Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงสูง, ปัญหาที่พบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนด,…
การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงสูง
ทารกแรกเกิด
การจำแนกประเภททารกแรกเกิด
บ่งบอกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับทารกและการช่วยเหลือทารกแรกเกิดได้
การจำแนกตามน้ำหนักแรกเกิด
ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อย (low birth weight infant) คือ ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิด
ต่ำกว่า 2,500 กรัม ในกลุ่มนี้อาจแบ่งย่อยเป็น
ทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,500 กรัม (very low birth weight)
ทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,000 กรัม (extreme low birth weight )
ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักปกติ (normal birth weight infant) คือ ทารกที่มีน้ำหนัก
แรกเกิด 2,500 - 4,000 กรัม
ทารกที่อายุในช่วง 28 วันแรกของชีวิต
เป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราการเจ็บป่วย (morbidity) และมีอัตราการตาย
(mortality) มากที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่น
เป็นระยะเริ่มต้นที่มีความสำคัญมากต่อการมีชีวิตรอด
การจำแนกประเภททารกแรกเกิด
ทารกคลอดก่อนกำหนด (preterm infant) คือ ทารกที่มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์เต็มหรือต่ำกว่านี้
ทารกแรกเกิดครบกำหนด (term or mature infant) คือ ทารกที่มีอายุครรภ์มากกว่า37 สัปดาห์ ถึง 41 สัปดาห์เต็ม
ทารกแรกเกิดเกินกำหนด (post term infant) คือ ทารกที่เกิดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า
41 สัปดาห์
ทารกคลอดก่อนกำหนด
ทารกคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดเมื่ออายุครรภ์ < 37 สัปดาห์
สาเหตุ / ปัจจัยส่งเสริม
มารดา
อายุมารดาน้อยกว่า 18 ปีหรือมากกว่า 35 ปี
โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจ
มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
มดลูกขยายตัวมากเกินไป เช่น ครรภ์แฝด ภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
ติดเชื้อในร่างกาย
ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์
ทารกในครรภ์
โครโมโซมผิดปกติ
ติดเชื้อ
ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด
น้ำหนักน้อย
รูปร่าง แขนขามีขนาคเล็ก
ศีรษะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว
เปลือกตาบวมและนูนออกมา
กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงยังเจริญไม่ดี กระดูกซี่โครงค่อนข้างอ่อนนิ่ม
เขียวและหยุดหายใจได้ง่าย (Apnea)
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อไม่ดี ทารกมักจะเหยียดแขนและขาขณะนอนหงาย
หัวนมมีขนาดเล็ก หรือมองไม่เห็นหัวนม
ท้องป่องเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง
การวางแผนการจำหน่าย
ทารกมีอาการดีขึ้น ไม่มีปัญหาการหายใจหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
สามารถดูดนมได้เอง
น้ำหนักเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอและเมื่อทารกมีน้ำหนักมากกว่า 1,800 กรัม
พยาบาลต้องมีการวางแผนการจำหน่ายทารกตั้งแต่แรกเริ่ม
สอนมารดาเกี่ยวกับเรื่องการให้นมมารดาแก่ทารก การทำความสะอาดร่างกาย การสังเกตอาการผิดปกติ
ปัญหาที่พบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนด
1.การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ทารกแรกเกิดจะไวต่ออุณหภูมิของสิ่งแวคล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ผิวหนังบาง ทำให้เส้นเลือดอยู่ชิดกับผิวหนัง
มีไขมันใต้ผิวหนังน้อย
การสูญเสียความร้อนในทารกแรกเกิด
การนำ (conduction) เกิดจากผิวของทารกสัมผัสกับวัตถุที่เย็น
การพา (convection) เป็นการพาความร้อนจากทารกสู่สิ่งแวคล้อมที่เย็นกว่า
การแผ่รังสี (radiation) การสูญเสียความร้อนไปสู่ที่เย็นกว่าแต่ไม่สัมผัสวัตถุโดยตรง
การระเหย (evaporation) การสูญเสียความร้อนเมื่อของเหลวเปลี่ยนไปเป็นไอน้ำ
การวัดอุณหภูมิทารก
ทางทวารหนัก
ทารกเกิดก่อนกำหนด วัดนาน 3 นาที ลึก 2.5 ซม.
ทารกครบกำหนด วัดนาน 3 นาที ลึก 3.0 ซม.
ทางรักแร้
ทารกเกิดก่อนกำหนด วัดนาน 5 นาที
ทารกครบกำหนด วัดนาน 8 นาที
การดูแล
วัดอุณหภูมิ Body temperature ทารก 36.8-37.2 องศาเซลเซียส
keep warm (warmer, incubator หรือผ้าห่มห่อตัว)
ระวัง "Cold stress"
ป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกายทารก 4 ทาง
ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชม.และปรับให้เหมาะสมกับสภาพของทารก
ปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (25-26 องศาเซลเซียส)
การควบคุมอุณหภูมิกายทารกที่อยู่ในตู้อบ
กรณีทารกอยู่ในตู้อบปรับอุณหภูมิด้วยมือ หรือ ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ
ปรับอุณหภูมิตู้อบเริ่มที่ 36 องศาเซลเซียส
ปรับอุณหภูมิตู้อบเพิ่มขึ้นครั้งละ 0.2 องศาเซลเซียส (max 38.0 องศาเซลเซียส )
ติดตามอุณหภูมิกายทุก 15 - 30 นาที
ถ้าวัดอุณหภูมิกายได้ 36.8 -37.2 องศาเซลเซียส 2 ครั้งติดกัน ให้ปรับอุณหภูมิตู้อบ
กรณีทารกอยู่ในตู้อบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ (Skin Servocontrol mode
ติด skin probe บริเวณหน้าท้อง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณตับและ bony prominence
ปรับอุณหภูมิตู้อบเริ่มที่ 36.5 องศาเซลเซียส
ปรับอุณหภูมิตู้อบเพิ่มขึ้นครั้งละ 0. องศาเซลเซียส (max 38.0 องศาเซลเซียส )
ติดตามอุณหภูมิกายทุก 15 - 30 นาที (max 38.0 องศาเซลเซียส )
ระบบการไหลเวียนโลหิต
การหายใจของทารกแรกเกิดเปลี่ยนจาก รกเป็นปอด
Fetal circulation เป็น Neonatal circulationส่งผลให้
Foramen ovale ปิดสมบูรณ์
Ductus arteriosus จะหดตัวและปิดกลายเป็นเอ็น(ligamentum arteriosum)
Ductus venosus ปิดเมื่อสายสะดือถูกตัดกลายเป็นเอ็นที่ตับ(ligamentum venosum)
ภาวะหลอดเลือดหัวใจเกิน
อาการและอาการแสดง
หายใจเร็ว
รับนมได้น้อย
น้ำหนักไม่ขึ้น
หอบเหนื่อย
ท้องอืด(เลือดไหลลัดไปปอด ทำให้เลือดไปเลี้ยงลำไส้ลดลง)
การรักษา
การรักษาทั่วไป ให้ขาควบคุมอาการถ้ามีภาวะหัวใจวาย
การรักษาจำเพาะ โดยใช้ยา
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
ภาวะตัวเหลืองจากสรีรภาวะ (Physiological jaundice) เกิดจากมีการ
สร้างบิลิรูบินมากเพราะเม็ดเลือดแดงอายุสั้นกว่าและความไม่สมบูรณ์ในการทำงานของตับ
ภาวะตัวเหลืองจากพยาธิภาวะ ( Pathological jaundice) เป็นภาวะที่
ทารกมีบิลลิรูบินในเลือดสูงมากผิดปกติและเหลืองเร็ว ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิด
สาเหตุ
มีการสร้างบิลลิรูบินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ
มีการดูดซึมของบิลิรูบินจากลำไส้มากขึ้น จากภาวะต่างๆ เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน
มีการกำจัดบิลิรูบินได้น้อยลงจากท่อน้ำดีอุดตัน การขาดเอนไซด์บางชนิดแต่กำเนิด
มีการสร้างบิลิรูบินเพิ่มมากขึ้นร่วมกับการกำจัดได้น้อยลง ได้แก่ การติดเชื้อ
มีการดูดซึมของบิลิรูบินจากลำไส้มากขึ้นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การรักษา
การส่องไฟ (phototherapy)
การเปลี่ยนถ่ายเลือด (exchange transfusion)
การพยาบาล
ปิดตาทารกด้วยผ้าปิดตา (eyes patches) เพื่อป้องกันการกระคายเคืองของแสงต่อตา
เช็ดทำความสะอาดตาและตรวจตาของทารกทุกวัน
ควรเปิดตาทุก 4 ชม.และเปลี่ยนผ้าปีดตาทุก 8-12 ชม.
ดูแลให้ทารกได้นอนอยู่บริเวณตรงกลางของแผงหลอดไฟ ห่างจากหลอดไฟ 35-50 ซม.
บันทึกและรายงานการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพทุก 1-4 ชม.
สังเกตลักษณะอุจจาระ ระหว่างการส่องไฟทารกอาจถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น
บันทึกลักษณะและจำนวนอุจจาระอย่างละเอียดเพื่อประเมินภาวะสูญเสียน้ำ
ระบบทางเดินอาหาร
คือภาวะลำไส้เน่าอักเสบเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อของระบบทางเดินอาหารตายจากการอักเสบจนขาดเลือดมักเกิดบริเวณลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ในทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย
สาเหตุ ได้แก่ การใช้ยาของมารดาขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด การเริ่มรับนมและ
เพิ่มปริมาณนมเร็ว ภาวะขาดออกซิเจน
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถทำให้ทารกแรกเกิดมีโอกาสเกิดภาวะลำไส้เน่าตาย ได้แก่
มารคาใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์
ทารกติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด
การเติบโตช้าในครรภ์
การคลอดก่อนกำหนดหรือมีปัญหาระหว่างทำคลอด เช่น รกลอกตัว ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเกิด
ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจน(hypoxia)
ทารกเกิดภาวะเลือดข้น (polycythemia)
น้ำหนักตัวทารกน้อยกว่า 2,000 กรัม
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงลำไส้ได้ไม่เพียงพอ
การให้นมผสมที่เข้มข้นสูงผ่านทางเดินอาหาร
การใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือ
อาการ : เชื่องซึม (lethargy) ดูดนมไม่ดี ตัวเหลือง ร้องกวน อุณหภูมิกายต่ำ หยุดหายใจ หัวใจเต้นช้า มีภาวะกรดเกิน โซเดียมต่ำและออกซิเจนต่ำ
5.ระบบประสาท
พัฒนาการพฤติกรรมทางระบบประสาท
ช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารดาซึ่งมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการค้านต่าง ๆ มีน้อย
ความเจ็บป่วยของทารกทำให้ได้รับการรักษาที่ส่งผลต่อพัฒนาการ เช่น อยู่ในตู้อบเปิดเผยร่างกาย จับต้องมากเกินจำเป็น เจ็บปวดจากการตรวจรักษา
สิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยไม่เหมาะสม เช่น แสง เสียง ที่มากเกินไป
พยาบาลควรให้การดูแลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ โดยการดูแล ดังนี้
การจัดท่า
หลีกเลี่ยงการเหยียดแขนขา (extension) พยายามให้ทารกอยู่ในท่าแขน ขางอเข้าหากลางลำตัว (flexion) 'ไม่ว่าในขณะอุ้ม เคลื่อนย้ายและนอน ลำคอตรงไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป
ห่อตัวทารกให้แขนงอ มือสองข้างอยู่ใกล้ๆ ปาก (hand to mouth ) หลีกเลี่ยงการห่อตัวแบบเก็บแขน(mummy restraint) เพื่อให้ทารกสามารถปลอบโยนตนเองได้
ใช้ผ้าอ้อมหรือผ้าห่มผืนเล็กม้วนวางรอบๆ กายของทารกเสมือนอยู่ในครรภ์มารดา (nesting)
การจับต้องทารกเท่าที่จำเป็น จัดกิจกรรมการพยาบาลต่างๆ ให้อยู่ในเวลาเดียวกัน (cluster nursing care)
ควรสัมผัสทารกก่อนการจับต้องเพื่อให้การรักษาพยาบาล การเคลื่อนช้ายทาร ก ควรจัดให้อยู่ในท่าแขน ขา งอ และอยู่ในแนวกลางลำตัว (tucking)
จัดสภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยให้มีการกระตุ้นทางแสงและเสียงน้อยที่สุด
ส่งเสริมการดูดของทารก โดยใช้หัวนมหลอก (Non-nutritive sucking) ในกรณีที่สภาพทารกไม่เหมาะที่จะดูดนม
ส่งเสริมพัฒนาการค้านประสาทสัมผัสของทารกในขณะให้การรักษา พยาบาล เช่น พูดคุยด้วยเสียงเบา นุ่มนวล มองสบตา
ระบบการหายใจ
คือภาวะกลุ่มอาการหายใจลำบาก
ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่
มารดามีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนกำหนด
ทารกมีภาวะ hypothermia, Perinatal asphyxia
ครรภ์ก่อนบุตรมีภาวะ RDS
มารดาเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
สาเหตุ
เกิดจากการขาดสารลดแรงตึงผิวที่ผิวของถุงลม
โครงสร้างของปอดมีพัฒนาการไม่เต็มที่
การป้องกัน
มารคาที่มีความเสี่ยงจะคลอดก่อนกำหนดแต่ถุงน้ำคร่ำยังไม่แตก โดยเฉพาะอายุครรภ์24- 34 สัปดาห์ ควรได้ antenatal corticosteroids อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนคลอด เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างสารลดแรงตึงผิวเละปอดมีความสมบูรณ์มากขึ้น
การป้องกันไม่ให้ทารกขาดออกซิเจนในระยะแรกเกิด ซึ่งจะทำใให้เลือดเป็นกรดขัดขวางการทำงานของการสร้างสารลดแรงตึงผิว
อาการและอาการแสดงอาการ
หายใจเร็ว
หายใจ หน้าอกและหน้าท้องไม่สัมพันธ์กัน
เสียงหายใจผิดปกติมีการกลั้นหายใจขณะหายใจออก (expiratory grunting)
ซีด
BP ต่ำ
การรักษา
การให้ออกซิเจนตามความต้องการของทารก เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับออกซิเจน
Perinatal asphyxia
การรักษาประคับประคองและการรักษาตามอาการสำคัญที่สุด โดย
การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
ให้ความอบอุ่นและควบคุมทารกให้อุณหภูมิปกติ
ให้ออกซิเจนที่เหมาะสม
งดอาหารทางปากชั่วคราว ให้สารน้ำและอาหารทางหลอดเลือด
ให้เลือด ถ้าความเข้มข้นของเลือดต่ำหรือเสียเลือด
หลังจาก 12 ชั่วโมง ให้ระวังอาการชัก
พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ
ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อนต่าง
Apnea of prematurity
สาเหตุ
prematurity
infection
metabolic disorder
Impaired oxygenation
CNS problem
drug
Gastroesophageal reflux
ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับออกซิเจน
เลือดออกในช่องสมอง (Intraventricular hermorrhage: IVH)
คือภาวะเลือดออกในโพรงสมองเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัญหาสำคัญที่พบในทารกคลอดก่อนกำหนดพบอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 25
ความรุนแรงของ IVH แบ่งออกเป็น 4ระดับ
grade 1 : มีเลือดออกที่ germinal matrix
grade 2: มีเลือดออกในโพรงสมอง และขนาดของโพรงสมองปกติ
grade 3: มีเลือดออกในโพรงสมอง และขนาดของโพรงสมองใหญ่ขึ้น
grade4: มีเลือดออกในโพรง สมองร่วมกับเลือดออกในเนื้อสมอง
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Bronchopulmonary Dysplasia: BPD)
มีการทำลายของทางเดินหายใจขนาดเล็กพบในทารกคลอดก่อนกำหนดที่เป็น RDS หรือโรคที่ต้องการความเข้มข้นสูง
อาการและอาการแสดง
หายใจเร็วกว่าปกติ
หน้าอกบุ๋ม (intercostal retraction)
ความดันในปอดสูง(pulmonary hypertension) ในรายที่รุนแรง
ภาพถ่ายรังสีปอด (มี 4 ระยะ)
ระยะที่ 1 : ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ มีจุดฝ้าขาวเล็กๆทั่วปอด (ground glass appearance)
ระยะที่ 2 : มีฝ้าขาวทั่วปอด
ระยะที่ 3 : เข้าสู่ระยะเรื้อรัง เห็นก้อนในเนื้อปอด จากมี hyperaeration สลับกับ fibrosis
ระยะที่ 4 : ระยะเรื้อรัง มีatelectasis และ hyperaeration กระจายในปอด จะมีความดันในเลือดสูง
จอประสาทตาผิดปกติ (Retinopathy of Prematurity :ROP)
เป็นความผิดปกติ ในทารกในทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อยมีลักษณะสำคัญ คือ การงอกผิดปกติของเส้นเลือด (neovascularization)บริเวณรอยต่อระหว่างจอประสาทตาที่มีเลือดไปเลี้ยงและจอประสาทตาที่ขาเลือด
ความรุนแรง มี 5 ระยะ
stage1 : Demarcation line between vascularized and avascular retina
Stage 2: Ridge between vascularized and avascular retina
Stage 3: Ridge with extraretinal fibrovascular proliferation
Stage 4: Subtotal retinal detachment: (a) extrafoveal detachment (b) foveal detachment
Stage 5: Total retinal detachment
การป้องกันการเกิดROP
ดูแลให้ทารกรับออกซิเจนเท่าที่จำเป็น
ในทารกที่ได้รับออกซิเจน ติดตาม O, Saturation ดูแลให้ทารกมีระดับ O2 Saturation อยู่ระหว่าง 88-92 %
ดูแลให้ทารกได้รับยาวิตามินอีตามแผนการรักษา
ดูแลให้ทารกได้รับการตรวจ screening ROP
ดูแลให้ทารกมีภาวะ ROP รุนแรงและอยู่ในเกณฑ์บ่งชี้ให้ได้รับการรักษาโดย ใช้แสงเลเซอร์
Sepsis
ติดเชื้อในระยะก่อน/ ระหว่างการคลอด แสดงอาการ
ภายใน 2-3 วัน แรกหลังคลอดภายใน 72 ชั่วโมงแรก
อาการและอาการแสดง
ซึม
ร้องนาน
-ไม่ดูดนม
-ซีด
ตัวลายเป็นจ้ำ (motting)
ผิวหนังเย็น
หายใจเร็ว หายใจลำบาก
ท้องอืด อาเจียน
สั่น ชัก
การพยาบาล
ประเมินภาวะติดเชื้อในร่างกาย
ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะ และสังเกตอาการข้างเคียงของยา
ควบคุมอุณหภูมิกายให้อยู่ในระดับปกติ
ดูแลความสะอาดร่างกายและสิ่งแวดล้อม
ติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ
แยกทารก
การสังเกตพฤติกรรมหรือสื่อสัญญาณของทารก