Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะอาเจียนรุนแรงในระยะตั้งครรภ์ (Hyperemesis gravidarum), 72261…
ภาวะอาเจียนรุนแรงในระยะตั้งครรภ์
(Hyperemesis gravidarum)
อาการและอาการแสดง
คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง เป็นระยะเวลานานอาจตลอดทั้งวัน อาการรุนแรงอาจเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถยับยั้งได้
หากอาการอาเจียนไม่รุนแรงมาก สามารภทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ น้ำหนักจะลดลงเล็กน้อย ไม่มีอาการขาดน้ำและสารอาหาร
อาการอาจเจียนรุนแรงมากขึ้น คืออาเจียน 5-10 ครั้งต่อวัน
หรือมากกว่าเป็นเวลาหลายวัน
เกิดความไม่สมดุลของร่างกาย เกิดภาวะ acidosis และ alkalosis ความไม่สมดุลของเกลือแร่ (electrolyte imbalance) เช่น ปากคอแห้ง กระหายน้ำ กล้ามเนื้อกระตุกหรืออ่อนแรง เป็นต้น
ลมหายใจมีกลิ่นอะซิโตน (acetone) ตรวจพบคีโนในปัสสาวะ (ketonuria)
อาการแสดงภาวะขาดสารน้ำ (dehydration) ได้แก่ อ่อนเพลีย ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
ปากแห้ง ตาโหลึก มีไข้ ปัสสาวะออกน้อย ความดันโลหิตลดลง สับสน
หน้ามืด วิงเวียน สูญเสียการรับรู้เรื่องบุคคล เวลา สถานที่ (disorientation)
อาการแสดงของกลุ่มอาการ Wernicke's encephalopathy จากการขาดวิตามีนบี 1 โดยอาจมีการมองเห็นภาพซ้อน เซ (gait ataxia) และสับสน (confusion)
ขาดสารอาหารและน้ำหนัดลงลงมาก
มีอาการแสดงทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
ผลกระทบต่อมารดา
อาการรุนแรงมาก ร่างกายเสียสมดุลของอิเลคโตรลัยท์ เกิดภาวะ hypokalemia, alkalosis กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะขาดสารอาหาร มีผลกระทบต่อตับ ค่า SGOT เพิ่มขึ้น อาการขาดวิตามิน เช่น ชาปลายมือปลายเท้าจากการวิตามินบี 1
ภาวะความเป็นกรดในร่างกาย ภาวะกรดในกระแสเลือด เนื่องจากสูญเสียด่างในน้ำย่อยไปกับการอาเจียน ทำให้มีผลต่อระบบสมองส่วนกลาง มีอาการกระสับกระส่าย ไม่รู้สึกตัว หมดสติ
ร่างกายเกิดการขาดน้ำ อุณหภูมิสูงขึ้น ชีพจรเบาเร็วและความดันโลหิตต่ำ ผลกระทบต่อการทำงานของไต ปัสสาวะออกน้อย มีไข้ ผิวหนังแห้ง มีอาการอ่อนเพลีย
ผลกระทบต่อทารก
หากสตรีตั้งครรภ์มีน้ำหนักลดลงมาก จะทำให้ทารกในครรภเติบโตช้า และน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่าปกติ
หากสตรีตั้งครรภ์อาการรุนแรงมาก เกิดภาวะกรดในร่ากงาย อาจทำให้ทารกมีอาการทางสมอง เกิดว่า Wernicke's encephalopathy
อาจทำให้แท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกอาจตายคลอด และทารกพิการ (Fetal anomalies) จากการขาดสารอาหารได้
อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (hyperemesis gravidarum)
ภาวะที่สตรีตั้งครรภ์มีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจพบตั้งแต่ไตรมาสแรกและต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์ ส่งผลให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้ขาดความสมดุลของน้ำและสารอาหารในร่างกาย
สาเหตุ
ปัจจัยด้านมารดา
พฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ เป็นต้น
มีประวัติแพ้ท้องอย่างรุนแรงในครรภ์ครั้งก่อน หรือเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก
กระเพาะอาหารมีการเคลื่อนไหวลดลง จากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน (progesterone) ขณะตั้งครรภ์ ทำให้หลั่งกรดไฮโดรคลอริด (hydrochloric acid: HCI) ลดลง
ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน(estrogen) สูง หรือมีระดับ human chorionic gonadotropin (hCG) เพิ่มมากกว่าปกติ เช่น ตั้งครรภ์แฝด มีภาวะ hyperthyroidism ขณะตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ( hydatidiform moles) เป็นต้น
สภาพจิตใจ ความเครียด ความวิตกกังวล ที่อาจมีสาเหตุต่างๆ เช่น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ปัญหาการทำงาน ปัญหาการปรับเปลี่ยนบทบาทการเป็นมารดา เป็นต้น ทำให้เกิดการกระตุ้น cerebral cortex และ limbic system ส่งกระแสประสาทไปยังศูนย์ควบคุมการอาเจียน
ปัจจัยด้านทารก
มีความผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซม triploidy, trisomy 21 และ ทารกบวมน้ำ (hydrops fetalis)
การวินิจฉัย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจเลือด พบฮีมาโตคริตสูง BUN สูง โซเดียมต่ำ
โปแตสเซียมค่ำ คลอไรด์ต่ำ SGOT สูง LFT สูง และโปรตีนในเลือดต่ำ
การตรวจปัสสาวะ พบว่ามีความถ่วงจำเพาะสูง ไข่ขาวในปัสสาวะเพิ่มขึ้น
พบคีโตนในปัสสาวะ ถ้ามีอาการรุนแรงมาก อาจพบน้ำดีในปัสสาวะได้
การตรวจพิเศษ เพื่อค้นหาสาเหตุของความผิดปกติ ได้แก่ การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง และการเจาะตรวจน้ำคร่ำ เช่นการตั้งครรภ์แฝด ครรภ์ไข่ปลาอุก trisomy 21 และ hydrops fetalis เป็นต้น
การซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินจากอาการและอาการแสดง การอาเจียนรุนแรง การขาดสารน้ำขาดสารอาหาร น้ำหนักตัว และสภาพจิตใจ
แนวทางการรักษา
หากอาการไม่รุนแรงสามารถรับประทานอาหารได้ แนะนำให้รับประทานที่ช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการอาเจียน ได้แก่ น้ำตระไคร้ น้ำใบเตย เป็นต้น อาหารที่มีโปแทสเซียม เช่น กล้วย แคนตาลูป และผักใบเขียวทุกชนิด อาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น ผัก ถั่วชนิดต่างๆ เป็นต้น
หากอาการรุนแรงมาก ควรงดอาหารและน้ำทางปาก และรีบแก้ไขภาวะขาดน้ำ
ความไม่สมดุลของเกลือแร่ และความเป็นกรด-ด่างของเลือด
โดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 5%D/NSS 1000 ml. ทางหลอดเลือดดำ
กรณีที่มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ควรได้รับ parenteral nutrition therapy
โดยต้องได้แคลอรี่มากกว่า 2000 แคลอรี่ต่อวัน ต้องมีกรดอะมิโน ไขมัน วิตามิน
และเกลือแร่ โดยอาจให้ทาง central venous access หรือ subclavian vein
วินิจฉัยแยกโรคภาวะอาเจียนอย่างรุนแรงจากอาการของโรคอื่นๆ เช่น
โรคตับอักเสบ โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นต้น
การรักษาด้วยยา
วิตามิน ได้แก่ วิตามินบี6 (Pyridoxine) 10-25 mg. 1 tab oral 3-4 ครั้งต่อวัน โดยขนาดสูงสุดไม่เกิน 200 mg.ต่อวัน
ยาคลายกังวล และยานอนหลับ ได้แก่ Diazepam 2 mg. 1 tab ครั้งต่อวันหรือ2ครั้งต่อวัน และหรือ Diazepam 5 mg. 1 tab รับประทานก่อนนอน
ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ได้แก่ metoclopramide 5-10 mg.ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 6-8 ชั่วโมงหรือให้ยา promethazine 12.5-25 mg. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4-5 ชั่วโมง ภายหลังอาการดีขึ้นให้เปลี่ยนเป็นยารับประทาน
เมื่ออาการแพ้ท้องรุนแรงดีขึ้น ให้คำแนะนำ
ให้รับประทานอาหารอ่อน ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งทุก 2-3 ชั่วโมง
อาหารที่มีโปรตีนสูง ขนมปังกรอบ หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อาหารที่มีกลิ่นทำให้คลื่นไส้
รับประทานอาหารที่มี่ส่วนประกอบของขิงสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เช่น น้ำขิง เป็นต้น
หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นที่ทำให้คลื่นไส้อาเจียน เช่น กลิ่น ความร้อน ความชื้น เสียงดัง ไฟกระพริบ เป็นต้น
กรณีที่รักษาด้วยวิธีต่างๆแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องทำการวินิจฉัยเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคที่แท้จริง เพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสม
การพยาบาล
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
บันทึกปริมาณสารน้ำเข้าออกจากร่างกาย โดยเฉพาะ urine output ไม่ควรน้อยกว่า 1000 ml.
ต่อวัน เพื่อประเมินการทำงานของไตหากมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไต
จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาด เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
เนื่องจากนอนไม่เพียงพออาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะอาเจียนรุนแรง
ดูแลให้ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ตามแผนการรักษา
เมื่ออาการดีขึ้นให้รับประทานอาหารมือละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยเริ่มจากอาหารแข็งย่อยง่าย มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง
ดูแลความสะอาดช่องปากและฟัน ขณะที่ NPOหรือหลังจากอาเจียน เพราะปากและฟันที่ไม่สะอาดจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน ไม่อยากรับประทานอาหาร
ในรายที่มีอาการรุนแรงมากจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยาง หรือให้สารอาหารทดแทนทางหลอดเลือดดำ โดยเป็นอาหารเหลวที่มีแคลอรี่และวิตามินสูง
ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ ให้ได้รับสารน้ำทดแทนประมาณ 3000 ml.ใน 24 ชั่วโมง โดยอาจผสม glucose, vitamin, electrolyteต่างๆในน้ำเพื่อรักษาสมดุลและชดเชยสารอาหารตามแผนการรักษา
ติดตามชั่งน้ำหนัก เพื่อประเมินว่าได้รับสารน้ำและสารอาหารเพียงพอหรือไม่
ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรายงานให้แพทย์ทราบทันที
หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้อาเจียน เช่น กลิ่น อาหารมัน เสียงดัง
แนะนำให้คู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือสตรีตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด
ดูแลให้งดอาหารและน้ำทางปาก (NPO) อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงเพราะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการอาเจียน
ดูแลด้านจิตใจโดยการอยู่เป็นเพื่อน ให้กำลังใจ เปิดโอกาสให้ซักถาม รับฟังด้วยความสนใจ แนะนำให้ทำจิตใจให้สบาย และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด
ปรึกษาและและส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาด้านจิตใจที่อาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง
เมื่อกลับไปอยู่บ้าน
แนะนำการออกกำลังกายหรือกายบริหารเบาๆอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยผ่อนคลายสามารถลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
แนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี อ่านหนังสือ สวดมนต์และการทำสมาธิ เป็นต้น
แนะนำให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย อย่างน้อย 8 ชั่วโมงในเวลากลางคืน และกลางวันอย่างน้อย 1ชั่วโมง เนื่องจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงได้
แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นทันทีที่ตื่นนอนประมาณครึ่งแก้ว แล้วนอนต่ออีกประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะลุกขึ้นปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เพื่อไม่ให้ท้องว่างซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และควรดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มต่างๆระหว่างมื้ออาหาร เพื่อป้องกันภาวะสูญเสียน้ำ
แนะนำให้เห็นความสำคัญของการมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาหารผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
แนะนำการรับประทานอาหาร โดยปรับเปลี่ยนแบบแผนการรับประทานอาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง เป็นอาหารที่ย่อยง่าย หรือมีโปรตีนสูง เช่น ขนมปังปิ้ง ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก รสเผ็ด หรือมีกลิ่นแรง และควรนั่งพักประมาณ
45 นาที ไม่ควรนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร
อธิบายให้คู่สมรสและครอบครัวเข้าใจถึงภาวะที่เกิดขึ้น และควรให้การช่วยเหลือสตรีตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด
ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก
แนะนำให้จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ เช่นน้ำขิง เครื่องดื่มอุ่นจะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่เกิดการคลื่นไส้อาเจียน
แนะนำวิธีการรับประทานยาแก้อาเจียนตามแผนการรักษา โดยควรรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที
รับประทานอาหารแข็งที่ย่อยง่าย เช่น ขนมปังกรอบ ขนมปังปิ้ง เป็นต้น
รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เช่น น้ำหวาน นม น้ำผลไม้เป็นต้น
ช่วยประคับประคองด้านจิตใจ โดยเปิดโอกาสให้สตรีตั้งครรภ์พูดถึงปัญหา ให้การปรึกษาเพื่อการแก้ไข ช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ปรับตัวกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม
แนะนำให้รับประทานผลไม้ เช่น ลูกพรุน มะลอกอสุก ส้ม กล้วย เป็นต้น เพื่อเพิ่มโพแทสเซียม
แนะนำวิธีการป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน
งดอาหารไขมัน เพราะย่อยยาก ควรรับประทานอาหารแข็งย่อยง่าย เช่น ขนมปังปิ้ง เพื่อลดการอาเจียน
รับประทานอาหารเหลว อาหารน้ำ หรือดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหารแทนการดื่มพร้อมรับประทานอาหาร เพราะทำให้กระเพาะอาหารยืดขยายมาก และกระตุ้นการอาเจียน
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารที่มีกลิ่นแรง
หลังรับประทานอาหารไม่ควรนอนทันที เพื่อป้องกันการไหลท้นกลับของน้ำย่อย
รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง ไม่ควรให้กระเพาะอาหารว่างเพราะอาจทำให้เกิดการบีบรัดตัวมาก ทำให้คลื่นไส้อาเจียน
ดูแลความสะอาดของปากและฟัน บ้วนปากบ่อยๆ ไม่ควรให้ปากแห้ง เพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน ไม่อยากอาหาร และไม่ควรแปรงฟันทันทีหลังอาหาร
พักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากการนอนไม่พอเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะอาเจียนอย่างรุนแรง
สอนวิธีการประเมินโภชนาการ การคำนวณ พลังงานที่ได้รับจากอาหารที่บริโภค และการชั่งน้ำหนัก
อธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดภาวะอาเจียนรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ให้คำปรึกษาในการปรับแผนการรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้พลังงาน และสารอาหารที่เพียงพอ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน