Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ - Coggle Diagram
การพยาบาลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
ปัญหาสุขภาพของคนทำงาน
โรคจากการประกอบอาชีพ/โรคเหตุอาชีพ
1.โรคที่เกิดขึ้นจากสารเคมี
สารกลุ่มไดอ๊อกซิน
ฟอสฟอรัส หรือสารประกอบของฟอสฟอรัส
โครเมียม หรือสารประกอบของโครเมียม
แอลกอฮอล์ กลัยคอล หรือคีโตน
เภสัชภัณฑ์
โรคที่เกิดขึ้นจากสาเหตุทางกายภาพ
โรคหูตึงจากเสียง
โรคจากความกดดันอากาศ
โรคจากรังสีแตกตัว
โรคจากแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
โรคจากแสงอัลตราไวโอเลต
โรคที่เกิดขึ้นจากสาเหตุทางชีวภาพ
โรคติดเชื้อ หรือโรคปรสิตเนื่องจากการทำงาน
โรคระบบหายใจที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน
โรคกลุ่มนิวโมโคนิโอสิส เช่น ซิลิโดสิส แอสเบสโทลิส
โรคปอดจากโลหะหนัก
โรคบิสสิโนสิส
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
โรคซิเดโรสิส
โรคผิวหนังที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน
โรคผิวหนังที่เกิดจากสาเหตุทางกายภาพ เคมี หรือชีวภาพอื่น ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุเนื่องจากการทํางาน
โรคด่างขาวจากการทํางาน
โรคผิวหนังอื่น ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุเนื่องจากการทํางาน
โรคระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานหรือสาเหตุจาก ลักษณะงานที่
จำเพาะหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงในสิ่งแวดล้อมการทำงาน
โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานโดยมีสาเหตุจาก
แอสเบสตอส (ใยหิน)
เบนซิดีน และเกลือของสารเบนซิดีน
บิสโครโรเมทธิลอีเทอร์
โครเมียมและสารประกอบของโครเมียม
พื้นไม้
โรคอื่นๆ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน
โรคเกี่ยวเนื่องกับงาน
ปัจจัยเกี่ยวกับบุคคล (Workers)
เพศ
ความรู้และระดับการศึกษา
พฤติกรรมสุขภาพ
อายุ
ความไวต่อการเกิดโรค
ปัจจัยเกี่ยวกับงาน
ลักษณะงานและสภาพการทํางาน
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
ปัจจัยคุกคามด้านกายภาพ
ความร้อน
ความเย็น
เสียง
ความกดดันบรรยาอากาศที่ผิดปกติ
ความสั่นสะเทือน
รัวสี
ปัจจัยคุกคามด้านชีวภาพ
การที่ร่างกายได้รับการติดเชื้อจากการทํางานที่ต้องสัมผัสกับ ตัวเชื้อโรคต่างๆ
ปัจจัยคุกคามด้านเคมี
โรคพิษของสารหนู (Arsenic poisoning)
โรคพิษของสารตะกั่ว (Lead poisoning)
โรคจากพิษของสารแคดเมียม (Cadmiun poisoning)
โรคพิษจากสารปรอท (Mercury poisoning)
ปัจจัยคุกคามด้านการยศาสตร์ (Ergonomics)
1) ความไวต่อการเกิดโรคของคนทํางานแต่ละคน เช่น บางคนมีโครงสร้างของกล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรง ทําให้เกิดโรคในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ง่าย
2) สภาวะการเจ็บปุวยที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น เป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่มาทํางานที่ต้องยกของหนักทําให้เกิดอาการปวดหลังมากขึ้น
3) ขาดประสบการณ์และไม่ได้รับการอบรม ทําให้มีท่าทางการทํางานไม่เหมาะสม หรือไม่มีการป้องกันการเจ็บป่วยขณะทํางาน
4) การทํางานที่ต้องใช้แรงมากเกินไป ทําให้เกิดอาการเมื่อยล้า มีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
5) ท่าที่ต้องทํางานอยู่กับที่เป็นเวลานาน เช่น ยืนทํางานเฝูายามอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน การยกของหนักในท่าเดิมๆ
6) การออกแบบสถานที่ทํางานไม่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น สถานที่ที่ต้องยืนปฏิบัติงานแต่ไม่มีที่พักเท้า หรือเก้าอี้สําหรับให้คนทํางานนั่งพักเป็นครั้งคราว ทําให้ปวดขา
7) การทํางานซ้ําซาก เช่น คนงานกวาดถนนที่ต้องกวาดถนนในท่าเดิมซ้ําๆมากกว่า 1,000 ครั้ง/กะ ทําให้ปวดแขน
8) ท่าทางการทํางานไม่เหมาะสม เช่น ท่าที่ต้องก้มหรือเงยเป็นระยะเวลานาน มีการเอี้ยวตัวเพื่อหยิบของ
9) เครื่องมือที่ออกแบบไม่เหมาะสม เช่น แปูนคอมพิวเตอร์มีการออกแบบไม่เหมาะสม ทําให้ต้องบิดข้อมือขณะพิมพ์งาน
ปัจจัยคุกคามด้านจิตสังคม
ด้านกายภาพ
การบาดเจ็บในบุคลากรโรงพยาบาลที่พบมาก ได้แก่ เข็มฉีดยาทิ่มตํา แผลพุพอง หูเสื่อมจากการสัมผัสเสียงดัง ความผิดปกติของยีนส์จากการสัมผัสรังสี
ด้านชีวภาพ
การสัมผัสปัจจัยคุกคามด้านชีวภาพที่พบมาก ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อพวกสเตรป หัด หัดเยอรมัน คางทูม วัณโรค มีส่วนน้อยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือ HIV จากการถูกเข็มทิ่มตํา
ด้านสารเคมี
มีการใช้สารเคมีหลายชนิดในโรงพยาบาล เช่น ยารักษาโรค ยาระงับความรู้สึกที่ ใช้ในห้องผ่าตัด น้ํายาฆ่าเชื้อโรค ปรอท เคมีบําบัด ก่อให้เกิดโรคในระบบผิวหนังความผิดปกติทางพันธุกรรม
ด้านจิตสังคม
การทํางานในโรงพยาบาลอาจก่อให้ความเครียด วิตกกังวล ไม่มีสมาธิในการทํางาน รวมถึงก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร อ่อนล้า ปวดศีรษะ โรคหัวใจ
ด้านการยศาสตร์
ลักษณะการทํางานที่ต้องเคลื่อนไหวด้วยท่าทางซ้ําๆ ท่าทางผิดจากธรรมชาติ การทํางานที่ต้องออกแรงกด ดัน ยก ดึง แบก หาม ทูน ส่งผลให้เกิดแรงกดดัน ดึงรั้งต่อเส้นเลือด กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและกระดูก เช่น การยกผู้ปุวย ก่อให้เกิดปัญหาของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ เช่น ปวดหลัง ปวดเอว
อุบัติเหตุการบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ
อุบัติเหตุจากการทำงาน (Occupational accidents/ injury)
การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act) เช่น การทํางานขาดความรอบคอบ ขาดความระมัดระวังใช้เครื่องมือเครื่องใช้ที่ไม่ถูกต้องกับลักษณะงานที่ทํา ทํางานไม่ถูกขั้นตอน
สภาพของงานที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition)เช่น การออกแบบโรงงานไม่สมบูรณ์ วางผังโรงงานไม่ถูกต้อง โครงสร้างอาคารชํารุด เครื่องจักรและอุปกรณ์ชํารุด ระบบความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพ
การป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ
การค้นหาสิ่งคุกคามสุขภาพ
โดยการศึกษาขั้นตอนการผลิต วัสดุที่ใช้ในการผลิต และแผนผังของสถานประกอบกิจการ
การค้นหาปัจจัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากการทํางาน
ได้แก่ การสํารวจตรวจสอบสภาพการทํางานและสิ่งแวดล้อมในการทํางาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจ
ก่อให้เกิดการเจ็บปุวยและบาดเจ็บจากการทํางาน
การใช้มาตรการควบคุม
3.1 มาตรการที่ใช้กับสถานประกอบการ
3.1.1 การควบคุมที่ต้นตอหรือแหล่งกำเนิด (Source) เป็นการควบคุม แหล่งกําเนิดของอันตรายี่จะเกิดต่อคนทํางานโดยตรง เช่น ที่ตัวเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ การควบคุมวิธีนี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุด
3.1.2 การควบคุมที่ทางผ่าน (path) เป็นวิธีปูองกันเพื่อมิให้ปัจจัยคุกคามที่มาจากแหล่งกําเนิดไปสู่ตัวคนทํางาน วิธีนี้มีประสิทธิภาพรองจากวิธีแรก เมื่อใช้วิธีแรก แล้วไม่สามารถควบคุมปัจจัยอันตรายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ หรือไม่สามารถใช้วิธีแรก
3.2 มาตรการที่ใช้กับผู้ประกอบอาชีพ
3.2.1 การให้ความรู้และคำแนะนำ การให้ความรู้แก่ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับอันตรายในการทํางาน
3.2.2 การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Devices) การควบคุมที่ตัวบุคคล(receiver) เป็นมาตรการลําดับสุดท้ายที่จะเลือกใช้ควบคุมปัจจัยอันตรายในสภาพแวดล้อมการทํางาน วิธีที่นิยม ได้แก่ การให้คนทํางานใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
3.2.3 การบริหารจัดการ การบริหารจัดการให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพ ในการทํางาน(Administrative Controls) โดยการสร้างพฤติกรรมการทํางานที่ปลอดภัย เพื่อลดการสัมผัสปัจจัยอันตรายในการทำงาน
3.2.4 การคัดกรองและการเฝ้าระวังการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ (Screening and Surveillance ) ได้แก่การตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะตรวจเมื่อแรกเข้าทํางาน จากนั้นจะมีการตรวจเป็นระยะๆ ขณะทํางานเป็นการเฝูาระวังสุขภาพ อาจเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปประจําปี
หลักการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ
วิศวกรรม (Engineering) คือ การใช้หลักและวิชาความรู้ทางด้านวิศวกรรมในทุกแขนง เพื่อแก้ไขปรับปรุงสภาพการณ์ทางกายภาพต่างๆทุกชนิดที่เกี่ยวข้องให้เกิดความปลอดภัย
เช่น เครื่องจักรไม่มีอุปกรณ์ปูองกันส่วนที่เคลื่อนไหว เครื่องมือหรืออุปกรณ์ชํารุดเป็นอันตราย วัสดุสิ่งของวางไม่เป็นระเบียบ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างไม่มั่นคง ความร้อนเย็น แสงสว่าง เสียงดัง ฝุุนละออง ไอระเหย พื้นลื่น เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ําขัง ไม่มีประตุฉุกเฉิน ไม่มีบันไดหนีไฟ
2.การศึกษา (Education)
คือ การอบรมและแนะนําพนักงานทุกๆคน ตลอดจนหัวหน้างานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนในโรงงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการปูองกันอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน
3.การออกกฎบังคับ (Enforcement)
คือ การกําหนดวิธีการทํางาน หรือวิธีการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยขึ้นมาเป็นมาตรฐาน พร้อมออกกฎระเบียบและข้อบังคับ ให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้ปฏิบัติตามวิธีการทํางานหรือวิธีการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยนั้น ๆ หากมีการฝุาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามก็จะต้องถูกลงโทษ
บทบาทหน้าที่ของพยาบาลในงานอาชีวอนามัย
สภาการพยาบาลแห่งประเทศไทย (2539) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การพยาบาลอาชีวอนามัย เป็นการพยาบาลเฉพาะทางที่ให้บริการแก่คนทํางานและประชากร วัยแรงงาน ซึ่งมุ่งเน้นทางด้านการส่งเสริม ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพของคนทํางาน ภายใต้สิ่งแวดล้อมการทํางานที่ปลอดภัยและมีสุขอนามัย
มาตรฐานที่5
มีส่วนร่วมในการสํารวจและประเมินภาวะแวดล้อมและสภาพการทํางาน
ตรวจสุขภาพและตรวจพิเศษอย่างน้อยตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายแรงงาน
ให้สุขศึกษาด้านสุขภาพและส่งเสริมความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
ให้คําปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพและปัญหาที่เกี่ยวข้อง
5.ให้บริการรักษาพยาบาลภายในขอบเขตของกฎหมายวิชาชีพในส่วนที่เกี่ยวข้อง
จัดให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับการฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพตามความเหมาะสม
จัดให้มีระบบการส่งต่อเพื่อการรักษาพยาบาลและให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาบริการพยาบาลอาชีวอนามัย
พยาบาลที่ทํางานด้านอาชีวอนามัยโดยเฉพาะประจําอยู่กับสถานประกอบการต้องมีคุณสมบัติ คือ
1) เป็นพยาบาลวิชาชีพ
2) ควรมีประสบการณ์อย่างน้อย 2 ปีในตึกผู้ปุวยนอก ห้องฉุกเฉิน และการพยาบาลสาธารณสุข
3) ควรได้รับการอบรมเฉพาะทางด้านการพยาบาลอาชีวอนามัย
ขอบเขตการทำงานการพยาบาลอาชีวอนามัย
การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
การป้องกันระดับปฐมภูมิ
การป้องกันระดับทุติยภูมิ
การป้องกันระดับตติยภูม
การประเมินสุขภาพและเฝ้าระวังสิ่งคุกคามในการทำงาน
3.การเฝ้าระวังสถานที่ทำงานและการตรวจประเมินปัจจัยคุกคามในการทำงาน
การให้บริการระดับปฐมภูมิและการจัดการรายกรณ
การให้คำปรึกษา
การบริหารจัดการ
การวิจัย
การจัดการด้านกฎหมายและจริยธรรม
การประสานการทำงานกับชุมชน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย
พยาบาลควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย ได้แก่
1) พระราชบัญญัติประกันสังคม
2) พระราชบัญญัติเงินทดแทน
3) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
4) พระราชบัญญัติโรงงาน
5) พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย