้น้าในชีวิตประจ้าวัน
2) น้้าเสียจากอุตสาหกรรม เกิดจากกระบวนการผลิตต่างๆ มักปนเป็น เคมีและโลหะหนัก
3) น้้าเสียจากเกษตรกรรม มักปนเปื้อนด้วยมูลสัตว์และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
4) น้้าเสียจากสถานที่ก้าจัดมูลฝอย เกิดจากการนำมูลฝอยไปกองทิ้งไว้ไม่ถูกวิธีเมื่อฝนตกชะลงมาจะท้าให้น้ำสียไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้้าผิวดินและน้้าใต้ดิน
5) น้้าเสียจากแหล่งกำเนิดอื่นๆ เช่น การคมนาคมขนส่ง การบริการกวาดการล้างถนนผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางน้้า
โรคหรือความเจ็บป่วยที่มีน้ำเป็นสื่อในการแพร่กระจาย (Waterborne disease เกิดจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเชื่อโรคประเภทต่างๆ
โรคหรือความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำสะอาด (Water-wat504 diseases) การใช้น้ำที่ไม่สะอาดในการช้าระล้างท้าความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า และ เครื่องนุ่งห่ม เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา ผิวหนัง เช่น ริดสีดวงตา หิด แผล ยื่น คันตามผิวหนัง
โรคหรือความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากเชื้อโรคหรือสัตว์น้ำโรคที่มีวงจรชีวิต อาศัยอยู่ในน้ำ (Water based diseases) ที่ส้าคัญคือ พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในเลือด
โรคหรือความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากแมลงเป็นพาหะน้าเชื้อโรคที่ต้องอาศัย น้ำในการแพร่พันธุ์ (Water-related insect vectors) พาหะน้าโรคส่วนใหญ่เกิดจากยุง เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง
มลพิษทางอากาศ
1. ฝุ่นละออง
ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 10 ไมครอน
จะถูกกรองออกโดยระบบทางเดินหายใจส่วนบน
ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน
จะรอดจากการกรองเข้าไป ถึงปอดได้
ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนส
ามารถเข้าไปถึงถุงลมปอด ฝุ่นละออง ขนาดเล็กท้าให้เกิดการระคายเคืองและมีผลให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ หากองค์ ประกอบในฝุ่นเป็นโลหะหนัก เช่น ซิลิกา แอสเบสตอสจะท้าให้เป็นโรคปอดชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็งปอด
2. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO3)
เนื่องจากก๊าซชนิดนี้ละลายน้้าได้น้อย เมื่อ บุคคลรับสัมผัสมักเกิด
อาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้น้อย แต่จะมี ผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างทำให้เกิดการระคายเคืองในถุงลมปอด ส่วนผลเรื้อรัง ท้าให้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
3. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)
ก๊าซชนิดนี้ละลายน้ำได้และเกิดเป็นกรดซัลฟิวริก ทำให้ผู้สัมผัสมี
อาการระคายเคืองตาและระคายระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างรุนแรง ส่วนผลเรื้อรังท้าให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหอบหืดหากได้รับสัมผัสจะมี อาการรุนแรงขึ้น
4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
ก๊าซชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ปอดจะแพร่กระจายเข้าสู่ กระแสเลือดแล้วจับ
กับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงกลายเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin [COHb) ไปแย่งจับกับออกซิเจน ทำให้เม็ดเลือดแดงแลกเปลี่ยน ออกซิเจนได้น้อยลง ลดความสามารถของเลือดในการนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ หากได้รับเป็นเวลานานจะท้าให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้
ขยะและของเสียอันตราย
1.การแพร่กระจายของเชื้อโรคและสัตว์ที่เป็นพาหนะ เช่น หนู แมลงสาบ แมลงวัน สัตว์เหล่านี้มักก่อให้เกิดโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค
น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอย (Leachate) มีความสกปรกสูงและมีสภาพเป็น จะมีทั้งสารอินทรีย์ สาร อนินทรีย์ เชื้อโรค และโลหะหนักต่างๆ
3.ขยะมูลฝอยก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ขยะมูลฝอยที่มีการทับถมจะเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ทำให้เกิดก๊าซต่างๆที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) นอกจากนี้ ฝุ่นและไอละอองจาก กองขยะมูลฝอยยังก่อให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจ และโรคผิวหนังอื่นๆได้
ก่อความรำคาญ ขยะมูลฝอยที่กองไว้ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น มีแมลงมาอาศัยก่อความรำคาญให้แก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ ขยะมูลฝอยที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาด หรือกองไว้กลางแจ้งจะทำให้ทัศนียภาพขาดความสวยงามเป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้พบเห็น
มลพิษทางดิน
ดินเป็นมลสารที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ
หากส่วนประกอบของดินมีเชื้อโรค สารกำจัดศัตรูพืช หรือสารพิษอื่นๆ เมื่อดินเหล่านี้ถูกพัดไปในอากาศหรือแหล่งน้ำ จะทำให้อากาศหรือแหล่งน้ำเกิดการปนเปื้อนสารมลพิษตามไปด้วย
ดินเป็นแหล่งรองรับสารพิษ
ดินทำหน้าที่ดูดซับสารพิษหรือโลหะหนักจากอากาศ จากน้ำที่ใช้ใน
อุตสาหกรรมหรือกิจกรรมในชีวิตประจ้าวันของมนุษย์ ทำให้สารพิษนั้นน้อยลงลงหรือไม่เกิดสารอื่น แต่หากดินต้องรับมลสารมากเกินไป โดยเฉพาะมลสารที่ย่อยสลายไม่ได้หรือต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานในการย่อยสลาย เช่น พลาสติก โฟม ก็จะทำให้เกิดปัญหามลพิษทางดินขึ้น มีผลทำให้ความสามารถของดินที่จะเป็นแหล่งธาตุอาหารลดลง ผลผลิตที่ได้ก็อาจจะลดลง หรือผลผลิตที่ได้อาจไม่เหมาะแก่การบริโภคเนื่องจากมีสารพิษสะสมเกินกว่าระดับปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์
ดินเป็นพิษ
เป็นสภาวะที่ดินไม่สามารถทำหน้าที่รองรับของเสียและสารพิษต่างๆ โดยวิธีการดูดซับไว้ที่อนุภาคของดินได้ ปัญหาที่เกิดจากดินเป็นพิษมีทั้งปัญหาทางตรง และทางอ้อม
บทบาทหน้าที่ของพยาบาลชุมชนในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
เป็นผู้ให้ความรู้และคำแนะนำ (Educator)
เป็นผู้ให้คำปรึกษา (Counselor)
เป็นผู้ประสานงาน (Coordinator)
เป็นผู้บริหารจัดการ (Manager)
เป็นผู้ดำเนินการวิจัย (Researcher)
เป็นผู้นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Leader or change agent)
Cary & Mood (Cary, & Mood, 2000) ได้เพิ่มเติมบทบาทพยาบาลที่สำคัญในงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
1. Community involvement
เป็นผู้ชักนำ กระตุ้น สนับสนุน หรือเป็นสื่อกลาง ประสานงาน จัด
ประชุม ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแก้ไขปัญหา หรือตัดสินใจในการกระทำ หรือกิจกรรมใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชุมชนส่วนรวม “empowering them to act as their own advocates”
2. Individual and population risk assessment
เป็นผู้ประเมินความเสี่ยงของ บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยใช้กระบวนการพยาบาลในการติดตามสอบสวนหา สาเหตุการเกิดโรคอันมีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม
3. Risk Communication
เป็นผู้สื่อสารความเสี่ยง โดยการให้ข้อมูลหรือทำความ เข้าใจแก่บุคคล
ครอบครัว และชุมชน ถึงปัจจัยอันตรายในสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสุขภาพของ มนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความหวาดกลัวและเพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
“Given the right information to the right people at the right time"