Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติ ของรกน้ําคร่ำ และความผิดปกติของทารก…
การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติ ของรกน้ําคร่ำ และความผิดปกติของทารกในครรภ์
👼🏻❌👀🤱🤰🏼🙇🏻♀️🐹
ภาวะน้ำคร่ำผิดปกติ
1.1 ภาวะน้ําคร่ำมากผิดปกติ หรือการตั้งครรภ์แฝดน้ํา (Hydramnios/ polyhydramnios) 🤰🏼💦
คือ น้ำคร่ำมากผิดปกติ มากกว่า 2,000 มล หรือวัดค่า AFI 24-25 ขึ้นไป (ปกติ 5-25) หรือ เกิดเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 หรือ 97.5 ของแต่ละอายุครรภ์
อุบัติการณ์
ร้อยละ 1 ของการตั้งครรภ์
พยาธิสรีระวิทยา
สัมพันธ์กับปริมาณของเหลวที่เข้าออกจากถุงน้ำคร่ำ ที่แตกต่างกันตามอายุครรภ์ และในช่วงหลังจะสัมพันธ์กับปริมาณปัสสาวะของทารก การสร้างของเหลวจากปอด จากการกลืนร้อยละ 20-25 และสร้างจากปอด ร้อยละ 10
ดังนั้น ความผิดปกติ ของน้ำคร่ำสัมพันธ์กับความสมดุลของปริมาณของเหลวที่เข้าและออกจากถุงน้ำคร่ำ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น
สาเหตุ
ด้านมารดา
มารดาเป็นโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ , การตั้งครรภ์แฝด
ด้านทารก
เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับการกลืนทารก ความผิดปกติของระบบประสาท การอุดกั้นระบบทางเดินอาหาร
การพิการของทารก
ภาวะการอุดกั้นของระบบทางเดินอาหาร (GI tract obstruct)
ทารกหัวบาตร (anencephalous)
ครรภ์แฝดที่เป็น Twin-twin transfusion syndrome (TTTS)
ที่มีการเชื่อมต่อกันของเส้นเลือด โดยทารกที่ได้รับเลือดมาก จะมี การปัสสาวะมาก จึงทําให้ปริมาณน้ําคร่ำมากขึ้น
ไม่ทราบสาเหตุ
พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 60
ไม่พบความผิดปกติของมารดาและทารก
จำแนกชนิด ได้ 2 ชนิด
ภาวะน้ำคร่ำมากอย่างเฉียบพลัน (Acute hydramnios)
ไตรมาสที่ 2 พบเร็ว และรุนแรง
ทำให้สตรีตั้งครรภ์มีอาการไม่
สุขสบาย ปวดหลังและหน้าขา แน่นอึดอัดในช่องท้อง หายใจลำบากหรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
อาการบวมที่ผนังหน้าท้อง อวัยวะเพศและหน้าขา ไม่สามารถคลำหาส่วน
ต่างๆของทารกได้อย่างชัดเจน
ภาวะน้ำคร่ำมากเรื้อรัง (chronic hydramnios)
พบในไตรมาส 3
จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ อาการคล้ายๆ กับ แบบเฉียบพลัน สตรีตั้งครรภ์มีอาการหายใจลำบาก อึดอัด
ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
ต่อทารก
เสี่ยงต่อการพิการ และคลอดก่อนกำหนด
2.เกิดภาวะ fetal distress จากการที่สายสะดือย้อย (prolapsed umbilical cord)
ทารกอยู่ในท่าที่ผิดปกติ และไม่คงที่ เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำมาก ทารกจึงหมุนตัวไปมาได้ง่าย
ต่อมารดา
ระยะตั้งครรภ์จะไม่สุขสบาย เพราะมีการทับของมดลูกที่มีขนาดใหญ่
อาจเกิดคลอดก่อนกำหนด
ช็อกจากความดันในช่องท้องลดลงอย่างรวดเร็ว
ตกเลือดหลังคลอด
ติดเชื้อหลังคลอด
อาการปละอาการแสดง
แน่น หายใจลำบาก เจ็บชายโครง
บวมที่เท้า ขา และปากช่องคลอด
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
การตรวจวินิจฉัย
ซักประวัติอาการ และอาการแสดงการเกิดภาวะครรภ์แฝดน้ำ
ตรวจร่างกาย
หน้าท้องขยายใหญ่
คลำส่วนต่างๆ ลำบาก
ฟัง FHS ไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัด
น้ำหนักมารดา เพิ่มอย่างรวดเร็วมากกว่า 1 กิโลกรัม
การตรวจทางห้อง
หาค่า AFI ได้ค่ามากกว่า 24 ซม
แบ่งตามชนิดความรุนแรง
Mild AFI > 24 CM
Moderate AFI > 32 CM
Severe AFI > 44 CM
การพยาบาล
ระยะตั้งครรภ์ 1. ประเมินการเกิดภาวะแฝดน้ำ จากการซักประวัติ และอาการแสดง และการตรวจร่างกาย
ดูแลบรรเทาอาการแน่นท้องจากการที่มดลูกขยายตัว
โดย จัดท่านอนตะแตง หัวสุง 30 องศา
สังเกตอาการ Congestive heart failure
แนะนำให้ทานอาหารที่ย่อยง่าย น้อยๆ แต่บ่อย
แนะนำสวมเสื้อที่ใส่สบาย
ดูแลดูดน้ำคร่ำออก
เฝ้าระวังและประเมินสุขภาพ
ระยะคลอด 1. ให้นอนพักพบเตียง เพื่อป้องกันน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก
ฟังเสียง FHS Latent ทุก 30 นาที active ทุก 15 นาที
ดูแลให้ได้รับสารน้ำและสารอาหารตามแผนการรักษา
ขณะแพทย์เจาระถุงน้ำคร่ำ พยาบาลแนะนำให้มารดาพักบนเตียง
ระยะหลังคลอด ให้การพยาบาลโดยดูแลการหดตัวของมดลูกเพื่อป้องกันการตกเลือด
การดูแลรักษา
ดูดน้ำคร่ำ
ให้ยา Prostaglandin
High Protein
ยาขับปัสสาวะ
ยาลดการหดรัดตัวมดลูก tocolytic dtug
เจาะถุงน้ำคร่ำระยะคลอด ให้ไหลช้าที่สุด
ผ่าคลอด c/s
ให้ยา Oxytocin ก่อนเพื่อป้องกันการตกเลือด
1.2 ภาวะน้ําคร่ำน้อย (oligohydramnios) 🤰🏼❌💦
คือ มีน้ำคร่ำน้อยกว่า 300 หรือ 300-500 CC น้ำคร่ำน้อยอาจพบร่วมกับความผิดปกติของทารก ความผิดปกติของโครโมโซม ภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และครรภ์เกินกำหนด
สาเหตุ
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ 26-35 %
ทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกต
ความผิดปกติของโครโมโซม เช่น trisomy 18
รกเสื่อมสภาพ
การตั้งครรภ์เกินกำหนด
ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (IUGR)
ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
ผลต่อมารดา
มีโอกาสผ่าตัดคลอดทารกทางหน้าท้องมากกว่ากาาตั้งครรภ์ปกติ เนื่องจากทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ fetal distress
ผลต่อทารก
มีโอกาสคลอดก่อนกำหนด ถ้าในครรภ์อายถน้อยๆ ทารกมักมีอาการพิการรุนแรง
ภาวะปอดแฟบ (pulmonary hypoplasia)
Amniotic band syndrome การเกิดเยื่อพังผืดและดึงรั้งมือและแขนหลายบริเวณจากการมีน้ำคร่ำน้อย ทำให้แขนขาขาด
ทารกอยู่ในภาวะคับขัน (Fetal diatress)
ทารกเจริญเติบโตช้า IUGR
การวินิจฉัย
วัดโพรงน้ำคร่ำที่ลึกที่สุดในแนวดิ่ง (maximum ventrical pocket, MVP) โดยการสำรวจโพรงน้ำคร่ำเพื่อหาส่วนลึกที่สุด หากพบว่า น้อยกว่า 1,2 cm ให้ถืวว่า น้ำคร่ำน้อย
การวัดดัชนีน้ำคร่ำ amniotic fluid index AFI มีค่าน้อยกว่า 5 CM
ในกรณรที่อายุครรภ์น้อยกว่า 10 สัปดาห์ ขนาดของถุงน้ำคร่ำ กับ ขนาดของทารก โดยวัดจาก crown-rump length (CRL) < ร้อยละ 5 percentile ให้ถือว่า มีภาวะน้ำคร่ำน้อย
การรักษา
พิจารณาตามอายุครรภ์ หากเกิดภาวะน้ำคร่ำน้อย ในช่วงไตรมาสแรก มีโอกาสแท้งลูกมากถึงร้อยละ 90 ต้องเฝ้าระวัง การแท้งและติดตาม u/s
หากไตรมาส 2 ให้ดูแลโดย 1. การเติมน้ำคร่ำ (amnioinfusion) ด้วย normal saline/ ringers lactate 5% glucose 2. ดื่มน้ำมากๆ
การประเมินภาวะความผิดปกติแต่กำเนิด และการรักษาภาวะทารกเจริญเติบโตช้า IUGR
หากไตรมาส 3 ให้เฝ้าระวังสุขภาพทารกอย่างใกล้ชิด โดยทำ NST ตรวจวัดดัชนีน้ำคร่ำ ตรวจ biophysical profile
1-2 ครั้งต่อสัปดาห์จนกระทั้งคลอด
การพยาบาล
อธิบายถุงสาเหตุการเกิดอาการดังกล่าว
ดูแลให้ได้รับการใส่สารน้ำเข้าไปในถุงน้ำคร่ำ (amnioinfusion)
รับฟังปัญหา แสดงความเห็นอกเห็นใจ และกระตุ้นให้ระบายความรู้สึก
ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Intra Uterine Growth Restriction [IUGR])
ทารกมีการเจริญเติบโตช้า ไม่เป็นไปตามปกติ โดยน้ำหนักแรกคลอดของทารกต่ำกว่า เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10
ทารกที่มีขนาดเล็กกว่าอายุครรภ์ (small for gestational age: SGA)
เล็กตามขนาดตามธรรมชาติ (constitutionally small) SGA หมายถึง ทารกมีขนาดเล็กเนื่องมาจากมารดาตัวเล็ก หรือปัจจัยทางพันธุกรรม โดยไม่ได้มีปัญหา
เจริญเติบโตช้าในครรภ์ IUGR / FGR คือ ทารกที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติ เกิดจากภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงขนาดของทารกเพียงอย่างเดียว
สาเหตุ
ด้านทารก
ความพิการแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครงสร้าง และอวัยวะของร่างกาย เช่น ทารกไม่มีกะโหลกศีรษะ (Anencephalus) ผนังหน้าท้องไม่ปิด (Gastroschisis) หรือการไม่มีไตแต่กำเนิด (Renal agenesis) วัณโรค การติดเชื้อมาลาเรีย
ความผิดปกติของโครโมโซม เช่น trisomy 13 , trisomy 18
ด้านมารดา
มารดารูปร่างเล็ก
ภาวะขาดสารอาหาร
ภาวะโลหิตจางรุนแรง เช่น ธาลัสซีมเมีย
มารดามีภาวะติดเชื้อ
โรคของมารดา เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไตเรื้อรัง
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมสุขภาพมารดา เช่น การใช้สารเสพติด การใช้ยาบางชนิด มารดาอยู่ในพื้นที่สูง ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง
การตั้งครรภ์แฝด
การจำแนกประเภทของ IUGR
ทารกโตในครรภ์แบบได้สัดส่วน (Symmetrical IUGR) โตช้าได้สัดส่วนพอๆ กัน ช้าทุกอย่าง สัดส่วนที่กว้างของศีรษะ BPD , เส้นรอบศีรษะ HC , เส้นรอบท้อง HC , ความยาวกระดูกต้นขา (FL)
เกิดจาก : มารดาทุพโภชนาการ , คามผิดปกติของโครโมโซมหรือการติดเชื้อในระยะแรก, รับยาหรือสารเสพติด , พิการแต่กำเนิด
ทารกโตช้าในครรภ์แบบไม่ได้สัดส่วน (Asymmetrical IUGR) ช้าไม่ได้สัดส่วน พบร้อยละ 80 ทารกจะเจริญเติบโตช้าในไตรมาสที่ 3 , 28 wk เป็นต้นไป หัวโต ท้องเล็ก พวกติดเชื้อ เกิดจาก มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น คามดันโลหิตสูงเรื้อรัง , มารดาเป็นโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดในการจับออกซิเจน เช่น โลหิตจาง , สตรีตั้งครรภ์ที่มีประวัติไต ที่มีการสูญเสียโปรตีนออกทางปัสสาวะ , ภาวะตั้งครรภ์แฝด , ความผิดปกติของรกและสายสะดือ
การวินิจฉัย
1.ซักประวัติ เพื่อหาสาเหตุ ปัจจัยส่งเสริม
ตรวจร่างกาย
ตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง
3.1 วัดเส้นรอบท้อง (Abdominal Circumference = AC)
3.2 วัดขนาดของศีรษะทารก (Biparietal diameter = BPD)
3.3 วัดเส้นรอบศีรษะ (Head circumference = HC)
3.4 วัดความยาวของกระดูกต้นขา (femur length = FL)
3.5 ปริมาณน้ำคร่ำ (amniotic fluid volume)
3.6 เกรดของรก (placenta grading)
การรักษา
ค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอันตราย และภาวะแทรกซ้อนกับทารกในครรภ์
ตรวจเฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด โดยการตรวจ U/S ทุก 2-3 สัปดาห์
กำหนดเวลาการคลอดที่เหมาะสม
การพยาบาล
ระยะตั้งครรภ์
แนะนำมารดาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด
แนะนำให้มารดาพักผ่อนมากๆ โดยเฉพาะการนอนตะแคงซ้ายซึ่งจะช่วยในการไหลเวียนเลือดที่รกดีขึ้น
ติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์ โดยแนะนำให้มารดานับลูกดิ้นทุกวัน การทำ NST OCT นอกจากนี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพโดยการ U/S ซ้ำทุก 2-3 สัปดาห์
ระยะคลอด
ควรติดตามประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด เพราะทารก มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิด fetal distress
ติดตามประเมินความก้าวหน้าของการคลอดอย่างใกล้ชิด
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกและเสียงหัวใจของทารก ทุกครึ่ง-1 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงยาแก้ปวด เนื่องจากลดการหายใจของทารกในครรภ์
กุมารแพทย์ และเตรียมอุปกรณ์ในการช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิดไว้ให้พร้อม
ระยะหลังคลอด
ดูแลทารกเพื่เฝ้าระวัง และป้องกันการเกิดภาวะ hypoglycemia, hypothermia, polycythemia
การตั้งครรภ์ที่มีจํานวนทารกมากกว่า 1 คน (multiple pregnancy)
การตั้งครรภ์แฝด คือ การตั้งครรภ์ที่มีทารกในโพรงมดลูกมากกว่า 1 คน ขึ้นไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง (High risk pregnancy) พบภาระแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งมารดา และทารกได้มากกว่าปกติ (ครรภ์เดี่ยว)
การตั้งครรภ์แฝด 2 คน เรียกว่า twins
การตั้งครรภ์แฝด 3 คน เรียกว่า triplets
การตั้งครรภ์แฝด 4 คน เรียกว่า quadruplets
การตั้งครรภ์แฝด 5 คน เรียกว่า quintuplets
ชนิดและสาเหตุการตั้งครรภ์แฝด
แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวหรือแฝดแท้ (monozygotic twins / identical twins)
เกิดจากการปฏิสนธิจากไข่ 1 ใบ และตัวอสุจิ 1 ตัว
มีการแบ่งตัวในระยะเวลาต่าง ๆ กันภายใน
14 วันหลังจากการปฏิสนธิ
จะมีรูปร่าง หน้าตา เพศ และลักษณะทางพันธุกรรม
เหมือนกัน
การตั้งครรภ์แฝดชนิดนี้ได้แก่
1.1 Diamnionic, dichorionic, monozygotic twins pregnancy
1.2 Diamnionic, monochorionic, monozygotic twins pregnancy
1.3 Monoamnionic, monochorionic, monozygotic twins pregnancy
1.4 Conjoined twins pregnancy
แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ หรือแฝดเทียม (dizygotic twins/ fratemal)
เป็นการตั้งครรภ์แฝด
ที่เกิดจากไข่ 2 ใบผสมกับอสุจิ 2 ตัว amnion 2 อัน และ chorion 2 อัน มีรก 2 อัน
สาเหตุการเกิด
แฝดชนิดนี้
2.1 เชื้อชาติ (race) พบมากในคนผิวดำ
2.2 พันธุกรรม (heredity)
2.3 อายุมารดา (maternal age) มารดามีอายุมากกว่า 35 ปี
2.4 ปัจจัยด้านภาวะโภชนาการ พบในมารดาที่มีรูปร่างใหญ่ มีภาวะโภชนาการดี
2.5 มารดามีประวัติใช้ยากระตุ้นเร่งการตกไข่ เพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก
2.6 จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ พบมากขึ้นในการตั้งครรภ์หลังๆ
ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
ผลต่อมารดา
ระยะตั้งครรภ์
คลื่นไส้มาก เนืองจาก ฮอร์โมน hCG มากกว่าครรภ์เดี่ยว
มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากครรภ์แฝดมีการเพิ่มขึ้นของ blood volume มากกว่า
ครรภ์เดี่ยวปกติ
การตกเลือดก่อนคลอด เช่น รกเกาะต่ำ
เกิดภาวะความดันโลหิตสูงเนื่องจากตั้งครรภ์พบมากกว่าครรภ์เดี่ยวและมีแนวโน้มเป็น
เร็วและรุนแรง
ไม่สุขสบายจากอาการปวดหลัง หายใจลำบาก เส้นเลือดขอด
เสี่ยงต่อการแท้งสูงหรือคลอดก่อนกำหนดซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อย
เกิดถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
ตั้งครรภ์แฝดน้ำ
เบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ (gestational diabetes)
ระยะคลอด
กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวผิดปกติเนื่องจากมีการยืดขยายมากเกินไป หรือเป็นผลจาก
ทารกอยู่ในท่าผิดปกติทำให้การคลอดยืดเยื้อ หรือการคลอดยาก
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ระยะหลังคลอด
ตกเลือดหลังคลอด พบได้มากกว่าครรภ์เดี่ยวเนื่องจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีหรือมีภาวะรกค้าง
การติดเชื้อหลังคลอด
การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอาจเกิดความยาดลำบาก
ผลต่อทารก
การแท้ง
ทารกตายในครรภ์
ภาวะคลอดก่อนกำหนด
ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (IUGR)
ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ
ทารกขาดออกซิเจน (asphyxia)
Twin-twin transfusion syndrome (TTTS)
พบในครรภ์แฝด ทารกแย่งสารอาหารกัน
การประเมินหรือการวินิจฉัย
ซักประวัติ ซักข้อมูลสนับสนุน ได้แก่ การตั้งครรภ์แฝดในครอบครัว โดยเฉพาะฝ่ายหญิง
ตรวจร่างกาย ตรวจหน้าท้อง ตรวจภายใน
2.1 ขนาดหน้าท้องของมดลูกโตมากกว่าอายุครรภ์ (size > date)
2.2คลำพบมี ballottement ของศีรษะหรือคลำได้ทารกมากกส่าหนึ่งในบริเวณที่ต่างกันของ
มดลูก
2.3 คลำได้ small part มากกว่าปกต
2.4 ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ได้ 2 แห่งซึ่งฟังได้ชัดในตำแหน่งที่ต่างกันและอัตราการเต้นที่
แตกต่างกัน
2.5 ยังคลำทารกได้ที่มดลูก หรือคลำพบส่วนนำของทารกจากการตรวจภายในหลังจากทารก
คนหนึ่งคลอดแ
การตรวจพิเศษ
3.1 ตรวจด้วยอัลตราซาวด์เป็นวิธีวินิจฉัยภาวะครรภ์แฝด
3.2 ระดับฮอร์โมน estriol, HCG, HPL สูงกว่าปกต
3.3 การถ่ายภาพรังสีทางหน้าท้อง (radiographic examination
แนวทางการดูแลรักษา
ระยะตั้งครรภ์
ดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ
เฝ้าระวังการเกิดภาวะโลหิตจางอาจให้โฟลิคเสริม
เฝ้าระวังการความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์
ควรงดมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดในไตมาสที่ 3 ของการ
ตั้งครรภ์
ติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
ระยะคลอด
1.การพิจารณาวิธีการคลอด
1.1 ทารกแฝดมีส่วนนำกลุ่มท่าหัว-ท่าหัว หรือท่าหัว-ไม่ใช่ท่าหัว (ก้น-ขวาง) น้ำหนักทารกมากกว่า 1,500 กรัม และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ พิจารณาคลอดทาง
ช่องคลอดได้
1.2 การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง กลุ่มที่ไม่ใช่หัว-หัวหรือไม่ใช่หัว- ไม่ใช่หัว ให้การผ่าตัด
คลอดทางหน้าท้องทุกราย
ในรายที่ได้รับการประเมินจากสูติแพทย์ให้คลอดทางช่องคลอด
2.1 ตลอดระยะเวลาการเจ็บครรภ์คลอด ให้ติดตั้งเครื่อง EFM
2.2 ตรวจความเข้มข้นของเลือด และเตรียมเลือดไว้ให้พร้อม
2.3 ให้มารดางดน้ำ งดอาหาร และให้สารน้ำ NPO
2.4 การให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกควรให้ด้วยความระมัดระวัง
2.5 การช่วยเหลือการคลอดแฝดครรภ์แรก ทำคลอกครรภ์แรกปกติ เกิดแล้วให้ clamp สายสะดือ ทันที เพื่อป้องกันการเสียเลือดของแฝดคนที่ 2
2.6 ใช้เครื่อง ultrasound
2.7 ถ้าเป็นท่าหัว ให้ผู้ช่วยคลอดกดมดลูกหรือรอจนศีรษะเข้าสู่ช่องเชิงกรานหรือเกิด
head engage แล้วจึงเจาะถุงน้ำ หลังจากนั้นให้คลอดเองทางช่องคลอด
2.8 ถ้าเป็นท่าก้น ให้ทำ external cephalic version หรือ total breech assisting
2.9 ถ้าเป็นท่าขวางให้ทำ external cephalic version
2.10 สามารถรอได้ถึง 30 นาทีแต่
ต้องตรวจการเต้นของหัวใจทารกตลอดเวลา
ระยะหลังคลอด
เฝ้าระวังการตกเลือดหลังคลอด
ป้องกันการติดเชื้อโดยดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาและประเมินการติดเชื้อ
แนะนำการดูแลบุตร การเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา
แนะนำวิธีการคุมกำเนิด
ทารกพิการแต่กําเนิด (congenital anormality)
คือ ความผิดปกติของร่างกายทารกแรกแกิดที่พได้ โดยมีความพิการที่สามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอกหรือความพิการที่อยู่ในอวัยวะภายใน
บางรายสามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้ แต่บางรายไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ความพิการเกิดขึ้นได้จากที่อวัยวะเดียวหรือหลายอวัยวะก็ได้
สาเหตุ
ปัจจัยด้านพันธุกรรม
ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปี มีประวัติบุคคลในครอบครัวให้กำเนิดบุตรพิการมาก่อน
ความผิดปกติของโครโมโซม เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของโครโมโซม อาจเป็นทั้งโครโมโซม หรือเป็นบางส่วนของโครโมโซม
อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นมักจะรุนแรง มักมีการเจริญเติบโตช้า พัฒนาการช้า และความผิดปกติชัดเจนในหลายอวัยวะ เช่น กลุ่มดาวน์ , กลุ่มอาการ Trisomy 18 , กลุ่มอาการ Tirner
ความผิดปกติของยีนเดียว เป็นโรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนใดยีนหนึ่ง โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ธาลัสซีเมีย, G-6-PD
ความผิดปกติชนิดพหุปัจจัย เกิดจากความปิดปกติของยีนหลายตัวร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ม เช่น โรคที่มีความผิดปกติของระบบประสาท neural tube โรคปากแหว่ง เพดานโหว
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ทำให้เกิดความผิดปกติแก่ทารก ส่วนใหญ่ความพิการจะเกิดในช่วง 3 เดือน
แรกของการตั้งครรภ์
เช่น การใช้ยา การติดเชื้อ สภาพของมารดา และปัจจัยจากมดลูก
ปัจจัยที่มี
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ รวมเรียกว่า Teratogen
ความผิดปกติของทารกสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม
Malformation
หมายถึง เป็นความผิดปกติทางรูปร่างของอวัยวะหรือส่วนของอวัยวะ
เป็นผลมาจากขบวนการของการพัฒนาหรือขบวนการเจริญเติบโตของอวัยวะนั้น
เช่น ความผิดปกติที่
เกิดจากยีนและโครโมโซม
ได้แก่ ปากแหว่ง เพดานโหว
Disruption
หมายถึง ความผิดปกติทางรูปร่างของอวัยวะหรือส่วนของอวัยวะ เป็นผลมา
จากปัจจัยภายนอกมาขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของอวัยวะ
ชื้อโรค สารเคมี ยา การขาดเลือดมาเลี้ยงหรืออุบัติเหต
Deformation
หมายถึง ความผิดปกติของรูปร่างหรือโครงสร้างของอวัยวะของร่างกาย
เดิมเคยปกติมาก่อน
เช่น ความผิดปกติของรูปร่างของมดลูก การตั้งครรภ์แฝด ภาวะ
น้ำคร่ำน้อย เช่น ภาวะเท้าปุก (club foot)
Dysplasia
หมายถึง ความผิดปกติทางรูปร่างของอวัยวะหรือส่วนของอวัยวะอันเป็นผลมา
จากความผิดปกติของการจัดระเบียบของเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อ
การป้องกัน
การให้คำแนะนำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ (Genetic counseling)
1.1 ก่อนการตั้งครรภ์ในรายที่มีภาวะเสี่ยง จะต้องได้รับการให้คำแนะนำปรึกษาทาง
พันธุศาสตร์ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ
โดยการซักประวัติ
ตรวจร่างกาย
ตรวจเลือดคู่สามีภรรยา เพื่อ
วิเคราะห์โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมถึงการทำพงศาวลี (pedigree)
1.2 เมื่อตั้งครรภ์ จะทำการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด เพื่อค้นหาความพิการแต่กำเนิด
ตั้งแต่อยู่ในครรภ
เช่น น การเจาะน้ำคร่ำ การตัดชิ้นเนื้อรกไปตรวจ
1.3 การให้คำปรึกษาภายหลังการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด
ครอบครัวสามารถเผชิญปัญหาและตัดสินใจเกี่ยวกับการมีลูกและทางเลือกในการดำเนินหรือสิ้นสุด
การตั้งครรภ
1.4 หลีกเลี่ยงการสัมผัส teratogen
เช่น เชื้อหัดเยอรมัน ยาบางชนิด บุหรี่ สารเสพติด
ภาวะจิตสังคมของครอบครัวที่ต้องเผชิญกับภาวะมีบุตรพิการแต่กำเนิด
ระยะตั้งครรภ์ สตรีตั้งครรภ์มักจะเกิดความเครียดและวิตกกังวลสูงเมื่ออยู่ในระยะที่ต้องตัดสินใจ
ตรวจสอบความผิดปกติของทารกในครรภ์
ระยะคลอด ผู้คลอดที่รับรู้ว่ามาก่อนว่าทารกในครรภ์มีความพิการหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น
ระยะหลังคลอด ครอบครัวอาจจะเข้าสู่ระยะเศร้าโศก
เช่น
4.2 ดาวน์ซินโดรม
เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมที่มีภาวะปัญญา
อ่อนที่พบบ่อยที่สุด
เด็กกลุ่มนี้จะมีศีรษะค่อนข้างเล็ก เบน ตาเฉียงขึ้น ดั้งจมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่น
ออกมา เรียกว่า “mongoloids face”
สาเหตุ
โครโมโซมเกินไป 1 แท่ง คือโครโมโซมคู่ที่ 21
อาการ
ลักษณะภายนอกที่พบ
ปัญญาอ่อน จะมีพัฒนาการช้าหว่าเด็กธรรมกา มี IQ เฉลี่ย 25-50
มักพบความพิการอย่างอื่นร่วมด้วย
เช่น โรคหัวใจแต่กำเนิด
ความผิดปกติของทางเดิน
อาหาร
การเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ ในผู้ชายมีองคชาติขนาดเล็กหว่าปกติ ผลิตสเปิร์มได้
น้อย แต่ในผู้หญิงสามารถมีบัตรได้แม้รอบเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ
การวินิจฉัย
การตรวจโครโมโซมโดยวิธี chorionic villus เมื่ออายุครรภ์ 9-12 สัปดาห์ หรือการทำ
amniocentesis เมื่ออายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์
การซักประวัติครอบครัว หรือ มารดาที่มีอายุมากกว่า 35 ป
การรักษา
การรักษาในปัจจุบันเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ มุ่งเน้นให้เด็กสามารถ
ช่วยเหลือตัวเองได้
4.3 ทารกศีรษะบวมน้ำหรือภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง (Hydrocephalus)
ความหมาย
ภาวะที่มีการคั่งของน้ำไขสันหลังในกะโหลกศีรษะบริเวณเวนตริเคิล (ventricle) ของสมอง
และ subarachnoid space มากกว่าปกต
น้ำไขสันหลังที่คั่งปริมาณจะทำให้เกิดความดันภายใน
กะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น
พยาธิสภาพ
ภายในกะโหลกศีรษะประกอบด้วย เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง น้ำไขสันหลัง และโลหิต
ดังนั้นความดันในกะโหลกศีรษะจึงเกิดจากผลรวมของความดันจากส่วนประกอบที่กล่าวมา เมื่อมีการ
เพิ่มขึ้นหรือลดลงของส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่ง
การวินิจฉัย
การซักประวัติ
ประวัติการติดเชื้อโรคบางชนิด
ประวัติการได้รับยาขณะตั้งครรภ์ได้แก่ Aminophyrine หรือ Amethopterin
ตรวจพบปริมาณน้ำคร่ำมากผิดปกต
การตรวจร่างกาย
2.1 จากการตรวจหน้าท้อง ในกรณีที่ส่วนนำเป็นศีรษะ
2.2 การตรวจพิเศษ เช่น skull X – ray, Ultrasound
การรักษา
ขณะตั้งครรภ์ครรภ์
รายไม่รุนแรงและไม่ความผิดปกติอื่น ๆ แนะนำให้ติดตามการเปลี่ยนแปลง
อาจพิจารณายุติการตั้งครรภ์กรณีเป็นรุนแรงมาก มีความผิดปกติรุนแรงอื่น ๆ
ร่วมด้วย
อาจเลือกยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อยซึ่งไม่สามารถเลี้ยงรอดได้
รักษาด้วยการใส่ shunt ในครรภ์ ต้องพิจารณาทำในรายอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์
การดูแลทารก
ให้การพยาบาลทารกแรกเกิดโดยทั่วไป
ได้แก่ ท่านอน การหายใจ การให้ความอบอุ่น
ให้การพยาบาลตามอาการ วัดขนาดของรอบศีรษะทารกทุกวัน
สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
อธิบายให้บิดามารดาเข้าใจสภาพของทารก
บันทึกอาการและการพยาบาล
4.4 ทารกศีรษะเล็ก (Microcephaly)
ความหมาย
ภาวะศีรษะเล็กหรือสมองเล็กเป็นความพิการของสมอง ซึ่งอาจเกิดจากสมองเจริญเติบโตช้า
กว่าปกติ
หรือหยุดการเจริญเติบโต และเนื่องจากการเจริญเติบโตของกระดูกกะโหลกศีรษะส่วนใหญ่
ขึ้นกับการเจริญเติบโตของสมอง
พยาธิสภาพ
สมองของทารกจะมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อยกว่าปกต
จำนวนและความลึกของคลื่นหรือรอย
หยักของเนื้อสมองจะลดลง
สมองส่วน Frontal lobe จะมีขนาดเล็กและไม่ได้สัดส่วนกับ
Cerebellum ซึ่งมีขนาดใหญ
การวินิจฉัย
การซักประวัต
1.1 มารดามีประวัติเป็น Phenylketonuria
1.2 มารดาเป็น Rubella, Syphilis
1.3 พบว่ามีพี่น้องเคยเป็น Microcephaly
1.4 ได้รับรังสีขณะอยู่ในครรภ์
1.5 เกิดภาวะ Anoxia ขณะอยู่ในครรภ์
1.6 มารดาไดรับเชื้อโรคไข้ซิกา
อาการและอาการแสดง จากลักษณะทั่วไป
พบว่า ขนาดของศีรษะเล็กกว่าปกติหน้าผากเล็ก
ใบหูใหญ
ผลการตรวจทางห้องทดลอง
ได้แก่ Skull X-ray, Lumbar serologic test
การรักษา
ไม่สามารถรักษาให้ศีรษะมีขนาดศีรษะเท่ากับปกติ แต่การรักษามุ่งเน้นให้เด็กสามารถมีชีวิต
อยู่ได้นานมากขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
การพยาบาล
ให้การพยาบาลทารกแรกเกิดโดยทั่วไป
ได้แก่ การดูแลเกี่ยวกับท่านอน การหายใจ และ
การให้ความอบอุ่น
ให้การพยาบาลตามอาการและอาการแสดง
สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และอาการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทของทารก
เกี่ยวกับระบบ Motor และ Mental retardation
อธิบายให้บิดามารดาเข้าใจเกี่ยวกับสภาพของทารก
บันทึกอาการแลอาการแสดง
4.5 ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects: NTDs)
ความหมาย
Open type NTDs คือมีการเปิดของ neural tissue กับสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งมัก
สัมพันธ์กับความผิดปกติในช่วง primary neurulation หรือ neural tube closure
ได้แก่
anencephaly, spina bifida aperta หรือ myelomeningocele, encephalocele
Closed type NTDs หรือ spina bifida occulta คือ NTD ที่มีผิวหนังภายนอกคลุมไว้
และไม่มี expose ของ neural tissue ออกมาภายนอก
ซึ่งมักสัมพันธ์กับความผิดปกติที่เกิดในช่วง
secondary neurulation
สาเหตุของการเกิด NTDs
Genetic factors:
95% ของมารดาที่ให้กำเนิดทารก NTD ไม่มีประวัติในครอบครัวมาก่อน
แต่มีหลายหลักฐานที่ระบุว่า NTD มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม
ได้แก่ การที่ NTD
สามารถพบร่วมกับโรคทางพันธุกรรมทั้ง chromosomal และ single gene disorders
เมื่อ
ครอบครัวที่เคยมีบุตรเป็น NTD แล้ว ครรภ์ต่อไปจะมีความเสี่ยงที่จะเกิด NTD ซ้ำ
Environmental factors:
ปัจจัยภายนอกที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิด NTD มีหลายปัจจัย
อาทิ geography, ethnicity, nutrition
4.1 ปากแหว่งเพดานโหว
ความหมาย เป็นความพิการแต่กำเนิดของเพดานซึ่ง
โรคปากแหว่ง หมายถึงโรคที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดบริเวณริมฝีปากเพดานส่วนหน้าแยกจาก
กัน
โรคเพดานโหว่ หมายถึง โรคที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด บริเวณเพดานส่วนหลังแยกจากกัน
สาเหตุ
กรรมพันธุ์ ครอบครัวที่มีพ่อแม่หรือญาติทางฝ่ายพ่อหรือแม่มีประวัติเป็น
สิ่งแวดล้อม เช่น มารดาติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก
พยาธิสภาพ
เกิดระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ จะมีการสร้างเนื้อเยื่อริมฝีปากเมื่อ
อยู่ในครรภ์มารดาตั้งแต่อายุครรภ์ 3-12 สัปดาห
อาการและอาการแสดง
ทารกที่มีปากแหว่งเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถอมหัวนมหรือจุกนมได้สนิท
ทารกที่มีเพดานโหว่มักจะสำลักน้ำนมขึ้นจมูกและเข้าช่องหูชั้นกลางหรือสำลักนมเข้า
ปอดได
การได้ยินผิดปกติ
การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคปากแหว่ง พบตั้งแต่ทารกแรกเกิด การตรวจร่างกายในครรภ์ด้วย อัลตร้า
ซาวน์
การตรวจร่างกาย
การตรวจร่างกายพบทารกมีความพิการริมฝีปากบนแหว่งตั้งแต่แรกเกิด
4.6 เยื่อหุ้มไขสันหลังยื่น (Spina bifida)
หมายถึง ความผิดปกติของท่อประสาทตั้งแต่แรกเกิดจากพัฒนาการที่
ผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาจเกิดความผิดปกติได้ตลอดตามความยาวของไขสันหลังตั้งแต่
บริเวณศีรษะถึงกระดูกก้นกบ
พยาธิสภาพ
Spina Bifida เป็นความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง มีถุงยื่นผ่านจากกระดูกไขสันหลังออกมา
ตามตำแหน่งที่บกพร่องนั้น
พบบ่อยที่สุดที่บริเวณ lumbosacrum (ร้อยละ 63) มี hydrocephalus
ร่วมด้วยร้อยละ 80-90
Spina bifida แบ่งออกเป็นสองชนิด
ชนิดเปิด (open)
ชนิดปิด (closed)
ชนิดของกระดูกสันหลังโหว่
spin bifida occulta เป็นความผิดปกติของกระดูกสันหลังตรงตำแหน่ง vertebal
arches
spina bifida cystica เป็นความผิดปกติของส่วนโค้งกระดูกสันหลัง ทำให้มีการยื่นของไข
สันหลังหรือเยื่อหุ้มสมองผ่านกระดูกสันหลังออกมา
2.1 meningocele
มีลักษณะคล้ายกับชนิดที่ หนึ่ง แต่มีก้อนยื่นผ่านกระดูกสันหลังที่
ผิดปกติออกมา ก้อนหรือถุง
2.2 myelomeningocele หรือ meningomyelocele
มีความผิดปกติของกระดูกสัน
หลัง ที่มีก้อนยื่นผ่านกระดูกสันหลังที่ผิดปกติออกมา
การวินิจฉัย
อาการแสดงโดยตรง พบมีกระดูกสันหลังแยก และพบอาจพบ myelomeningocele sac
ยื่นออกจากด้านหลังของกระดูกไขสันหลัง
2.การซักประวัติ
1.1 ได้รับยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ Valproic acid
1.2 มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
1.3 ตรวจพบปริมาณน้ำคร่ำมากผิดปกติ (Polyhydramios)
อาการและอาการแสดง ที่พบว่าทารกมีก้อนสีแดง นุ่มตรงบริเวณช่องต่อระหว่างกระดูก
ของกระดูกสันหลังหรือบริเวณสะโพก (Sacrum) และบริเวณบั้นเอว (Lumbar
การรักษา
กระดูกสันหลังโผล่ชนิด spin bifida occulta ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่ถ้าเป็นชนิด spina bifida
cystica a มีวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดปิดซ่อมแซมรอยโรคภายใน 24-48 ชั่วโมงภายหลังคลอด เพื่อลดการ
ติดเชื้อหรือรักษาระบบประสาทไว้ไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น
การพยาบาล
ให้การพยาบาลทารกแรกเกิดโดยทั่ว ๆ ไป
ให้การพยาบาลตามอาการ และการพยาบาลก่อนผ่าตัดในรายที่เป็นน้อย
3.สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
4.อธิบายให้มารดาเข้าใจเกี่ยวกับสภาพทารก
5 . บันทึกอาการและการพยาบาล
6.การให้folic acid ในสตรีตั้งครรภ์จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคกระดูกสันหลังโหว่ได้
การดูแลและการพยาบาล
ระยะตั้งครรภ์
ตรวจสอบความพิการของทารกในครรภ์ เพื่อยืนยันภาวะดังกล่าว เช่น การเจาะน้ำคร่ำ
การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ
ดูแลให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจเมื่อผลการตรวจวินิจฉัยพบภาวะผิดปกต
ระยะคลอด
ให้ได้รับการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ตามแผนการรักษาของแพทย์
ประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ ฟังเสียงหัวใจทารก และประเมินการหดรัดตัวของ
มดลูก
ระยะหลังคลอด
ประเมินความต้องการสัมผัสทารก
ให้การประคับประคองทางด้านจิตใจ
ทารกตายในครรภ์ (Dead Fetus in Utero [DFU])
การตายหรือเสียชีวิตเองโดยธรรมชาติของทารกในครรภ์ก่อนคลอด โดยไม่คำนึงถึงอายุครรภ์
องค์การอนามัยโลก (WHO, 2018) ได้แบ่งชนิดของทารกตายในครรภ์
การตายของทารกในระยะแรก (early fetal death)
คือ การตายก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์
การตายของทารกในระยะกลาง (intermediate fetal death)
คือการตายระหว่างอายุครรภ์
20-28 สัปดาห์
การตายของทารกในระยะสุดท้าย (late fetal death)
คือการตายตั้งแต่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์
ขึ้นไป บางครั้งหมายถึงทารกตายคลอด
สาเหตุ
ด้านมารดา
มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์โรคทางอายุรศาสตร์
เช่น โรคความดันโลหิตสูง
มารดาอายุมากกว่า 35 ปี
ภาวะทางสูติกรรม
ไม่มาฝากครรภ์ หรือมาฝากครรภ์ไม่ครบตามกำหนด
มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด รกเกาะต่ำ
ความผิดปกติของสายสะดือ
ได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บขณะตั้งครรภ์
ยาหรือสารเสพติดอื่น ๆ
ด้านทารก
มีภาวะพิการแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของโครโมโซม หรือความพิการอื่น ๆ
ทารกมีภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (IUGR)
มีการกดทับสายสะดือจากสายสะดือย้อย (prolapsed cord)
ด้านรก
รกลอกตัวก่อนกำหนด การติดเชื้อในโพรงมดลูก เส้นเลือดอุดกั้นในสายสะดือ สายสะดือ
ผิดปกติ เช่น knot หรือ entanglement
การวินิจฉัย
จากการซักประวัติมารดาพบทารกไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง
การตรวจร่างกาย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการ ultrasound
ผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์
ด้านร่างกาย ถ้าทารกตายในครรภ์เป็นเวลาตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดภาวะเลือด
ไม่แข็งตัว (coagulopathy) หรืออาจเรียกว่าภาวะ “fetal death syndrome”
ด้านจิตใจ ทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสีย ตกใจ ซึมเศร้า โทษตัวเอง อาจพบว่ามีการใช้บุหรี่ สุรา
สารเสพติดหรือยากล่อมประสาทสูงกว่าประชากรทั่วไป
การรักษา
ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
ขนาดของมดลูกโตไม่เกิน 14 สัปดาห์
ทำการ dilatation and
curettage หรือ suction curettage
ช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ
เหน็บยา prostaglandin
ไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ
ให้ oxytocin ปริมาณความเข้มข้นสูง ทางหลอดเลือดดำ
การพยาบาล
ให้การประคับประคองทางด้านจิตใจ
2.แนะนำให้สามีและครอบครัวให้กำลังใจ
ประเมินความต้องการสัมผัสกับทารกแรกคลอดที่เสียชีวิต
ดูแลให้ได้รับการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ตามแผนการรักษาของแพทย์
ติดตามผลการตรวจเลือดเพื่อหาระยะการแข็งตัวของเลือด clotting time
ให้ได้รับยายับยั้งการหลั่งน้ำนมตามแผนการรักษาของแพทย์
จัดทำโดย นางสาวพลินี จำปา 21A 6201210378
🐹🙇🏻♀️✨🌈😜🎤💕❤️🔥