Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่6 ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับรกและอื่นๆ - Coggle Diagram
บทที่6 ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับรกและอื่นๆ
ภาวะรกค้างและการล้วงรก
ความหมาย
โดยทั่วไปรกและเยื่อหุ้มจะคลอดออกมาหลังจากทารกเกิด 5-15 นาทีแต่บางคร้ังไม่สามารถคลอดออกมาได้ ซึ่งถ้าไม่คลอดภายหลังเกิด 30 นาที เรียกว่ารกค้าง (retained placenta)
ลักษณะของรกค้าง
รกลอกตัวไม่สมบูรณ์
รกลอกตัวสมบูรณ์
รกติดแน่นจากการฝังตัวลึกกว่าปกติ (Placenta adherens)
รกติดแน่นจากการฝังตัวลึกกว่าปกติ (Placenta adherens)
3.2 Placenta increta villi จะฝังตัวลงไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
3.3 Placenta percreta villi จะฝังตัวลงไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกจนทะลุผนังมดลูกและอาจงอกเข้าไปในอวัยวะอื่นในอุ้งเชิงกรานที่อยู่ติดกับมดลูกด้วย
สาเหตุสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจมีปัจจัยส่งเสริม
1.การทำคลอดรกไม่ถูกตอ้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการคลึงมดลูกก่อนที่รกจะลอกตัวหรือการให้ยาmethergin ก่อนทำคลอดรก
มดลูกหดรัดตัวไม่ดีอาจเนื่องมาจากการคลอดล่าช้า ผู้คลอดได้รับยาแก้ปวดมากเกินไป อ่อนเพลีย การได้รับยาสลบกระเพาะปัสสาวะเต็ม รกจึงไม่ลอกตัวหรือลอกตัวไม่สมบูรณ
3.รกมีความผิดปกติ เช่นมีรกน้อย รกมีขนาดใหญ่และแบน รกเกาะแน่น หรือรกฝังตัวลึกกว่าปกติ
มดลูกมีลักษณะผิดปกติ เช่นมีผนังกั้น ภายในโพรงมดลูก(bicornuate uterus)
สายสะดือขาดเนื่องจากการทำคลอดรกผิดวิธี
การวินิจฉัย
1.การซักประวัติ ประวัติการแท้งและการขูดมดลูกการตกเลือด หรือรกค้างในครรภ์ก่อน
2.การตรวจร่างกาย ได้แก่การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก การตรวจสอบกระเพาะปัสสาวะจำนวนเลือดที่เสียจากการคลอด
3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจพิเศษ ได้แก่การใช้อัลตร้าซาวน์ตรวจสอบมดลูกภายหลังรกคลอดในกรณีที่สงสัยว่ารกไม่ครบ การตรวจเลือดดูภาวะซีด
ผลต่อมารดา
ทำให้ตกเลือดและ Hypovolemic shock
การรักษา
กรณีที่มีรกค้างแพทย์จะตัดสินใจล้วงรก
ภาวะช็อกทางสูติศาสตร์(shock)
ความหมาย
ภาวะที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ต่างๆขาดออกซิเจนจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ในทางสูติศาสตร์แบ่งชนิดของภาวะช็อก
แบ่งเป็น
ภาวะช็อกจากปริมาณเลือดน้อย (hypovolemic shock)
ภาวะที่เกิดจากปริมาณเลือด พลาสม่าหรือน้ำในร่างกายลดลง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ภาวะช็อกจากประสิทธิภาพการบีบตัวของของหัวใจลดลง (cardiogenic shock)
เป็ นภาวะที่เกิด
จากท างานล้มเหลวของหัวใจด้านซ้ายท าให้กลา้มเน้ือหัวใจอ่อนแรงไม่สามารถบีบตวัไดแ้รงพอเกิดเลือดคั่งที่หัวใจซี กซ้ายแล ะป อด
ภำวะช็อกจำกกำรเปลี่ยนแปลงควำมตึงตัวของหลอดเลือด (vasogenic shock)
3.1 ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในเลือด ( bacteriemic shock or Septic shock)
3.2 ภาวะช็อกจากระบบประสาท (neurogenic shock)
3.3 ภาวะช็อกจากปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylactic shock)
อาการรและอาการแสดง
ชีพจรเบาเร็วประมาณ 100-120 คร้ัง/นาทีในรายที่รุนแรงมากจะเร็วกว่า120 คร้ัง/นาที
ความดันโลหิตลดลง pulse pressure แคบเข้า
มีการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ การหายใจระยะแรกจะหายใจตื้นต่อมาเมื่ออาการรุนแรงจะหายใจลึกและหอบ เกิดอาการขาดออกซิเจน
อาการซีดจะสังเกตสีหน้าซีดเผือด เยื่อบุต่างๆ ซีดขาว ผิวหนังเย็นซีด และเหงื่อแตก อุณหภูมิต่ำ มีอาการกระสับกระส่าย กระหายน้า
มีอาการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว ถ้าเป็นมากระดับความรู้สึกตัวลดลง เลอะเลือน
การวินิจฉัย
วินิจฉัยตามอาการและอาการแสดง
ผลต่อมารดาและทารก
ผลต่อมารดา
หากได้รับการช่วยเหลือไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ระบบหายใจล้มเหลว ไตวาย สมองบวม
ผลต่อทารก
กรณีที่มารดาเกิดภาวะช็อกก่อนคลอด ทารกในครรภ์อาจเกิดภาวะ fetal distress ได้ และถ้ามารดาเกิดหลังคลอดส่งผลต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกไม่สามารถดูดนมแม่ได้เพราะน้ำนมมีน้อย
การรักษา
1.ภาวะช็อกจากการเสียเลือดและน้ำควรรักษาสมดุลของปริมาณการไหลเวียนของเลือดให้เพียงพอ เช่น การให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ
2.ภาวะช็อกจากประสิทธิภาพการบีบตวัของของหัวใจลดลงควรเพิ่มการทา งานของหัวใจเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจและป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่นให้ออกซิเจน ให้ยากระตุ้นการทำงานของหัวใจ
3.ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในเลือด ควรใหย้าปฏิชีวนะที่เหมาะสม
4.ภาวะช็อกจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือดในสมอง ควรเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของเลือด เช่นให้ยาที่ส่งเสริมการหดรัดตัวของเส้นเลือด