Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Cardiogenic Shock - Coggle Diagram
Cardiogenic Shock
การตรวจร่างกาย
การเอกซเรย์ทรวงอก
เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยรายละเอียด เช่น ขนาดและรูปร่างของหัวใจ หลอดเลือดหัวใจและของเหลวในปอด เป็นต้น
-
การตรวจเลือด
เพื่อดูความเสียหายของอวัยวะภายในอย่างตับและไต การติดเชื้อ หรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด ในบางกรณีอาจใช้การตรวจก๊าซจากหลอดเลือดแดง (Arterial Blood Gas) เพื่อวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด
-
Echocardiogram
การตรวจเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ การไหลเวียนเลือดในหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และดูตำแหน่งของหลอดเลือดต่างๆ ที่เข้า-ออกจากหัวใจ
Angiogram
ด้วยการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดและใช้สารทึบรังสีฉีดเข้าไปในหลอดเลือด เพื่อให้เห็นภาพการอุดตันหรือตีบแคบของหลอดเลือดได้ชัดเจนขึ้น
เวชปฏิบัติในการรักษา
-
-
-
-
Venoarterial
ECMO
-
-
ข้อห้าม - การล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ
ภาวะแทรกซ้อน- หลอดเลือดส่วนปลายขาดเลือด
Venovenous
ECMO
-
ข้อบ่งใช้- การหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (PaO2 /
FiO2 ratio < 80)
-
ภาวะแทรกซ้อน- ภาวะเลือดออก
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-
-
-
-
ผลเลือด
-
Blood glucose
ระยะแรก : สูง
ระยะท้าย : ต่ำ
BUN
มากกว่า 20 mg/dl
Creatinine
มากกว่า 1.2 mg/dl
Sodium
มากกว่า142 mEq/L
Chloride
น้อยกว่า 95 mEq/L
CO2
ระยะแรก : สูง
ระยะท้าย : ต่ำ
-
-
อุบัติการณ์
สำหรับประเทศไทยภาวะคุกคามชีวิตที่สำคัญ และพบในผู้ป่วยฉุกเฉินมากที่สุด คือ ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานล้มเหลวหรือภาวะช็อก ซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิดเพิ่มสูงขึ้น และยังพบว่ามีอัตราการตายค่อนข้างสูง Cardiogenic Shock หรือภาวะช็อกจากโรคหัวใจ
โดยส่วนมากมักเกิดในผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของการสูบฉีดเลือดของหัวใจห้องล่างซ้ายไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง แต่ในบางกรณีอาจเกิดขึ้นบริเวณหัวใจห้องล่างขวาที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน แต่จะพบได้น้อยกว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอื่น ๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิด Cardiogenic Shock ได้
เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ภาวะติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ การเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ภาวะบีบรัดหัวใจ (Pericardial Tamponade) โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ภาวะลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หรือมีประวัติของหัวใจขาดเลือดมาก่อน
สาเหตุ
ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่หัวใจล้มเหลวจากการทำหน้าที่ผิดปกติช่วงหัวใจบีบตัว (systolic dysfunction) ที่ลดลง สาเหตุที่สำคัญ คือ Acute myocardial infarction
เกิดจากมีของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial tamponade) มีสิ่งแปลกปลอมในระบบไหลเวียนของปอด (massive pulmonary embolism) การเต้นของหัวใจ (rapid tachycardia) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) กล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่า 40% (myocardial infarction) มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อหัวใจ (rupture of Chordae tendinea) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (acute myocarditis) หัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย (terminal heart failure)
เกิดขึ้นเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายจนไม่สามารถจะบีบเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้พอเพียง (cardiac output ลดลง) และความดันโลหิตจะลดลงตามมา สาเหตุใหญ่มักเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้ความสามารถในการบีบเลือดออกมาลดลง ซึ่งมักพบได้ถึง 15% และระยะสุดท้ายของช็อกทุกชนิดจะต้องตามด้วยภาวะช็อกจากหัวใจด้วยเช่นกัน
พยาธิสภาพ
เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลงจะทำให้ cardiac output ลดลงอย่างมาก ร่างกายจะมีการปรับตัวทันที โดยอาศัยปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ ของระบบประสาทซิมพาเทติค โดยการกระตุ้น Baroreceptor reflex ทำให้หลอดเลือดตีบตัวเป็นการเพิ่มความต้านทานปลายของหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น มีผลต่อหลอดเลือดดำ ทำให้ venous return เพิ่มขึ้น ดังนั้นปริมาตรของเลือดที่อยู่ในหัวใจก่อนการบีบตัว (left ventricular end diastolic volume ) จะสูงขึ้นด้วย มีผลให้กล้ามเนื้อหัวใจโดยเฉพาะ ในส่วนที่ยังไม่ถูกทำลายให้บีบตัวแรงขึ้น ถึงแม้ว่า Venous return และ Stroke volume จะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเลือดที่อยู่ในหัวใจทั้งก่อนและหลังการบีบตัว ก็จะสูงขึ้นด้วย กลไกการปรับตัวดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้ามีการทำลาย กล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้นก็ไม่สามารถ ปรับตัวชดเชยต่อไปได้ และนำไปสู่ภาวะช็อกจากหัวใจ
กลไกการเกิดมาจาก การที่มีของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial tamponade) มีสิ่งแปลกปลอม ในระบบไหลเวียนของปอด (massive pulmonary embolism) การเต้นเร็วของหัวใจ (rapid tachycadia) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia)กล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่าร้อยละ40 (myocardial infraction) มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อหัวใจ (ruptury of Chordae tendinea) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (acute myocarditis) หัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย (terminal hrart failure) เกิดขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายใจไม่สามารถบีบเลือดออกไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ โดยจะทำให้ Cardiac output ลดลง และ ความดันโลหิตจะลดตามมา สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจาก กล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้ ความสามารถในการบีบเลือดออกมาลดลง
-
-
อาการและการแสดง
-
อาการอื่นๆ
- มีอาการผิวหนังเย็นและชื้น ผิวซีดลง มีเหงื่อออก
-
-
-
- ความดันโลหิตลดลง (hypotension)
-
ความหมาย
ภาวะที่เกิดจากการทำงานของหัวใจล้มเหลวเป็นสภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์และอวัยวะเสียหายจากการขาดเลือดที่เป็นตัวนำออกซิเจนและสารอาหาร เมื่อเกิดกับอวัยวะสำคัญและรักษาไม่ทันเวลาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การซักประวัติ
การประเมินสภาพผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะช็อคต้องกระทำอยางรวดเร็ว เพราะภาวะช็อคเป็นปัญหา เร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไขอย่างรวดเร็วก่อนที่ เซลล์และอวัยวะจะถูกทำลายอย่างถาวร บ่อยครั้งที่การประเมิน จะต้องทำควบคู่ไปกับการรักษา จะได้แก้ไขผู้ป่วยได้ทันท่วงที การประเมินทำได้โดย คือ การซักประวัติ ในขั้นแรกเราอาจซักประวัติโดยสังเขปโดยการประเมินสุขภาพที่เน้นเฉพาะอาการ (PROBLEM BASED/FOCUSED ASSESSMENT) จะเน้นเฉพาะปัญหาหรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข ประวัติโดยละเอียดเราสามารถซักเพิ่มเติมได้ภายหลัง
-