Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 4 หัวข้อการดูแลผู้ป่วยวิกฤตในระยะท้ายของชีวิต - Coggle Diagram
บทที่ 4
หัวข้อการดูแลผู้ป่วยวิกฤตในระยะท้ายของชีวิต
ความแตกต่างระหว่างการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตและทั่วไป
Professional culture
บุคลากรของทีมสุขภาพที่ทํางานอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติจะคุ้นชิน
กับการรักษาผู้ป่วยเพื่อมุ่งให้มีชีวิตรอดพ้นจากภาวะวิกฤต
ความคาดหวังของผู้ป่วยและครอบครัว
ผู้ป่วยที่เข้ารักษาในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติมักขาดการ
เตรียมตัวเพื่อรับมือกับภาวะสุขภาพที่ทรุดลงอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้มีความคาดหวังสูงที่จะดีขึ้น
ความไม่แน่นอนของอาการ
การรักษาในไอซียูผู้ป่วยมีโอกาสที่จะดีขึ้นแล้วกลับไปทรุดลงได้หลายครั้ง อาจส่งผลให้และทีมสุขภาพ อาจเข้าใจว่าเมื่อแย่ลงก็จะสามารถกลับมาดีขึ้น ซึ่งความจริงอาจไม่เสมอไป
Multidisciplinary team
ในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติมีทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาร่วมกันมากกว่า 1 สาขา ส่งผลให้แพทย์แต่ละสาขามุ่งเน้นในการรักษาอวัยวะที่ตนรับผิดชอบ อาจทําให้ไม่ได้มองผู้ป่วยแบบองค์
ผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤติมีอาการไม่สุขสบายหลายอย่างและมีแนวโน้มลูกละเลย
เนื่องจากทีมสุขภาพมักมุ่งประเด็นไปที่การหายของโรคมากกว่าความสุขสบายของผู้ป่วย
ทรัพยากรมีจํากัด
เนื่องจากเตียงผู้ป่วยในไอซียู รวมทั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ มีจํากัด การใช้จึงควรพิจารณาใช้กับผู้ป่วยที่มีโอกาสจะรักษา
ให้อาการดีขึ้นได้ ไม่ใช่ใช้กับผู้ป่วยวิกฤติทุกราย
สิ่งแวดล้อมในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต
ไอซียูเป็นหอผู้ป่วยที่มีอัตราการตายสูง แต่สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่วุ่นวาย เสียงดังตลอด
ไม่เหมาะกับการเป็นสถานที่สุดท้าย
ก่อนผู้ป่วยจะจากไป
หลักการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติ
ทีมสุขภาพที่ทํางานในไอซียูเป็นผู้เริ่มลงมือด้วยตนเอง
ได้แก่ การประเมินความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว การสื่อสาร และการจัดการอาการไม่สุขสบายต่าง ๆ
การปรึกษาทีม palliative care ของโรงพยาบาลนั้น ๆ มาร่วมดูแลในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์
เนื่องจากผู้ป่วยวิกฤตเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลาย การกําหนดเกณฑ์สําหรับการปรึกษาทีม
palliative care จึงมีความสำคัญ
การดูแลแบบผสมผสาน
จะเน้นการรักษาชีวิตและการบรรเทาความทุกข์ทรมาน การคงไว้ซึ่งหน้าที่ของอวัยวะที่สําคัญของร่างกาย ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย
หลักการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายใกล้ตาย
การประเมินสภาพ
ประเมินอาการทางร่างกาย
อาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ อาการปวด อ่อนแรงหรือเหนื่อยล้า ปากแห้ง และปัญหาของผิวหนัง
อาการและอาการแสดงตามระบบต่างๆ ของผู้ป่วยใกล้ตาย
ระบบทางเดินอาหาร
ได้แก่คลื่นไส้ อาเจียน กลืนลําบาก ไอ สําลักสูญเสียปฏิกิริยาการกลืนและการขย้อน รับประทานอหารและน้ำได้น้อยลง เบื่ออาหาร น้ําหนักตัวลดลง สูญเสียกล้ามเนื้อและไขมัน
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำลง ผิวหนังจะเริ่มเย็น ชื้น ซีด จากนั้นจะ
คล้ำขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ระบบหายใจ
ได้แก่ อัตราการหายใจเปลี่ยนแปลง ใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ มีสิ่งคัดหลังในปากหรือทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น มีเสียงเสมหะในขณะหายใจ
ระบบประสาท
ได้แก่ มีความไวต่อแสงจ้ามากขึ้น ระดับความรู้สึกตัวลดลง ง่วงซึมมาก รับรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวลดลง ปลุกตื่นยาก สับสน ไม่ตอบสนองต่อเสียงหรือการสัมผัส หมดสติ
ระบบการควบคุมหูรูด
ได้แก่ ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้หรือมีปัสสาวะค้าง มีการแตกของผิวหนัง และอาจมีการติดเชื้อเฉพาะตําแหน่งบริเวณ perineum
ระบบขับถ่าย
ได้แก่ ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออก ปัสสาวะสีคล้ำ ถ่ายเหลวหรือท้องผูก
การประเมินด้านสังคม
บทบาทของผู้ป่วยในครอบครัว
ความรักความผูกพันของผู้ป่วยกับสมาชิกในครอบครัว
ความต้องการของครอบครัว
ผู้ดูแลผู้ป่วย
เนื่องจากผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมักต้องการกลับไปอยู่บ้าน ผู้ดูแลและครอบครัว
จะต้องเข้าใจและยอมรับความต้องการของผู้ป่วย
ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคม ที่จะให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ
การประเมินด้านจิตใจ
ผู้ป้วยในระยะสุดท้ายจะมีความผิดปกติทางด้านจิตใจ
3 อย่างคือ
ภาวะซึมเศร้า
ภาวะวิตกกังวล
ภาวะสับสน
การประเมินด้านจิตวิญญาณ
ประเมิน ปรัชญาชีวิต เป้าหมายชีวิต หรือคุณค่าทางด้านจิตใจ และความเชื่อทางศาสนา
การประเมินระดับ Palliative Performance Scale (PPS)
จุดประสงค์ของการใช้ PPS
เพื่อสื่อสารอาการปัจจุบันของผู้ป่วยระหว่างบุคลากรในทีมที่ร่วมกันดูแลผู้ป่วย และเห็น
ภาพรวมของผู้ป่วยและการพยากรณ์โรคไปในแนวทางเดียวกัน
เพื่อประเมินพยากรณ์โรคอย่างคร่าวๆและติดตามผลการรักษา
ใช้เป็นเกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วยเพื่อเข้าดูแลในสถานที่ดูแลระยะสุดท้าย
ใช้บอกความยากของภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย
ใช้ในการวิจัย