Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับน้ำคร่ำและสายสะดือ - Coggle Diagram
ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับน้ำคร่ำและสายสะดือ
ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์ (premature rupture of membranes; PROM)
การวินิจฉัย
การซักประวัติ
หญิงตั้งครรภ์ให้ประวัติว่ามีน้ำไหลออกทางช่องคลอด พยาบาลต้องแยก
ลักษณะน้ำที่ออกมาว่า เป็นน้ำปัสสาวะ หรือตกขาว หรือน้ำคร่ำ
ต้องมีการซักถามเกี่ยวกับลักษณะ สี กลิ่น
ปริมาณน้ำคร่ำ วัน เวลาที่ถุงน้ำแตก เพื่อประเมินระยะเวลาและโอกาสของการติดเชื้อ
การตรวจร่างกาย
ตรวจดูบริเวณช่องคลอด อาการ/อาการแสดงของการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์
การตรวจภายในโดยใช้เครื่องมือถ่างขยายปากช่องคลอดที่ปลอดเชื้อ (sterile speculum) ให้หญิงตั้งครรภ์ไอหรือเบ่งลงด้านล่างจะพบน้ำคร่ำไหลออกมาจากปากมดลูกหรือขังอยู่ในช่องคลอด ( Cough test )
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Nitrazine paper tesเหรือ p H test
เป็นการทดสอบความเป็นกรดด่าง โดยน้ำคร่ำมีฤทธิ์เป็นด่าง นำกระดายสีเหลืองมาป้ายกับน้ำในช่องคลอด กระดาบจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำเงิน (pH > 7) การตรวจวิธีนี้จะมีผลบวกลวงเกิดขึ้นได้จากการปนเปื้อนของเลือด น้ำอสุจิ หรือน้ำยา เป็นต้น
Fern test
เป็นการทดสอบโดยแพทย์ใช้ไม้พันสำลี (sterile swab) ป้ายน้ำในช่องคลอดหรือขังอยู่ใน posterior firnix ป้ายบนแผ่นสไลด์ ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ให้ผลบวกเมื่อพบผลึกรูปใบเฟิร์นซึ่งเกิดจากส่วนประกอบของ electrolytes โดยเฉพาะ NaCL ที่แห้งแล้วจับตัวเป็นผลึกอาจพบผลลวงได้ในกรณีที่มีการปนเปื้อนของสิ่งคัดหลั่งเช่น เลือด น้ำยาหล่อลื่น เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีการตรวจหาสารต่าง ๆ เช่น ตรวจพบ creatinine ในช่องคลอด ความแม่นยำของการตรวจภาวะถุงน้ำคร่ำแตกโดย JH มีความแม่นยำ ร้อยละ 90.3 Fern test มีความแม่นยำ ร้อยละ 87.1
ความหมาย
ภาวะถุงน้ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์ หมายถึง การที่ถุงเยื่อหุ้มเด็กแตกหรือปริออก ทำให้มีน้ำคร่ำซึมรั่วหรือไหลออกมาในช่องคลอดสู่ภายนอกก่อนการเจ็บครรภ์จริงโดยอาจเกิดที่ตำแหน่งใดของถุงน้ำทูนหัว หรือบริเวณใดของ hind water ก็ได้ในอายุครรภ์ 2 37 สัปดาห์ (ตามปกติถุงน้ำจะแตกในปลายการคลอดระยะที่ 1 หรือต้นของระยะ ที่ 2) ถ้าเกิดในอายุครรภ์ไม่ครบกำหนดเรียก Preterm remature rupture of membranes (PPROM) และถ้าเกิดขึ้นนานกว่า18-24 ชม.เรียกว่า Prolonged
สาเหตุ
ปัจจัยภายใน
เมื่อใกล้ครบกำหนดคลอดผนังของถุงน้ำคร่ำจะอ่อนแอลงตามกลไกของสรีรวิทยาและการขาดความสมดุลของ collagen ในผนัง amniotic membrane
ปัจจัยภายนอก
เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นจะมีการขยายตัวของมดลูกมากขึ้นและมดลูกมีการหคดตัวเป็นช่วงบ่อยขึ้น ทำให้ความดันใน โพรงมดลูกเพิ่ม ประกอบกับมีการขยับตัวของทรกในครรภ์แรงขึ้นทำให้ถุงน้ำคร่ำมีโอกาสแตกง่ายขึ้น
ทารกท่าผิดปกติ เช่น ท่าก้น ท่าขวาง เนื่องจากส่วนนำไม่กระชับกับช่องเชิงกราน แรงดันในโพรงมดลูกจะดันมาที่ถุงน้ำโดยตรง ทำให้ถุงน้ำแตกได้ง่าย
การอักเสบติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ โพรงมดลูก การติดเชื้อเรื้อรังของระบบทางเดินปัสสาวะ
การติดเชื้อของช่องทางคลอด เช่น trichomonas, chlamydia, gonorrhea เป็นต้น
ความผิดปกติของปากมดลูก เช่น ปากมดลูกปิดไม่สนิท คอมคลูกสั้น ความผิดปกติของมคลูกแต่กำเนิด
การทำหัตถการ เช่น การเย็บผูกปากมดลูก การเจาะดูดน้ำคร่ำ การตัดปากมดลูก
ภาวะมดลูกขยายตัวมากจากการตั้งครรภ์แฝด หรือ ครรภ์แฝดน้ำ
7.ภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด
เคยมีประวัติ PPROM ,คลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อน จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดซ้ำได้สูง
ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น การสูบบุหรี่ ภาวะทุพ โภชนาการและเศรษฐานะต่ำ ขาดวิตามิน C เป็นต้น
ผลกระทบต่อมารดาและทารก
มารดา
อาจทำให้เกิดสายสะดือพลัดต่ำ เนื่องจากส่วนนำยังอยู่สูง เกิดภาวะ chorioamnitis เนื่องจากเชื้อแบคที่เรียสามารถผ่านขึ้นไปในโพรงมดลูกได้ ประกอบกับเมื่อถุงน้ำรั่วหรือแตก
decidua และ amnion จะมีกระบวนการในการสร้าง prostaglandin เพิ่มขึ้นกระตุ้นให้มีการหดรัดตัว
ของมดลูก เกิดการเจ็บครรภ์คลอดได้
สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ การชักนำการคลอด-การดูแลหลังคลอด
ทารก
ทารกในครรภ์มีภาวะขาดออกซิเจนได้จากหลายสาเหตุ เช่นสายสะดือถูกกดทับจาก
มีสายสะดือพลัดต่ำ ภาวะน้ำคร่ำน้อย เป็นต้น
การติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์จนถึงแรกเกิด ทารกอาจคลอด
ก่อนกำหนด
การรักษา
ถ้ามีการรั่วไหลหรือถุงน้ำแตกจริง พบว่าจะมีการเจ็บครรภ์คลอดเกิดขึ้นเองภายใน 48 ชั่วโมง ถึงร้อยละ 50-70 หรือการตั้งครรภ์นั้นใกล้หรือครบกำหนด (36-37สัปดาห์ขึ้นไป) แพทย์จะดำเนินการช่วยเหลือให้การคลอดสิ้นสุด
แต่ถ้าเป็นครรภ์น้อย ทารกยังเล็ก แพทข์จะให้หญิงตั้งครรภ์นอนพักผ่อน
เพื่อชะลอการตั้งครรภ์ให้ยืดยาวออกไป
หญิงตั้งครรกับางราย ที่สมควรรักษาถุงน้ำไว้มิให้แตก
ก่อนเวลาอันสมควร ได้แก่ การตั้งครรภ์ที่ทารกอยู่ในท่าผิดปกติหรือส่วนนำอยู่สูงมาก ซึ่งควรป้องกันถุงน้ำแตก ดังนี้
1.ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในการป้องกันถุงน้ำแตกก่อน เช่น การรับประทานอาหารที่มีคุณค่า วิตามินซีสูง หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก พักผ่อนให้เพียงพอ งดสารเสพติด และงด
เพศสัมพันธ์ เป็นต้น
2.แนะนำให้มาโรงพยาบาลทันทีที่มีน้ำไหลออกมาทางช่องคลอด
3.กรณีให้ผู้คลอดนอนพักระหว่างการคลอดระยะที่ 1 ต้องจำกัดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น
4.ตรวจสภาพของปากมดลูกและถุงน้ำ ทางทวารหนักหรือทางช่องคลอด ด้วยความนุ่มนวลและระมัดระวัง
ภาวะติดเชื้อของเยื่อหุ้มถุงน้ำ (chorio-amnitis)
ความหมาย
ภาวะติดเชื้อของเยื่อหุ้มถุงน้ำ (chorioamnitis) หมายถึง การติดเชื้อของเยื่อหุ้มถุงน้ำชั้น
chorion, amnion, และ amniotic fluid ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายหลังถุงน้ำแตกหรือรั่ว ส่วนน้อย
สาเหตุ
โดยปกติระหว่างตั้งครรภัทารกและถุงน้ำจะปลอด ภัยจากการติดเชื้อเนื่องจาก mucous plug บริเวณปากมดลูก ถุงน้ำปีดไม่มีรูรั่วที่เชื้อโรคจะผ่านได้ และการป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ของน้ำคร่ำแต่กลไกต่าง ๆเหล่านี้จะสูญหายไปเมื่อถุงน้ำรั่วหรือแตก มีการเปีดขยายของปากมดลูก ถุงน้ำมีการยืดขยายทำให้มีเลือดมาเลี้ยงน้อยลงเป็นผลให้ถุงน้ำมีสภาพอ่อนแอไม่สามารถป้องกันแบคทีเรียต่างๆ
ปัจจัยเสริม
ภาวะทุพโภชนาการ ความยากจน
การตรวจภายในบ่อยๆ
การติดเชื้อทางช่องคลอดหรือปากมดลูก
การติดยาหรือสารเสพติด
ประ วัติการเย็บหรือผูกปากมดลูก (previous cervical cerclage)
การตั้งครรภ์ขณะที่มีภาวะอักเสบติดเชื้อเรื้อรังของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
อาการและอาการแสดง
หญิงตั้งครรภ์มีไข้ ชีพจรเร็วกว่า 100 ครั้ง/นาที ร่วมกับอาการอื่นเช่น หนาวสั่น ร่างกายอ่อนแอมดลูกแข็ง ตึงกดเจ็บ น้ำคร่ำมีกลิ่นเหม็น อาการเหล่านี้จะปรากฎตามมาอย่างรวดเร็ว
ส่วนทารกจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น การหดรัดตัวแบบ hypotonic contractions เป็นผลทำให้เกิดการคลอดยาวนาน
การวินิจฉัย
จากอาการและอาการแสดง
ผลกระทบต่อมารดาและทารก
ทารก
เพิ่มอัตราเสี่ยงของการติดเชื้อหลังคลอด เช่น ปอดบวม ปัญหาการควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น
มารดา
ทำให้เกิดการคลอดยาวนาน
เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดเช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) การติดเชื้ออักเสบของเส้นเลือดคำที่ขา(septic thrombophlebitis)
การรักษา
การรักษาที่สำคัญ คือการทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดและได้ยาปฏิชีวนะนิยมให้คลอดทางช่องคลอดมากกว่าการผ่าตัดคลอด กรณีที่มีการเจ็บครรภ์เกิดขึ้น
มีความก้าวหน้าของการดำเนินการคลอด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัด เช่น แผลหายช้า เป็นต้น
ภาวะน้ำคร่ำอุดตันหลอดเลือดในปอด (amniotic fluid embolism, AFE)
ความหมาย
ภาวะน้ำคร่ำอุดตันหลอดเลือดในปอด หมายถึง ภาวะที่น้ำคร่ำรั่วเข้าสู่กระแสเลือดไปอุดกั้นบริเวณหลอดเลือดดำที่ปอดมักเกิดขึ้นในระยะท้ายของระยะ ปากมดลูกเปิด เมื่อเริ่มต้นของระยะเบ่ง ภายหลังจากถุงน้ำทูนหัวแตก หรือ อาจเกิดขึ้นภายหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินที่รุนแรงมากแม้จะพบได้น้อย แต่
เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้ทุกราย โดยมีกลุ่มอาการที่ประกอบด้วยภาวะขาดออกซิเจนอย่างกะทันหัน ความดันโลหิตต่ำ ภาวะชักหรือภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือด
สาเหตุ
ปัจจัยของหญิงตั้งครรภ์ เช่น อายุ > 35ปี มีบุตร > 1คน โครคเบาหวาน การบาดเจ็บช่องท้อง
2.ปัจจัยของทารกในครรภ์ เช่น ทารกเสียชีวิตในครรภ์ ทารกเครียด ตัวใหญ่ และมักพบในเพศชาย
3.ปัจจัยจากการตั้งครรภ์และการคลอด เช่น การชักนำการคลอดหรือเร่งคลอดโดยใช้ยา การแตกของน้ำทูนหัวอาจแตกเอง หรือการเจาะขณะมดลูกหดรัดตัว รกลอกตัวก่อนกำหนด รกเกาะต่ำ ครรภ์
แฝดน้ำ การคลอดเฉียบพลัน การผ่าตัดคลอด การเบ่งขณะถุงน้ำยังไม่แตก เป็นต้น
อาการและอาการแสดง
มีอาการกระสับกระส่าย หนาวสั่น เหงื่อออกมาก ไอ เป็นอาการนำ
มีอาการหายใจลำบาก เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หายใจหอบ
มีเสมหะมาก เป็นฟองสีชมพู เจ็บหน้าอก อาการเขียวทั่วร่างกาย น้ำท่วมปอด
ความดัน โลหิตต่ำอย่างเฉียบพลัน หัวใจเต้นเร็ว
อาเจียน ชัก หรือ หมดสติอย่างกะทันหัน
ในรายที่คลอดแล้วมดลูกจะหดรัดตัวไม่ดี ผู้คลอดจะตกเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติจากการแข็งตัวของเลือด ทำให้ช็อกได้
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย
ตรวจพบอาการและอาการแสดงดังที่กล่าวไว้ข้างต้นที่มีลีกษณะจำเพาะ 3 ลักษณะที่ประกอบด้วย ภาวะหายใจลำบาก ภาวะระบบไหลเวียน โลหิตล้มเหลวและภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การเจาะเลือดตรวจภาวะ DIC, arterial blood gas ตรวจ EKG chest X-rayหรือการตรวจพบเซลล์ทรีกในหลอดเลือดของปอดหญิงตั้งครรภ์ที่ได้จากการชันสูตรภายหลังเสียชีวิตแล้ว
การซักประวัติ
ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด การแตกของถุงน้ำ หรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะนี้
การรักษา
การให้ยากระตุ้นการเจริญของปอดทารก
ประเมินหาสาเหตุที่ชัดเจนเพื่อเป็นหลักในการวางแผนการดูแลรักษาต่อไป
การให้ยาปฏิชีวนะในระยะคลอดกรณีที่ไม่สามารถยับยั้งการคลอดได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ GBS ในทารกแรกเกิด
การให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก เพื่อยืดระยะเวลาการตั้งครรภ์ออกไปอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อให้สเตียรอยด์ออกฤทธิ์ได้มากที่สุด
ประเมินอายุครรภ์และสภาวะของทารกในครรภ์
ผลกระทบต่อมารดาและทารก
มารดา
เป็นการลดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนในระยะตั้งครรภ์ เช่น ภาวะความดัน
โลหิตสูงในระยะตั้งครรภ์ โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
ทารก
ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด
ภาวะเสี่ยงหลายประการ เช่น ภาวะการหายใจล้มเหลว (respiratory distress syndrome, RDS), อุณหภูมิต่ำ
ภาวะสมองได้รับการกร ะทบกระเทือน มีเลือดออกเนื่องจ ากการคลอด (intra ventricular hemorrhage,
IVH) ภาวการณ์ติดเชื้อในทางเดินอาห าร (necrotizing enterocolitis, NEC) การติดเชื้อในกระแสเลือด
ภาระชักและเสียชีวิตในที่สุด
ภาวะสายสะดือเคลื่อนต่ำและพลัดต่ำ
ความหมาย
สายสะดือเคลื่อนต่ำ (presentation of cord) หมายถึงภาวะที่สายสะดือลงมาอยู่ต่ำกว่าส่วนนำเมื่อถุงน้ำทูนหัวยังไม่แตก เรียกว่า forelying cordหรือ umbilical cord presentationในรายที่สายสะดือลงมาอยู่ข้าง ๆ ของส่วนนำอาจคลำสายสะดือพบหรือไม่พบก็ได้ น้ำทูนหัวอาจจะแตกหรือยังไม่แตก เรียก occultprolapsed of cord
สายสะดือพลัดต่ำ (complete หรือ overt prolapsed of cord) หมายถึงสภาพของ forelying cord ที่ถุงน้ำทูนหัวแตกแล้ว สายสะดือจะย้อยลงมาอยู่ภายในหรือออกมาภายนอกช่องคลอดได้
สาเหตุ
ส่วนนำไม่กระชับกับส่วนล่างของทางคลอด เช่น ท่าผิดปกติ ครรภ์แฝด ทารกตัวเล็ก ทารกคลอดก่อนกำหนด PROM,PPROM, polyhydramnios, hydrocephalus ทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น
สายสะดือยาว > 75 เซนติเมตร มีโอกาสที่จะเกิดได้ง่าย
รกเกาะต่ำ ทำให้สายสะดืออยู่ใกล้กับปากมดลูก มากกว่ารกที่เกาะ อยู่ที่ส่วนบนของมดลูก
ศีรษะทารกอยู่สูงเมื่อถุงน้ำแตก หรือมีการเจาะถุงน้ำ ภาวะเชิงกรานแคบ หรือ CPD
การทำสูติศาสตร์หัตถการ เช่น การหมุนกลับท่าทารกภายใน ภายนอก การเจาะถุงน้ำ ฯลฯ
การวินิจฉัย
สายสะดือเคลื่อนต่ำ คลำพบสายสะดืออยู่ข้างส่วนนำหรือต่ำกว่า พบสายสะดือเต้น ( pulsation)ในขณะตรวจทางช่องทางช่องคลอดหรือทวารหนัก และพบว่าถุงน้ำคลอดหรือทวารหนัก และพบว่าถุงน้ำยังไม่แตก
สายสะดือพลัดต่ำ ตรวจภายในพบสายสะดือต่ำกว่าส่วนนำ คลำไม่พบถุงน้ำหรืออาจพบสายสะดืออยู่ในช่องคลอด หรือเห็นสายสะดือที่ปากช่องคลอด นอกจากนั้นเสียงหัวใจทารกเต้นช้าลงไม่สม่ำเสมอ หรือมีขี้เทาปนมากับน้ำหล่อทารก ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่น
การรักษา
สายสะคือเคลื่อนต่ำ จัดให้นอนลักษณะศีรษะต่ำ ยกกันสูง ห้ามเบ่งเพื่อป้องกันการกดทับของ
สายสะดือ
สายสะดือพลัดต่ำ ขณะตรวจภายใน ให้ใช้นิ้มือดันส่วนนำให้สูงขึ้นไป และจัดให้นอนลักษณะ
ศีรษะต่ำ ยกกันสูงหรือการใส่น้ำเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ 500 -750 มล.ทางสาย foley แล้วรัดสายยาง
ไว้
ภาวะvasa previa
ความหมาย
ภาวะvasa previa หมายถึง ภาวะที่สายสะดือเกาะที่เยื่อหุ้มเด็ก (velamentous insertion) และเกิดร่วมกับภาวะเกาะต่ำ ทำให้เส้นเลือดบริเวณสะดือ วางอยู่บนเยื่อหุ้มเด็กและทอดผ่านช่องทางคลอดกรณีที่ถุงน้ำคร่ำทูนหัวแตกจะทำให้เส้นเลือดดังกล่าวฉีกขาดและมีเลือดออกทางช่องคลอดปนกับน้ำคร่ำเรียก Ruptured vasa previa
สาเหตุ
ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก zygote ไม่ฝังตัวที่ endometrium แต่จะฝั่งตัวที่ส่วนล่างของมดลูกเป็นผลทำให้สายสะดือไม่เกาะอยู่บนตัวร กแต่จะเกาะที่เยื่อหุ้มเด็ก จึงเรียกรกชนิดนี้ว่า PlacentaVelamentosa เส้นเลือดที่มาจากตัวทารก (fetal vessels) จะทอดผ่านเยื่อหุ้มเด็ก หรือมักเกิดร่วมกับภาวะรกเกาะต่ำ
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย
ถ้าตรวจภายในบางรายอาจคลำพบเส้นเลือดทอดบนถุงน้ำคร่ำผ่านปากมดลูก
ก่อนถุงน้ำคร่ำแตก หรือมีน้ำคร่ำปนเลือดออกทางช่องคลอดร่วมกับมีภาวะ fetal distress
การซักประวัติ
หญิงตั้งครรภ์ให้ประวัติมีน้ำไหลออกสีแดงทางช่องคลอด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
3.1 Apt test อาศัยหลักการว่าเม็ดเลือดแดงของทารกทนต่อด่าง ดังนั้นเมื่อนำเลือดที่สงสัยดังกล่าวมาผสมกับ 0.25% sodium hydroxide ในสัดส่วน 1 ต่อ 5 ตามลำดับ
3.2 Wright stain เพื่อตรวจดูว่ามี nucleated fetal red cell หรือไม่
3.3 ตร วจดูรกในระยะหลังคลอด เพื่อยืนยันจะพบเป็นรกชนิด Placenta velamentosa
อาการและอาการแสดง
มีเลือดออกทางช่องคลอดขณะที่ถุงน้ำแตกเองหรือถูกเจาะ เนื่องจากมีการฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยที่สะคือ (umbilical vessels) ทารกจะมีภาวะทารกคับขัน (fetal distress) หรือเสียชีวิตในที่สุด เนื่องจากเลือดที่ออกเป็นเลือดจากทารกในครรภ์
ผลต่อมารดาและทารก
มารดา
ถ้ามีภาวะการแตกของ vasa previaไม่เป็นอันตรายต่อมารดา เนื่องจากเลือดที่ออกไม่ได้มาจากมารดาแต่เป็นเลือดที่มาจากหลอดเลือดฝอยของทารก
ทารก
ทารกมีภาวะช็อกจากการเสียเลือด (hypovolemia
shock) และเสียชีวิตในที่สุด
การรักษา
รีบช่วยทารกในครรภ์โดยการคลอดให้เร็วที่สุด ด้วยการผ่าตัดคลอดทารกทางหน้าท้อง ไม่ว่าถุงน้ำคร่ำแตกแล้วหรือยังมีอยู่โดยไม่ต้องรอผลการทดสอบว่า มีเลือดออกเป็นเลือดของทารกหรือไม่
การให้คลอดทางช่องคลอดอาจทำได้เมื่อใกล้คลอดและใช้เวลาน้อยกว่าการทำการผ่าตัดคลอดทารกทางหน้าท้องหรือเมื่อทารกในครรภ์เสียชีวิตแล้ว