Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 3 การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบหัวใจ, image - Coggle Diagram
บทที่ 3 การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบหัวใจ
โรคหัวใจในเด็ก
1.โรคหัวใจแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)
หมายถึง โรคที่มีความผิดปกติของโครงสร้างในหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากการเจริญที่ผิดปกติของโครงสร้างในหัวใจและหลอดเลือดขณะทารกอยู่ในครรภ์ระยะอ่อนๆ
สาเหตุ
ทางพันธุกรรม
สาเหตุทางสภาพแวดล้อม ที่เห็นชัดเจนคือการติดเชื้อหัดเยอรมันของมารดาในระหว่าง ตั้งครรภ์ การได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์และมารดามีโรคประจําตัว
มีหลายสาเหตุรวมกัน
1.1 โรคหัวใจที่ไม่มีอาการตัวเขียว(A cyanotic Type)
Left to Right shunt เลือดผ่านจากหัวใจห้องซ้ายไปขวา
1.1.1ผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว Ventricular Septal Defect (VSD)
อาการและอาการแสดง
มีเหงื่อออกมากโดยเฉพาะเวลาดูดนม (Excessive perspiration)
ตัวเล็กเลี้ยงไม่โต พัฒนาการอาจปกติหรือล่าช้า
ติดเชื้อระบบหายใจได้บ่อย และมีอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจวาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย
การดูแลรักษา
การดูแลรักษาในระหว่างที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด
การดูแลเพื่อป้องกันภาวะหัวใจวาย
ดูแลให้เด็กรับประทานยาป้องกันภาวะหัวใจวายอย่างถูกต้อง ไม่หยุดยาหรือเปลี่ยน
ยาเอง
ดูแลเด็กให้รับประทานนมและน้ำตามปริมาณที่แพทย์กำหนด
ดูแลเด็กไม่ให้เด็กรับประทานอาหารรสเค็ม อาหารหมักดอง อาหารที่ใส่ผงชูรส
งดการเล่นที่ต้องใช้แรงมากและมีการแข่งขัน
ป้องกันการติดเชื้อที่ปอด โดยดูแลไม่ให้เด็กอยู่ใกล้ผู้ที่เป็นหวัดหรือไอเรื้อรัง
ป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ ด้วยการรักษาความสะอาดปากและฟันเมื่อมีฟันผุควรปรึกษาทันตแพทย์
การดูแลรักษาด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดปิดรูรั่ว เป็นการทำผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติที่มีโดยผ่าตัดปิดรูรั่วที่ผนังกั้นห้องหัวใจ
การรักษาด้วยการสวนหัวใจ
วิธีนี้สามารถรักษาได้เฉพาะในรายที่มีรูรั่วขนาดเล็กเท่านั้น
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะหัวใจวาย เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด
ภาวะความดันภายในหลอดเลือดที่ปอดสูง
ภาวะติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากการมีเลือดคั่งในปอด
ภาวะติดเชื้อที่หัวใจ เนื่องจากการมีรูรั่วที่ผนังกั้นห้องหัวใจห้องล่าง
การพยาบาลหลังการรักษาด้วยการสวนหัวใจ
ประเมินสภาพแรกรับ
ประเมินสภาวะพื้นฐานทางระบบประสาท(Neurovascular status)
เฝ้าระวังภาวะเลือดออก และการเกิดเลือดออกในเนื้อเยื่อ (hematoma)
ดูแลให้นอนพักบนเตียงและการจำกัดการเคลื่อนไหวของแขน/ขาข้างที่สวนหัวใจ
ประเมินและตรวจดูบริเวณตำแหน่งที่ให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ
1.1.2 ผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว Atrial Septal Defect (ASD)
สาเหตุ
ผนังกั้นหัวใจบนรั่วเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดในระบบไหลเวียนโลหิตของทารก ในครรภ์ปกติจะมีรูเปิดอยู่ เพื่อให้เลือดนั้นไม่ต้องผ่านปอด
อาการและอาการแสดง
อายุต่ำกว่า 5 ปี มักไม่มีอาการ เมื่อโตขึ้นมักตรวจพบโดยบังเอิญ
ASD มีขนาดใหญ่ มักจะมีอาการเหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก มีอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
ตรวจร่างกาย คลำได้หัวใจห้องล่างขวาโตและเต้นแรงกว่าปกติ
ภาวะแทรกซ้อน
โรคหัวใจล้มเหลว
การติดเชื้อแบคทีเรียในหัวใจ
ลิ้นหัวใจรั่ว
การเติบโตช้า
หัวใจบีบตัวผิดจังหวะ
ความดันในปอดสูง
การรักษา
ในผู้ป่วยที่มีรูรั่วขนาดเล็ก รูรั่วจะค่อย ๆ เล็กลงและปิดได้เอง และหากผู้ป่วยแสดงอาการภาวะหัวใจล้มเหลว จำเป็นต้องใช้ยารักษา เพื่อประคับประคองอาการ หากไม่ดูแลรักษาอาจเกิด Infective endocarditis
อาจจะทำการปิดโดยการผ่าตัดปิดรูรั่วโดยใช้เยื่อหุ้มหัวใจ หรือวัตถุสังเคราะห์ หรือไม่ต้องผ่าตัดโดยใช้วัสดุปิดรูเหล่านี้ผ่านทางสายสวนหัวใจ
1.1.3 มีช่องเปิดระหว่างหลอดเลือดหัวใจใหญ่ทั้งสองเส้น Patent ductus ateriosus (PDA)
สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ PDA
การคลอดก่อนกำหนด
มีภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด
มารดาที่มีการติดเชื้อหัดเยอรมันหรือการได้รับสารต่างๆ เช่น ยาแอมเฟตามีน ยากันชัก โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
อาการ
ในเด็กที่มีเส้นเลือดเกินขนาดเล็ก มักไม่มีอาการผิดปกติแต่เป็นการตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อเด็กมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น
ในเด็กที่มีเส้นเลือดเกินขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ มักมีอาการหัวใจวาย โดยมีอาการเหนื่อยหอบ กระสับกระส่าย หายใจเร็วขึ้น หัวใจเต้นเร็ว
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะหัวใจวาย
ภาวะความดันภายในหลอดเลือดที่ปอดสูง
ภาวะติดเชื้อที่ปอด
ภาวะติดเชื้อที่หัวใจ
การดูแล
ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจวาย โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยให้รับประทานยาครบถ้วน ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ดื่มนมหรือน้ำตามปริมาณที่แพทย์แนะนำ
ป้องกันการติดเชื้อ โดยดูแลความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะปากและฟันให้สะอาดหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
การรักษา
การให้ยาเพื่อปิดเส้นเลือด PDA ยาที่ใช้รักษาเพื่อปิดเส้นเลือดเกิน คือ ยาอินโดเมทาซิน (Indomethacin
การให้ยาเพื่อควบคุมและป้องกันภาวะหัวใจวาย
การรักษาด้วยการผ่าตัด ในเด็กที่ไม่มีอาการหัวใจวายจะทำผ่าตัด
เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป
การรักษาด้วยการทำสวนหัวใจ ปัจจุบันสามารถปิดเส้นเลือดเกินได้
โดยไม่ต้องทำผ่าตัด
1.1.4 ภาวะ Eisenmenger
อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นเลือด (Hemoptysis )
เจ็บหน้าอก(Chest pain )
หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Arrhythmia )
หอบ เหนื่อย เป็นลม หมดสติ และอาจถึงแก่ความตาย
การรักษา
การรักษาพยาบาล
ดูแลตามอาการ เนื่องจากเป็นภาวะที่ไม่สามารถช่วยให้หายได้
ต้องดูแลประคับประคองไปตลอดชีวิต อธิบายและให้กำลังใจ
แก่พ่อแม่ของเด็ก
1.1.5 Coarctation of Aorta (CoA)
แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่พบในทารกและชนิดที่พบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่
1). ชนิดที่พบในเด็กทารก
อาการสำคัญ
มีความดันโลหิตที่แขนสูงมากกว่าขา
มีอาการเขียวเฉพาะส่วนล่างของร่างกาย
หัวใจวาย
มีเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอเด็กจะมีอาการหายใจเหนื่อยหอบ ชีพจรที่ปลายมือเท้าเบาลง ปลายมือ
เท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง ความดันโลหิตต่ำ
การดูแลรักษา
ป้องกันภาวะเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ แพทย์จะให้ยาพรอสต้า
แกลนดินแก่เด็กทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยขยายเส้นเลือด
ควบคุมภาวะหัวใจวาย ในกรณีที่เด็กมีอาการหัวใจวายแพทย์จะให้ยา
เพื่อควบคุมภาวะหัวใจวาย
ทำผ่าตัด เมื่อสามารถควบคุมอาการ
2). ชนิดที่พบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่
อาการ
มีความดันโลหิตสูงที่แขนมากกว่าขา เนื่องจากเลือดแดงจากหัวใจห้อง
ล่างซ้ายไหลผ่านบริเวณที่ตีบแคบนี้ไปได้น้อย
มีภาวะหัวใจวาย
การดูแลรักษา
การทำผ่าตัด แพทย์จะทำผ่าตัดให้เมื่อหลอดเลือดของเด็กมีขนาด
ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่หรืออายุ 3 ปีขึ้นไป
การทำบัลลูน เป็นการสวนหัวใจด้วยสายสวนชนิดที่สามารถทำให้
ปลายสายโป่งพองและถ่างขยายเส้นเลือดเอออร์ต้าได้
การใส่สเต็นท์ เป็นการสวนหัวใจเพื่อนำอุปกรณ์พิเศษที่มีลักษณะ
คล้ายโครงเหล็กขนาดเล็กถ่างขยายคาไว้บริเวณส่วนที่ตีบ
1.1.6 Pulmonary Stenosis PS
เป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจห้องล่างขวาเปิดไม่เต็มที่เนื่องจากหนาตัว แข็ง หรือเชื่อมประสานกันอย่างผิดปกติ ทำให้หัวใจต้องทำงานมากกว่าเดิม
เด็กๆบางคนอาจมีภาวะเขียวหรือหัวใจโต และหัวใจวายได้
1.2 โรคหัวใจที่มีอาการตัวเขียว (Cyanotic Type)
Deceased Pulmonary Blood Flow เลือดไปปอดลดลง
1.2.1(Tetralogy of Fallot - TOF)
ประกอบด้วยลักษณะที่มีความผิดปกติ 4 อย่างคือ
1.มี Pulmonary artery ตีบ
2.มี VSD หรือ ผนังกั้นช่องติดต่อระหว่าง Ventricle ซ้ายและขวา
มีตำแหน่งของลิ้นหัวใจที่ aortic เลื่อนไปทางด้านขวา Aortic Overriding
4.มีการหนาตัวของ Ventricle ข้างขวา Right ventricular hypertrophy
ภาวะแทรกซ้อน
สมองพิการ จาก cyanotic spells ที่เป็นบ่อยหรือนาน ๆ
ฝีในสมอง มักพบในเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปี
ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด
Infective endocarditis
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีอาการในระยะปลายขวบแรก คือขณะเริ่มเดิน มีอาการ
เหนื่อยง่าย
เด็กส่วนใหญ่ในตอนแรกจะมีอาการ เขียวขณะออกกำลัง เช่นการดูดนมการร้องไห้ และในเด็กที่เดินได้แล้วนั้นจะได้ประวัติว่าเด็กชอบนั่งยองๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้สึกเหนื่อย การเจริญเติบโตจะช้ากว่าปกติ
อาการอื่นๆที่สำคัญได้แก่ อาการเขียวมากขึ้นทันที
อาการเขียวมากขึ้นทันทีนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ อายุ 2-3 เดือน มักเป็นในตอนเช้าหลังตื่นนอนได้แก่ การร้อง การดูดนม การขับถ่าย
การแก้ปัญหา ภาวะ Cyanotic spell
squatting หรือการนั่งยองๆ เป็นการทำเพื่อให้เกิดการพับของ femoral arteries และเพิ่ม systemic resistance ทำให้เลือดไปสู่ปอดมากขึ้น
ในทารกอาจจัดให้นอนท่า knee chest position จะช่วยให้ผู้ป่วย
ที่มี anoxic spell สบายขึ้น
การดูแลรักษา
ป้องกันภาวะเขียวกะทันหัน
การทำบอลลูน เป็นการทำสวนหัวใจโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษถ่าง
บริเวณเส้นเลือดที่ตีบ
การผ่าตัดต่อเส้นเลือดเทียม
รักษาประคับประคองอาการ
ในรายที่ยังไม่ได้รับการทำผ่าตัดแพทย์จะให้ยาเพื่อป้องกันภาวะเขียว
กะทันหัน
ดูแลให้เด็กได้รับยาโพรพาโนโลน (propranolol) ตามที่แพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเขียวกะทันหัน
ลดปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะเขียวกะทันหัน ได้แก่
ไม่ปล่อยให้เด็กร้องไห้นาน ๆ
จัดกิจกรรมการเล่นที่ใช้แรงน้อยงดการเล่นที่ต้องแข่งขัน
ป้องกันเด็กขาดน้ำ เมื่อเด็กอาเจียนหรือท้องเสียหรือมีไข้ ต้องให้น้ำชดเชยเพื่อป้องกันเลือด
หนืด
ดูแลให้เด็กนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ
บันทึกการเกิดอาการเขียวกะทันหันของเด็กทุกครั้งและแจ้งให้แพทย์
Increased Pulmonary Blood Flow เลือดไปปอดเพิ่มขึ้น
1.2.2 หลอดเลือดใหญ่ของหัวใจสลับขั้ว Transposition of the Great Vessels (TGV)
คือการที่หลอดเลือดดำและแดงของหัวใจสลับขั้วกันอย่างสิ้นเชิง จากขวาเป็นซ้าย จากซ้ายเป็นขวา
ความผิดปกตินี้ทำให้เด็กที่เกิดมามีภาวะเขียวเนื่องจากเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดถูกส่งกลับไปที่ปอด ขณะที่เลือดดำที่ถูกส่งมาที่หัวใจก็ถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ ต่ออีก
การรักษา
การรักษามักให้ Prostaglandin เพื่อ
เปิด PDA หรือผ่าตัดเปลี่ยนทางไหลเวียนเลือด
2.โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง(Acquire Heart disease)
2.1 โรคหัวใจรูห์มาติก Rheumatic Heart Disease (RHD)
RDH โรคหัวใจรูมาติค เป็นกลุ่มอาการของการอักเสบที่เกิดขึ้น ตามหลังการติดเชื้อที่คอหรือต่อมทอนซิลจากเชื้อโรค hemolytic streptococcus group A
มักพบความผิดปกติของลิ้นหัวใจMitral Stenosis (MS), Mitral Regurgitation (MR) และ Aortic Regurgitation (AR)
การรักษา
การรักษา เน้นเรื่องการที่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอย่าง
ต่อเนื่อง และการพบแพทย์สม่ำเสมอ
โรคหัวใจรูห์มาติก เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากการเป็นไข้รูห์มาติกซ้ำ ๆ กัน
หลายครั้ง แล้วทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจและลิ้นหัวใจ ทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ
โรคไข้รูห์มาติก Rheumatic Fever
โรคไข้รูห์มาติก เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการติดเชื้อเบต้าฮีโมไลติกสเตปโตคอคคัส กลุ่มเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของคออักเสบและต่อมทอนซิล
อักเสบ
อาการ
อาการไข้ เด็กจะมีไข้ติดกันอย่างน้อย 3 วัน
ปวดบวมตามข้อ โดยเฉพาะข้อใหญ่ ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อศอก
มีผื่นแดงที่ผิวหนังรูปร่างคล้ายแผนที่ มีขอบหยัก ๆ อาจเป็นชั่วคราว
มีอาการทางสมองร่วมด้วย เช่น มีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว สั่น เกร็งกระตุก
การรักษา
. เก็บเสมหะจากคอส่งตรวจหาเชื้อเบต้าฮีโมไลติก สเตปโตคอคคัส กลุ่มเอ ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็น
สาเหตุของโรคไข้รูห์มาติก
ตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย
ให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อเบนซาตินเพนนิซิลลิน (Benzathine penicillin)
เด็กต้องนอนพักและงดการออกแรงเพื่อลดการอักเสบของหัวใจ
ภาวะแทรกซ้อน
การเป็นไข้รูห์มาติกบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ จะทำให้เป็นโรคหัวใจรูห์มาติก โรคนี้จะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และลิ้นหัวใจถูกทำลายอย่างถาวรจนลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ
การป้องกัน
ป้องกันไม่ให้เด็กเป็นไข้รูห์มาติก
ดูแลความสะอาดของร่างกายเด็ก โดยเฉพาะปากและฟันซึ่งเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่คอ
หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นหวัด คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ
ฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะครบตามจำนวนที่แพทย์สั่งมิฉะนั้นจะทำให้ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้หมดและเชื้อเกิดการดื้อยาได้
ป้องกันการเป็นไข้รูห์มาติกซ้ำ
ควรพาเด็กไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งและ
รับประทานยาอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์จะให้รับประทานยาป้องกันตลอด
2.2 ภาวะหัวใจวาย Heart failure
คือ กลุ่มอาการที่แสดงถึงสภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อ
นำสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ
สาเหตุ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายในเด็กมักเกิดจากโรคหัวใจพิการแต่
กำเนิด
อาการหัวใจวายในเด็ก
หัวใจเต้นเร็วมากขึ้นในขณะพัก ซึ่งหมายถึงขณะที่เด็กสงบนิ่งหรือหลับ
หายใจเร็วมากขึ้น ในขณะพัก
ปัสสาวะออกน้อย โดยปัสสาวะออกน้อยกว่าครึ่งของน้ำและนมที่
ได้รับ
เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากแม้ว่าอากาศไม่ร้อน หรือ
ไม่ได้ไปวิ่งเล่นมาในเด็กโต
บวม โดยเฉพาะบริเวณเปลือกตา หน้าและปลายมือเท้า
มือและเท้าเย็น ซีด
การช่วยเหลือเบื้องต้น
ดูแลให้เด็กนอนในท่าศีรษะสูง เพื่อให้เด็กหายใจสะดวกสูดออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น
ดูแลให้เด็กพักผ่อน ถ้าเด็กร้องไห้ต้องปลอบให้สงบ เพราะถ้าเด็กร้องไห้จะทำให้เหนื่อยมากขึ้น
ดูแลให้เด็กอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เปิดพัดลมให้มีการระบายอากาศ
การป้องกัน
ดูแลให้เด็กรับประทานยาตามขนาดและเวลาที่แพทย์สั่งไม่หยุดยาหรือเปลี่ยนยาเอง
ดูแลให้เด็กรับประทานนมและน้ำในปริมาณที่แพทย์แนะนำ
ดูแลให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วต่าง ๆ ผักและผลไม้
ดูแลให้เด็กรับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณ 2-3 ชั่วโมง/ครั้ง
1.กลไกการไหลเวียนระบบโลหิต
หัวใจแบ่งเป็น 4 ห้อง
Atrium ซ้าย – ขวา มีผนัง Atrial septum กั้น
Ventricle ซ้าย - ขวา มีผนัง Ventricular septum กั้น
ภายในหัวใจ 4 ห้อง มีลิ้น (Valve) ของหัวใจ 4 ลิ้นดังนี้
Tricuspid valve กั้นระหว่าง Atrium และ Ventricle ขวา
Bicuspid valve หรือ Mitral valve กั้นระหว่าง Atrium และVentricle ซ้าย
Pulmonary valve กั้นระหว่าง Ventricle ขวา และ pulmonary artery
Aortic valve กั้นระหว่าง Ventricle ซ้าย และ Aorta
2.การไหลเวียนเลือดในร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระบบ
Pulmonary Circulation
เป็นการไหลเวียนของเลือดผ่านปอด โดยนำเลือดดำผ่าน เวนตริเคิลขวาเข้าสู่ปอดเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์และรับออกซิเจนภายหลังแลกเปลี่ยนก๊าซแล้วได้เลือดแดงกลับเข้าสู่เอเตรียมซ้าย ทาง pulmonary vein
Systemic Circulation
เป็นการไหลเวียนทั่วระบบของร่างกาย โดยการนำเลือดแดง ที่มีความเข้มข้นของงออกซิเจนสูงออกจาก เวนตริเคิลซ้าย ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย