Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลทารกที่มีภาวะเสี่ยง, น.ส.พลอยลดา ขันแข็ง เลขที่ 55 รหัสนักศึกษา…
การพยาบาลทารกที่มีภาวะเสี่ยง
ทารกแรกเกิด
หมายถึง ทารกที่อายุนช่วง 28 วันแรกของชีวิต
เป็นระยะเริ่มต้นที่มีความสำคัญต่อการมีชีวิตรอดและมีผลต่อภาวะสุขภาพในวัยต่อมา
เป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราการป่วย(morbidity)และมีอัตราการตาย(mortality) มากที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงจากการเป็ นทารกในครรภ์มาเป็นทารกที่อยู่นอกครรภ์มารดา
การจำแนกประเภททารกแรกเกิด
การจำแนกตามน้ำหนักแรกเกิด
1.ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อย (low birth weight infant) คือ ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 2,500 กรัม
ทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,500 กรัม (very low birth weight)
ทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,000 กรัม (extreme low birth weight )
2.ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักปกติ (normal birth weight infant) คือทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิด 2,500-4,000 กรัม
การจำแนกตามอายุครรภ์ องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ดังนี้
ทารกคลอดก่อนกำหนด (preterm infant) คือ ทารกที่มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์เต็มหรือต่ำกว่านี้
2.ทารกแรกเกิดครบกำหนด (term or mature infant) คือ ทารกที่มีอายุครรภ์มากกว่า 37 สัปดาห์ถึง 41 สัปดาห์
3.ทารกแรกเกิดเกินกำหนด (post term infant) คือ ทารกที่เกิดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 41 สัปดาห์
ทารกคลอดก่อนกำหนด
ทารกคลอดเมื่ออายุครรภ์ < 37 สัปดาห์มีสาเหตุมาจาก
ทารกในครรภ์
โครโมโซมผิดปกติ
การติดเชื้อ
มารดา
โรคคประจำตัวเช่น เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจ
มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
มดลูกขยายตัวมากเกินไป เช่น ครรภ์แฝด ภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ
ติดเชื้อในร่างกาย
ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์
อายุมารดาน้อยกว่า 18 ปีหรือมากกว่า 35 ปี
ลักษณะทารกคลอดก่อนกำหนด
น้ำหนักน้อย
รูปร่าง แขนขามีขนาดเล็ก
ศีรษะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว กะโหลกศีรษะนุ่ม รอยต่อกะโหลกศีรษะและขม่อมกว้าง
เปลือกตาบวมและนูนออกมา ตามักปิดตลอดเวลา
การเจริญของกระดูกหูมีน้อย ใบหูอ่อนนิ่มเป็นแผ่นเรียบ
งอพับได้ง่าย
ผิวหนังบางสีแดงและเหี่ยวย่น มองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจน มักบวมตามมือและเท้า ไขมันคลุมตัว (Vernix caseosa) มีน้อยหรือไม่มีเลย
พบขนอ่อน (Lanugo hair) ที่บริเวณใบหน้า
หลังและแขน
ลายฝ่ามือฝ่าเท้ามีน้อยและเรียบ
เล็บมือเท้าอ่อนนิ่มและสั้น
มีกล้าเนื้อ และไขมันใต้ผิวหนัง(Subcutaneous fat)
น้อย ผิวหนังเหี่ยวยน
กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โคร่งยังเจริญไม่ดี กระดูกซี่โครงค่อนข้างอ่อนนิ่ม ขณะหายใจอาจถูกกระบังลมดึงรั้งเข้าไปเกิด intercostal retraction
มีการกลั้นหายใจเป็นระยะ(periodic breathing)เขียวและหยดุ หายใจได้ง่าย(Apnea)
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อไม่ดี ทารกมักจะเหยียดแขนและขาขณะนอนหงายมีการเคลื่อนไหวน้อย การเคลื่อนไหวสองข้างไม่พร้อมกันและมักเป็นแบบกระตุก
เสียงร้องเบาและร้องน้อยกว่าทารกแรกเกิดครบกำหนด reflex ต่างๆมีน้อยหรือไม่มี
หัวนมมีขนาดเล็ก หรือมองไม่เห็นหัวนม
ขนาดของอวัยวะเพศค่อนข้างเล็ก ในเพศชายลูกอัณฑะยังไม่ลงในถุงอัณฑะ รอยย่นบริเวณถุง(rugae)มีน้อย ในเพศหญิงเห็นแตมเล็กชัดเจน
ท้องป่องเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง
ปัญหาที่พบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนด
1.การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
คือทารกแรกเกิดจะไวต่ออุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ Iypothalamus, CNs เจริญเติบโตไม่เต็มที่ผิวหนังบาง ทำให้เส้นเลือดอยู่ชิดกับผิวหนังพื้นผิวของร่างกายมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย่อมเหงื่อยังทำหน้าที่ได้ไม่ดี จนกว่าอายุ 4 wksความสามารถในการผลิตความร้อนโดยไม่ควบคุมยังน้อย เช่น การสั่น
การสูญเสียความร้อนในทารกแรกเกิด
การนำ (conduction) เกิดจากผิวของทารกสัมผัสกับวัตถุที่เย็น
การพา (convection) เป็นการพาความร้อนจากทารกสู่สิ่งแวดล้อมที่เย็นกว่า
การแผ่รังสี (radiation) การสูญเสียความร้อนไปสู่ที่เย็นกว่าแต่ไม่สัมผัสวัตถุโดยตรง
การระเหย (evaporation) การสูญเสียความร้อน
เมื่อของเหลวเปลี่ยนไปเป็นไอน้ำ
การวัดอุณหภูมิทารก
ทางทวารหนัก
ทารกเกิดก่อนกำหนด วัดนาน 3 นาที ลึก 2.5 ซม.ทารกครบกำหนด วัดนาน 3 นาที ลึก 3.0 ซม
ทางรักแร้
ทารกเกิดก่อนกำหนด วัดนาน 5 นาที
ทารกครบกำหนด วัดนาน 8 นาที
ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ(Hypothermia)
หมายถึง อุณหภูมิกายต่ำกว่า 36.5 องศาเซลเซียส
แต่ทารกแรกเกิดอาจมีอาการผิดปกติตั้งแต่อุณหภูมิกาย่ำกว่า 36.8 องศาเซลเซียส
อาการเริ่มแรก คือ มือเท้าเย็น ตัวซี ผิวหนังลายจากเส้นเลือดขยายตัว ซึม ดูดนมช้า ดูคนมน้อยลง หรือไม่ดูดนม อาเจียน ท้องอืด น้ำหนักไม่ขึ้นหรือน้ำหนักลด
ภาวะอุณหภูมิกายสูง(Hyperthermia)
หมายถึง อุณหภูมิกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส
อาจเกิดจากการติดเชื้อการอยู่ในอุณหภูมิสิ่งแวคล้อมที่ร้อนเกินไป
อาการเริ่มแรก คือ จะหงุดหงิดเมื่อร้อนขึ้นีการเคลื่อนไหวลดลงหายใจเร็วและแรง หรือหยุดหายใจ ซึม สัมผัสผิวหนังพบว่าอุ่นกว่าปกติ
การดูแล
จัดให้อยู่ในที่อุณภูมิเหมาะสม (NTE) 32 - 34 องศาเซลเซียส
วัดอุณหภูมิ Body temperature ทารก 36.8-37.2 องศาเซลเซียส
เป้าหมายให้อุณหภูมิกายทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 36.8- 37.2 องศาเซลเซียกรณีทารกอยู่ในตู้อบปรับอุณหภูมิด้วยมือ หรือ ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ(Air Servocontrol mode)
ปรับอุณหภูมิตู้อบเริ่มที่ 36 องศาเซลเซียส
ปรับอุณหภูมิตู้อบเพิ่มขึ้นครั้งละ 0.2 องศาเซลเซียส (max 38.0 องศาเซลเซียส )
ติิดตามอุณหภูมิกายทุก 15 - 30 นาที
ถ้าวัดอุณหภูมิกายได้ 36.8 -37.2 องศาเซลเซียส 2 ครั้งติดกัน ให้ปรับอุณหภูมิตู้อบตาม Neutral thermal environment (NTE) แล้วติดตามอุณหภูมิกายต่อทุก
15 -30 นาทีอีก2 ครั้งและต่อไปทุก 4 ชม.
keep warm (warmer, incubator หรือผ้าห่มห่อตัว)
ระวัง Cold stress
ปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (25-26 องศาเซลเซียส)
ป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกายทารก 4 ทาง
ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชม.และปรับให้เหมาะสมกับสภาพของทารก
ระบบการไหลเวียนโลหิต
การหายใจของทารกแรกเกิดเปลี่ยนจากรกเป็นปอด
Fetal circulation เป็น Neonatal circulationส่งผลให้
Foramen ovale ปิดสมบูรณ์
Ductus arteriosus จะหดตัวและปิดกลายเป็นเอ็น(ligamentum arteriosum)
Ductus venosus ปิดเมื่อสายสะดือถูกตัดกลายเป็นเอ็นที่ตับ (ligamentum venosum
ภาวะหลอดเลือดหัวใจเกิน
(Patent Ductus Arteriosus)
อาการและอาการแสดง
หายใจเร็ว
หอบเหนื่อย
รับนมได้น้อย
ท้องอืด(เลือดไหลลัดไปปอด ทำให้เลือดไปเลี้ยงลำไส้ลดลง) น้ำหนักไม่ขึ้น
การรักษา
การรักษาทั่วไป ให้ยาควบคุมอาการถ้ามีภาวะหัวใจวาย
การรักษาจำเพาะ
โดยใช้ยา เพื่อช่วยยับยั้งการสร้าง prostaglandin
Indomethacin ขนาดที่ให้ 0.1-0.2 มก./กก.ทุก 8 ชม.
ข้อห้ามใช้
BUN > 30 mg/dl , Cr > 1.8 mg/dl
Plt. < 60,000 /mm3
urine < 0.5 cc/Kg/hr. นานกว่า 8 hr.
มีภาวะ NEC
Ibuprofen ข้อห้ามใช้
BUN > 20 mg/dl , Cr > 1.6 mg/dl
การผ่าตัด PDA ligation
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด
(Hyperbilirubinemia)
เกิดจากบิลลิรูบิน (bilirubin) ในเลือดสูงกว่าปกติ
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
ภาวะตัวเหลืองจากสรีรภาวะ (Physiological jaundice) เกิดจากมีการสร้างบิลิรูบินมากเพราะเม็ดเลือดแดงอายุสั้นกว่าและความไม่สมบูรณ์ในการทำงานของตับจึงทำให้กระบวนการในการขับบิริลูบินออกทำได้ช้า
พบในช่วงวันที่ 2 - 4 วันหลังคลอด และหายไปเองใน1 - 2 สัปดาห์
ภาวะตัวเหลืองจากพยาธิภาวะ ( Pathological jaundice) เป็นภาวะที่ทารกมีบิลลิรูบินในเลือดสูงมากผิดปกติและเหลืองเร็ว ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเกิดได้จากหลายสาเหตุ
สาเหตุ
มีการสร้างบิลลิรูบินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ จากภาวะต่างๆที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงด้แก่
การแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงจากหมู่เลือดของแม่ลูกไม่เข้ากัน ที่พบบ่อย คือ ABO in compatability เช่น แม่มีเลือดกลุ่ม O ลูกมีเลือดกลุ่ม A หรือ B
มีความผิดปกติเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแคงแตกง่ายกว่าปกติ เช่น congenital spherocytosis
มีความผิดปกติของเอนไซด์ในเม็ดเลือดแดง เช่น G6PD deficiency
มีเลือดออกในร่างกายเช่น cephalhematoma ecchymosis hemangioma หรือมีเลือดออกในลำไส้
เม็ดเลือดแดงเกิน (polycythemia ) จากการที่ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนเรื้อรัง
โรคธาลัสซีเมีย
มีการคูดซึมของบิลิรูบินจากลำไส้มากขึ้น จากภาวะต่างๆ เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน
มีการกำจัดบิลิรูบินได้น้อยลงจากท่อน้ำดีอุดตัน การขาดเอนไซด์บางชนิดแต่กำเนิด
มีการสร้างบิลิรูบินเพิ่มมากขึ้นร่วมกับการกำจัดได้น้อยลง ได้แก่ การติดเชื้อ
มีการดูดซึมของบิลิรูบินจากลำไส้มากขึ้นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่breastfeeding jaundice) เกิดจากได้รับน้ำนมช้า ไม่เพียงพอการกำจัดขี้เทาช้า ทำให้มีการดูดซึมกลับของบิลิรูบิน พบในทารกอายุ 4-7 วัน
ระดับบิลิรูบินในเลือดสูง จะทำให้เข้าไปจับกับเนื้อสมองด้านในทำให้เกิดอาการผิดปกติทางสมอง เรียกว่า Kernicterus
อาการ
อาการระยะแรก: ซึม ดูดนมน้อยลง ตัวอ่อนปวกเปียก เกร็งหลังแอ่น ชัก มีไข้
อาการระยะยาว: มีการเคลื่อนไหวผิดปกติของร่างกายและแขนขามีความผิดปกติของการได้ยินและการเคลื่อนไหวลูกตาพัฒนาการช้า ระดับสติปัญญาลดลง
การวินิจฉัย
การซักประวัติ
ประวัติมีบุคคลในครอบครัวมีโรคเม็คเลือดแดงแตกง่ายหรือไม่
มารดามีโรคประจำตัวการ ได้รับยาการติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่
ประวัติการคลอดของทารก คะแนน A pgar การได้รับบาดเจ็บในระยะคลอด
2 . การตรวจร่างกายซีด เหลือง ตับ ม้ามโตหรือ ไม่มีจุดเลือดออกบริเวณใดหรือไม่
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ( CBC, Coombs'test, LFT, G6PD)
การรักษา
การส่องไฟ (phototherapy)
การเปลี่ยนถ่ายเลือด (exchange transfusion)
ข้อบ่งชี้การรักษาทารกคลอดครบกำหนด
อายุน้อบกว่า 24 ชั่วโมงมีค่า MB Phototherapy 12
ค่า MB Exchange transfusion 20
อายุ 25-48ชั่วโมงมีค่า MB Phototherapy 15 ค่า MB Exchange transfusion 25
ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาด้วยการส่องไฟ
Increases metabolic rate
Increased water loss / dehydration
Diarrhea
Retinal damage
Bronze baby /tanning
Disturb of mother-infant interactio
Thermodynamic unstable
non-specific erythrematous rash
การพยาบาล
ปิดตาทารกด้วยผ้าปิดตา (eyes patches) เพื่อป้องกันการกระคายเคืองของแสงต่อตา
เช็ดทำความสะอาดตาและตรวจตาของทารกทุกวัน เพราะอาจมีการระคายเคืองจากผ้าปิดตา
ทำให้ตาอักเสบ
ควรเปิดตาทุก 4 ชม.และเปลี่ยนผ้าปิดตาทุก 8-12 ชม.
ระหว่างให้นมควรเปิดผ้าปิดตาเพื่อให้ทารกได้สบตากับมารดา เป็นการกระตุ้นความรักผูกพันกัน
ระหว่างมารดากับทารก
ถอดเสื้อผ้าทารกออกและจัดให้ทารกอยู่ในท่านอนหงาย หรือนอนคว่ำและเปลี่ยนท่านอนทุก 2-4
ชม.เพื่อให้ผิวทุกส่วนได้สัมผัสแสง
ดูแลให้ทารกได้นอนอยู่บริเวณตรงกลางของแผงหลอดไฟ ห่างจากหลอดไฟ 35-50 ซม.
บันทึกและรายงานการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพทุก 1-4 ชม
สังเกตลักษณะอุจจาระ ระหว่างการส่องไฟทารกอาจถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นอาจจะมีอาการ
ถ่ายเหลวสีเขียวปนเหลืองจากบิลิรูบินและน้ำดี
บันทึกลักษณะและจำนวนอุจจาระอย่างละเอียดเพื่อประเมินภาวะสูญเสียน้ำ
ดูแลให้ทารกได้รับการตรวจเลือดหาระดับบิลิรูบินในเลือดอย่างน้อยทุก 12 ชม.
เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโรคอย่างต่อเนื่อง
ังเกตภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับการส่องไฟรักษา ได้แก่ ภาวะขาดน้ำ ถ่ายเหลว
ดูดนมไม่ดี มีผื่นที่ผิวหนัง หรือภาวะแทรกซ้อนที่ตา
การพยาบาลExchange transfusion
อธิบายให้บิดามารดาทราบ
เตรียมอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพให้พร้อม
ดูแลให้ร่างกายทารกอบอุ่น
ในขณะเปลี่ยนถ่ายเลือดต้องบันทึกปริมาณเลือดเข้า-ออก ตรวจวัคสัญญาณชีพ
สังเกตภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย แคลเซียมในเลือดต่ำ น้ำตาลในเลือดต่ำ ตัวเย็น ติดเชื้อ
ภายหลังการเปลี่ยนถ่ายเลือดตรวจวัดสัญญาณชีพ ทุก 15 นาที ทุก 30 นาที จนกระทั่งคงที่
ระบบการหายใจ
RDS (Respiratory Distress Syndrome)
คือภาวะกลุ่มอาการหายใจลำบาก
พบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนดที่ GA<34-36 wks้ำหนักตัว < 1,500 gm.
อายุครรภ์ต่ำกว่า 28 ผks น้ำหนัก <1,000 gm. มีโอกาสเกิดได้ใน 60-80%
ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่
มารดามีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนกำหนด
ทารกมีภาวะ hypothermia, Perinatal asphyxia
มารดาเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ครรภ์ก่อนบุตรมีภาวะ RDS
สาเหตุ
เกิดจากการขาดสารลดแรงตึงผิวที่ผิวของถุงลมโครงสร้างของปอดมีพัฒนาการไม่เต็มที่
ซึ่งสาร surfactant ทำหน้าที่ให้ถุงลมคงรูปไม่แฟบขณะหายใจออกสร้างจาก aveolar call type II ที่ผนังถุงลมเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 22-24wks
และสร้างมากขึ้นจนเพียงพอหลัง 35 wks
อาการและอาการแสดงอาการ
เกิดภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังคลอด รุนแรงมากขึ้นภายใน24-36 ชั่วโมง
ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจ:
หายใจเร็ว (tachypnea ) มากกว่า 60 ครั้ง / นาทีหรือหายใจลำบาก (dyspnea)
หายใจ หน้าอกและหน้าท้องไม่สัมพันธ์กัน
เสียงหายใจผิดปกติมีการกลั้นหายใจขณะหายใจออก (expiratory grunting)
ซีด
BP ต่ำ
2.ระบบทรวงอก:หน้าอกปุ๊ม (retraction) บริเวณ Intercostal, Subcostal และ
Substernal retraction จากการหดตัวอย่างแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ
3.ระบบทางเดินอาหาร: ดูดนมไม่ดี อาเจียน ท้องอืด
ระบบประสาท: ซึม กระสับกระส่าย reflex ลดลง กระหม่อมโปร่งตึง
ระบบผิวหนัง: ตัวลาย ผิวหนังเย็น ตัวเหลือง มีจุดเลือดออก
เมตาบอลิซึม: Hypoglycemia ภาวะ acidosis
การรักษา
การให้ออกซิเจนตามความต้องการของทารก เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการ ได้รับออกซิเจน โดยการปรับลดความเข้มข้น
และอัตราไหลของออกซิเจน ภาวะแเช่นทรกซ้อนจากการ ได้รับออกซิเจน เช่น
ภาวะปอดอุด
กั้นเรื้อรัง (BPD)
ภาวะจอประสาทตาพิการจากการเกิดก่อนกำหนด (ROP)
ให้สารลดแรงตึงผิวเพื่อทำให้ความยืดหยุ่นของปอดดีขึ้น ลดความรุนแรงของภาวะหายใจ
ลำบาก
Perinatal asphyxia
เป็นภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด
ประกอบด้วยภาวะ
เลือดขาดออกซิเจน(hypoxemia)
คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (hypercapnia)
เลือดเป็นกรด เนื่องจากการระบายอากาศที่ปอด (Ventilation)
และการกำซาบของปอด (pulmonary perfusion) ไม่เพียงพอ
สาเหตุ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการคลอด ได้แก่ ศีรษะทารกไม่ได้สัดส่วนกับเชิงกรานมารดา
คลอดติดไหล่ ความผิดปกติของสายสะดือ ครรภ์แฝด ทารกท่าผิดปกติ การคลอดโดย
ใช้หัตถการการคลอดที่ทำยากลำบาก
ปัจจัยทางด้านมารดา ได้แกตกเลือด อายุมาก เบาห วาน รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อน
กำหนด ภาวะพิษแห่งครรภ์ ความดันเลือดต่ำ ครรภ์เกินกำหนด ซีดมาก ได้รับยาแก้ปวด
ปัจจัยเกี่ยวกับทารก ได้แก่ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกเจริญเติบโตช้ในครรภ์
ภาวะติดเชื้อในครรภ์ ความพิการโดยกำเนิด
ผลของการขาดออกซิเจนแรกคลอด
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ศูนย์ควบคุมการทำงานของหัวใจถูกกดเป็นผลให้หัวใจต้นช้าลง
การขาดออกซิเจนและการลดลงของไกลโคเจนของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานมีประสิทธิภาพลดลง หัวใจพองขยาย ความดันโลหิตต่ำเกิดภาวะช็อกจากหัวใจ
การขาดออกซิเจนมากของหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
การมีเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อหัวใจลดลง ทำให้ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจถูกทำลายเกิด
ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท
ระบบหายใจ
ศูนย์หายใจถูกกดทำให้หายใจช้า หรือหยุดหายใจ
เนื้อเยื่อปอดขาดออกซิเจนมาก ๆ ทำให้เซลล์ถุงลมไม่สามารถสร้างสารลดแรงตึงผิวได้
เกิดกลุ่มอาการหายใจลำบาก
การรั่วของซีรั่มจากหลอดเลือดปอด จากเยื่อบุหลอดเลือดเสียหน้าที่
ทำให้เกิดภาวะปอดดั่งน้ำ
ระบบประสาทกลาง
ทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้สติ หายใจไม่สม่ำเสมอ หยุดหายใจ รีเฟล็กซ์ลคลง
กำลังกล้ามเนื้อลดลงหรืออาจชักได้
เลือดออกในสมองจากหลอดเลือดของสมองเสียความคงทน แตกได้ง่าย
ภาวะชักจากคอร์เท็กซ์ของสมองถูกทำลาย
ภาวะสมองบวมจากการคั่งของสารน้ำทั้งภายในและภายนอกเซลล์ของสมอง
ระบบการขับถ่ายไตจะไวต่อภาวะขาดออกซิเจน การขาดออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงทำให้หลอดฝอยของ
ไต หรือื้อไตเกิดเนื้อตายเฉียบพลัน ปัสสาวะลดลง หรือไม่ปัสสาวะใน 48 ชั่วโมงหลังคลอด
หรือปัสสาวะเป็นเลือด
ระบบทางเดินอาหาร
เลือดไปเลี้ยงระบบทางเดินอาหารลดลง ทำให้เกิดภาวะลำไส้เน่า
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ บิลิรูบินในเลือดสูง
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ บิลิรูบินในเลือดสูง
การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
ให้ความอบอุ่นและควบคุมทารกให้อุณหภูมิปกติ
ให้ออกซิเจนที่เหมาะสม
งดอาหารทางปากชั่วคราว ให้สารน้ำและอาหารทางหลอดเลือด
ให้เลือด ถ้าความเข้มข้นของเลือดต่ำหรือเสียเลือด
หลังจาก 12 ชั่วโมง ให้ระวังอาการชัก
พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ
ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
Apnea of prematurity
(AOP)
ภาวะหยุดหายใจนานกว่า 20 วินาที ร่วมกับมี cyanosis
cen tral apneaภาวะหยุดหายใจที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของทรวงอกหรือกะบังลมและไม่มีอากาศไหลผ่านรูจมูกโดยมีสาเหตุมาจากศูนย์การหายใจที่บริเวณก้านสมองทำงานได้ไม่ดี
obstruction apnea ภาวะหยุดหายใจที่มีการเคลื่อนไหวของทรวงอกหรือกะบังลม แต่ไม่มีอากาศไหลผ่านรูจมูกเกิดจากการงอหรือการเหยียดลำคอเกิน ทำให้ช่อง
ภายในหลอดคอ ไม่เปีดกว้าง เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ
สาเหตุ
prematurity
infection
metabolic disorder
Impaired oxygenation
CNS problem
drug
Gastroesophageal reflux
การดูแลระบบทางเดินหายใจ
จัดท่านอนที่เหมาะสม
สังเกตอาการพร่องออกซิเจน
ดูแลให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
ดูดเสมหะเมื่อจำเป็นระวังการสำลัก
ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับออกซิเจน
เลือดออกในช่องสมอง (Intraventricular hermorrhage: IVH)
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Bronchopulmonary Dysplasia: BPD)
จอประสาทตาผิดปกติ (Retinopathy of Prematurity :ROP)
Sepsis
Early onset Sepsis คือ ติดเชื้อในระยะก่อน/ ระหว่างการคลอด แสดงอาการภายใน 2-3 วัน แรกหลังคลอดภายใน 72 ชั่วโมงแรก Late onset Sepsis คือ ติดเชื้อที่แสดงอาการ หลังคลอด 72 ชั่วโมงถึง 1 เดือน
สาเหตุ
-preterm
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดนานเกิน 18 ชั่วโมง
การคลอดล่าช้า
มารดามีการติดเชื้อ น้ำคร่ำมีกลิ่น
เชื้อ Group B streptococci แกรมลบ E.coli Klebsiella)
ทารกมีภาวะพร่องออกซิเจนในครรภ์
การตรวจวินิจฉัย
ซักประวัติมารดาขณะตั้งครรภ์ ไข้ ยื่น ต่อม น้ำเหลืองโตสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ
ตรวจร่างกาย
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Culture 24-48 hr.( blood, UA, CSF, Sputum)
CBC , Plt count
ESR ดูการตกของเม็ดเลือดขาว ทารกยังไม่เกิน 2 mm/hr
CRP
CXR
อาการและอาการแสดง: ในทารกไม่จำเพาะเจาะจง
อาจตรวจพบความผิดปกติในระบบต่างๆ เช่น
ซึม
ร้องนาน
ไม่ดูดนม
ซีด
ตัวลายเป็นจ้ำ (motting)
ผิวหนังเย็น
หายใจเร็ว หายใจลำบาก
ท้องอืด อาเจียน
สั่น ชัก
การรักษา
ให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมตาม sensitivity
ส่วนมากให้ Ampicillin iv กัu Gentamycin iv
ถ้าไม่ได้ผลนิยมเปลี่ยนเป็น กลุ่ม Cephalosporins iv
การพยาบาล
ประเมินภาวะติดเชื้อในร่างกาย
ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะ และสังเกตอาการข้างเคียงของยา
ควบคุมอุณหภูมิกายให้อยู่ในระดับปกติ
ดูแลความสะอาดร่างกายและสิ่งแวดล้อม
ติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ
แยกทารก
4.ระบบทางเดินอาหาร
Necrotizing Enterocolitis (NEC)
คือภาวะลำไส้เน่าอักเสบ
เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อของระบบทางเดินอาหารตายจากการอักเสบจนขาดเลือดมักเกิดบริเวณลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ในทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย
สาเหตุ
ได้แก่ การใช้ยาของมารดาขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด การเริ่มรับนมและ
เพิ่มปริมาณนมเร็ว ภาวะขาดออกซิเจน
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถทำให้ทารกแรกเกิดมีโอกาสเกิดภาวะลำไส้เน่าตาย ได้แก่
มารดาใช้สารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์
ทารกติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด
การเติบโตช้าในครรภ์
ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจน(hypoxia)
ทารกเกิดภาวะเลือดข้น (polycythemia)
น้ำหนักตัวทารกน้อยกว่า 2,000 กรัม
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงลำไส้ได้ไม่เพียงพอ
การให้นมผสมที่เข้มข้นสูงผ่านทางเดินอาหาร
การใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือ
อาการ
เชื่องซึม (lethargy) ดูดนมไม่ดี ตัวเหลือง ร้องกวนอุณหภูมิกายต่ำ หยุดหายใจ หัวใจเต้นช้า มีภาวะกรดเกิน โซเดียมต่ำและออกซิเจนต่ำ
อาการเฉพาะ ได้แก่
ท้องอืด
ถ่ายอุจาระเหลว
อาเจียนเป็นสีน้ำดี
มีเลือดออกในทางเดินอาหาร
มีอาหารเหลือค้างในกระเพาะอาหาร
อาจมีเขื่อบุช่องท้องอักเสบ
การวินิจฉัย
-การตรวจเอกซเรย์ด้านข้าง
-การตรวจช่องท้องด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
-การเพาะตัวอย่างเลือด
-การตรวจเอกซเรย์ช่องท้อง เพื่อสังเกตเงาลมแทรกในผนังลำไส้
การรักษา
การระงับสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ ผ่านการพักการใช้ทางเดินอาหาร (NPO)
ยาปฏิชีวนะชนิดสเปกตรัมกว้าง การระงับการติดเชื้อตามระบบต่างๆ ของร่างกาย
การพยุงระบบไหลเวียน ด้วยการให้สารน้ำ สารอาหารทางหลอดเลือด
ให้ยากลุ่มกระตุ้นความดันโลหิต (Vasopressor)
การเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย ได้แก่ สัญญาณชีพ ปริมาณปัสสาวะ การแข็งตัวของเลือด การ เปลี่ยนแปลงของพยาธิสภาพในทางเดินอาหาร
Gastroesophageal reflux (GER
Hypoglycemia ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 40 mg% (term) ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 35 mg% (preterm)
อาการแสดง
ซึม ไม่ดูดนม มีสะดุ้งผวา อาการสั่น ซีดหรือเขียว หยุดหายใจ ตัวอ่อนปวกเปียก
อุณหภูมิกายต่ำ ชักกระตุก
สาเหตุ
การไม่ได้รับกลูโคสจากมารดาอีกต่อไป
glycogen ที่ตับสะสมไว้น้อยจึงสร้างกลูโคสได้จำกัด
การสร้างกลูโคส (glucogenesis) ได้น้อย
มีภาวะเครียดทั้งขณะอยู่ในครรภ์
การดูแล
ทารกที่มีอาการร่วมกับระดับน้ำตาลน้อยกว่า 40 มก./คล.ให้สารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด(10% D/W)
ทารกไม่มีอาการ
แรกเกิด-อายุ 4 ชั่วโมง ให้นมภายใน 1 ชั่วโมงแรก ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 30นาทีหลังให้นมมื้อแรก
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 25 มก/คล. ให้นมและติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 1 ชั่วโมง
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 25 มก/ดล. ให้สารละลายกลูโสทางหลอดเลือด
ระดับน้ำตาล 25-40 มก/คล. ให้นมหรือสารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด
อายุ 4-24 ชั่วโมง ให้นมทุก 2-3 ชั่วโมง ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดก่อนมื้อนม
Hypoglycemia
ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 40 mg% (term)ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 35 mg% (preterm)
อาการแสดง
ซึม ไม่ดูดนม มีสะดุ้งผวา อาการสั่น ซีดหรือเขียว หยุดหายใจ ตัวอ่อนปวกเปียก
อุณหภูมิกายต่ำ ชักกระตุก
สาเหตุ
การไม่ได้รับกลูโคสจากมารดาอีกต่อไป
glycogen ที่ตับสะสมไว้น้อยจึงสร้างกลูโคสได้จำกัด
การสร้างกลูโคส (glucogenesis) ได้น้อย
มีภาวะเครียดทั้งขณะอยู่ในครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอด เช่น การขาดออกซิเจนอุณหภูมิ
กายต่ำทำให้มีการใช้น้ำตาลมาก
การดูแล
ทารกที่มีอาการร่วมกับระดับน้ำตาลน้อยกว่า 40 มก./คล.
ให้สารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด(10% D/W
ทารกไม่มีอาการ
แรกเกิด-อายุ 4 ชั่วโมง ให้นมภายใน 1 ชั่วโมงแรก ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 30นาทีหลังให้นมมื้อแรก
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 25 มก/คล. ให้นมและติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 1 ชั่วโมง
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 25 มก/ดล. ให้สารละลายกลูโสทางหลอดเลือด*
ระดับน้ำตาล 25-40 มก/คล. ให้นมหรือสารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด*
อายุ 4-24 ชั่วโมง ให้นมทุก 2-3 ชั่วโมง ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดก่อนมื้อนม
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 35 มก/คล. ให้นมและติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 1 ชั่วโมง
ถ้าระดับน้ำตาลน้อยกว่า 35 มก/คล. ให้สารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด*
ถ้าระดับน้ำตาล 35-45 มก/ดล. ให้นมหรือสารละลายกลูโคสทางหลอดเลือด
10% D/W 2 mg kg.และ/หรือ glucose infusion rate (GIR)
5-8 มา/กก/นาที โดยให้ระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ในช่วง 40-50 มก./คล.
กรณีทารกเสี่ยงต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
จะต้องตรวจหาระดับน้ำตาล ภายใน 1-2 ชม.
หลังคลอด และติดตามทุก 1-2 ชม.ใน 6-8 ชม.แรกหรือจนระดับน้ำตาลจะปกติ รีบให้5,10 %D/W ทางปาก หรือ NG tube ใน 1-2 มื้อแรก แล้วให้นมตรวจติดตามทุก 30 นาทีในรายไม่แสดงอาการ ให้กินนมหรือสารละลายกลูโคส ถ้ากินไม่ได้ให้สารละลายกลูโคส
ทางหลอดเลือดดำควบคุมอุณหภูมิห้องและดูแลให้ความอบอุ่นแก่ทารก สังเกตอาการเปลี่ยนแปลง
Meconium aspiration syndrome
(MAS)
เป็นภาวะที่ทารกในครรภ์สูดสำลักหรือหายใจเอาขี้เทาที่มีอยู่ในน้ำคร่ำเข้าไปในหลอดลม
หรือปอดส่งผลให้ทารกมีปัญหาหายใจลำบากพบบ่อยในทารกเกิดครบกำหนดและทารกเกิดเกินกำหนดที่มีภาวะขาดออกซิเจนขณะอยู่
ในครรภ์
สาเหตุ
ปัจจัยด้านมารดา
อายุครรภ์มากกว่า 42 wks ส่งผลให้รกเสื่อมสภาพ
ความดัน โลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ผ่านรกมายังทารกน้อยลง
มารคามีภาวะรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
มารดามีภาวะน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ ทารกเคลื่อนไหวไม่สะดวก เกิดสายสะดือถูกกด
มีภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ น้ำคร่ำรั่วนานกว่า 18 ชม.
ประวัติใช้สารเสพติด ส่งผลให้มีการหดรัดตัวของมดลูก
ปัจจัยด้านทารก
เมื่อทารกในครรภ์มีภาวะขาดออกซิเจน ร่างกายของทารกจะมีการปรับตัว เพื่อหาแหล่งของออกซิเจนมาใช้ แต่เมื่อรับออกซิเจนจากสายสะดือไม่ได้ ทารกจะเกิดภาวะเครียด
อาการและอาการแสดง
อาการรุนแรงน้อย ทารกมีอาการหายใจเร็วระยะสั้นๆ เพียง 24-72 ชั่วโมง ทำให้แรงดัน
ลดลง และมีค่าความเป็นกรด-ด่างปกติ อาการมักหายไปใน 24-72 ชั่วโมง
อาการรุนแรงปานกลาง อาการหายใจเร็วมีความรุนแรงมากขึ้น มีการดึงรั้งของช่องซี่ โครง
และมีความรุนแรงสูงสุดเมื่ออายุ 24 ชั่วโมง
อาการรุนแรงมาก ทารกจะมีระบบหายใจล้มเหลวทันที หรือภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังเกิด
การวินิจฉัย
อาการแสดง: หายใจลำบาก ทรวงอกโป้ง (จากการมีลมดั่ง ไม่สามารถระบายออกได้)
ตรวจร่างกาย: น้ำครำมีตะกอนขี้เทา ร่างกายทารกมีขี้เทาติด ฟังเสียงปอดไม่ได้ยินเสียงอากาศผ่าน
ภาพถ่ายรังสี: alveolar infiltration hyperaeration atelectasis
ABG : มีภาวะเลือดเป็นกรด มีคาร์บอนไคออกไซด์ดั่ง มีภาวะพร่องออกซิเจน
แนวทางการรักษา
ให้ทารกได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
พิจารณาให้ยาตามอาการของทารก เพื่อให้ทารกพักผ่อน ลดการใช้ออกซิเจนในร่างกาย(กลุ่ม opioids, กลุ่ม muscle relaxants )
พิจารณาใช้ยาเพื่อขยายหลอดเลือดในปอด กรณีมีภาวะความดันในปอดสูง
ให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีมีภาวะหายใจล้มเหลว เพื่อลดการอักเสบเนื้อเยื่อปอด
เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ (ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดและภาวะความดันในปอดสูง)
การพยาบาล
เป้าหมายที่สำคัญเพื่อให้ทารกได้รับออกซิเจนเพียงพอ เฝ้าระวังการติดเชื้อ
ดูแลให้ได้รับออกซิเจน ติดตามอาการแสดงของการขาดออกซิเจนได้แก่ หายใจเร็ว อก
บุ๋ม ปีกจมูกบาน ใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจมากขึ้น เขียว
วัดความดันโลหิตทุก2- 4 ชั่วโมง เฝ้าระวังการเกิดความดันต่ำจาก PPHN
รบกวนทารกให้น้อยที่สุด
สังเกตอาการติดเชื้อ
5.ระบบประสาท
พัฒนาการพฤติกรรมทางระบบประสาท
เพื่อให้ทารกมีพฤติกรรมทางระบบประสาทที่เหมาะสม
เนื่องจาก
ช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารคาซึ่งมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ มีน้อย
ความเจ็บป้วยของทารกทำให้ได้รับการรักษาที่ส่งผลต่อพัฒนาการ เช่น อยู่ในตู้อบเปิดเผยร่างกาย จับต้องมากเกินจำเป็น เจ็บปวดจากการตรวจรักษา
สิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยไม่เหมาะสม เช่น แสง เสียง ที่มากเกินไป
พยาบาลควรให้การดูแลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ โดยการดูแล ดังนี้
การจัดท่า
หลีกเลี่ยงการเหยียดแขนขา (extension ) พยายามให้ทารกอยู่ในท่าแขน ขางอเข้าหากลางลำตัว (flexion) ไม่ว่าในขณะอุ้ม เคลื่อนย้ายและนอน ลำคอตรงไม่กัมหรื้อเงยมากเกินไป
ห่อตัวทารกให้แขนงอ มือสองข้างอยู่ใกล้ๆ ปาก (hand to mouth ) หลีกเลี่ยงการห่อตัวแบบเก็บแขน (mummyrest raint) เพื่อให้ทารกสามารถปลอบโยนตนเองได้
ใช้ผ้าอ้อมหรือผ้าห่มผืนเล็กม้วนวางรอบๆ กายของทารกเสมือนอยู่ในครรภ์มารดา (nesting)
การจับต้องทารกเท่าที่จำเป็น จัดกิจกรรมการพยาบาลต่างๆ ให้อยู่ในเวลาเดียวกัน (cluster nursing care)ควรสัมผัสทารกก่อนการจับต้องเพื่อให้การรักษาพยาบาล การเคลื่อนย้ายทารก ควรจัดให้อยู่ในท่าแขน ขา งอ และอยู่ในแนวกลาง
จัดสภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยให้มีการกระตุ้นทางแสงและเสียงน้อยที่สุด
ส่งเสริมการดูดของทารก โดยใช้หัวนมหลอก (Non-nutritive sucking) ในกรณีที่สภาพทารกไม่เหมาะที่จะดูดนมส่งเสริมให้ดูดเอง ถ้าทารกมีอาการเหมาะสม ก่อนให้การพยาบาลควรประเมินพฤติกรรม หรือสื่อสัญญาณ (Cues) ของทารกที่แสดงออกทุกครั้ง
ส่งเสริมพัฒนาการด้านประสาทสัมผัสของทารกในขณะให้การ รักษา พยาบาล เช่น พูดคุยด้วยเสียงเบา นุ่มนวล มองสบตา จับต้องด้วยความนุ่มนวล
เป็นบทบาทที่สำคัญของพยาบาล
ขณะมารดาอยู่ในโรงพยาบาล ส่งเสริม กระตุ้นให้มารดามาเยี่ยมทารกหลังคลอดให้เร็วที่สุด (ถ้า
มารดาไม่มีข้อจำกัด)
เมื่อบิดามารดาเข้าเยี่ยมทารก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย การรักษา พยาบาลที่ทารกได้รับ
ในขอบเขตความรับผิดชอบของพยาบาลที่จะทำได้
สอนให้มารดาทราบ ถึงพฤติกรรมหรือสื่อสัญญาณของทารก กระตุ้นให้บิดามารคาอุ้มกอด
หรือสัมผัสทารก ไม่บังคับหรือตำหนิถ้ามารดายังไม่พร้อมที่จะทำ
เปิดโอกาสให้บิดามารดาซักถาม ระบายความรู้สึก
ส่งเสริมการเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา น้ำนมของมารดาที่คลอดก่อนกำหนดเหมาะสมกับ
ทารกที่เกิดก่อนกำหนดเพราะมีโปรตีนสูงกว่า การให้นมมารดาควรให้นมที่บีบออกมาภายหลัง(H ind milk) เพราะมีไขมันซึ่งให้พลังงานสูงกว่านมที่บีบออกมาช่วงแรก (Fore milk)
การวางแผนการจำหน่าย
ทารกมีอาการดีขึ้น ไม่มีปัญหาการหายใจหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
สามารถดูดนมได้เอง
น้ำหนักเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอและเมื่อทารกมีน้ำหนักมากกว่า 1,800 กรัม
พยาบาลต้องมีการวางแผนการจำหน่ายทารกตั้งแต่แรกเริ่ม
สอนมารดาเกี่ยวกับเเรื่องการให้นมมารคาแก่ทารก การทำความสะอาดร่างกาย การสังเกตอาการผิดปกติการสังเกตพฤติกรรมหรือสื่อสัญญาณของทารก
ทารกเกิดก่อนกำหนดมีพัฒนาการของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์จึง
ไม่สามารถแสดงสื่อสัญญาณได้ชัดเจนเหมือนในทารกครบกำหนด
น.ส.พลอยลดา ขันแข็ง เลขที่ 55 รหัสนักศึกษา 62111301057 ปี2