Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock)
image, 1.3 กล้ามเนื้อหัวใจตาย -…
ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock)
-
ความหมาย
ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock) เป็นภาวะที่เกิดจากหัวใจบีบตัวไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะสำคัญของช็อกชนิดนี้คือ ความดันโลหิตซิสโตลิคต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท มีภาวะหลอดเลือดส่วนปลายหดตัว แต่ค่าความดันของหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central venous pressure: CVP) สูงกว่าปกติ ถ้าตรวจร่างกายจะพบว่ามีหลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง (Neck vein engorgement) ชีพจรมักเต้นเร็วมากกว่า 100 ครั้ง/นาที (ยกเว้นผู้ป่วย A-V block) ไม่สม่ำเสมอและมีเลือดคั่งในปอด (Pulmonary congestion) ซึ่งในรายที่สงสัยว่ามีภาวะช็อกจากหัวใจที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ควรดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอกซเรย์ปอดร่วมด้วย หากพบลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นแบบ ST segment elevation จะได้ให้การรักษาได้อย่างรวดเร็ว
-
การรักษาภาวะช็อกจากหัวใจ
1.เพิ่มประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจ
- โดยให้ยากลุ่ม Inotropic agents และ Vasopressors เพื่อประคับประคองไม่ให้ความดันโลหิตลดต่ำลงเรื่อยๆ
ตัวอย่างยาสำคัญ
-
Adrenaline (Epinephrine)
ออกฤทธิ์ : กระตุ้นความดันโลหิตจับกับ Alpha และ Beta receptor ทำให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจบีบตัวแรงขึ้น
เพื่อเพื่อประมาณเลือดไปเลี่ยงหัวใจและสมองมากขึ้น
Levophed (Norepinephrine) กระตุ้นความดันเช่นกัน โดยจับกับ Alpha1 receptor เป็นหลัก ทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น โดยไม่เพิ่มอัตราเต้นของหัวใจ แต่ไม่นิยมใช้ในผู้ป่วยช็อกจากหัวใจ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาเพิ่มความต้องการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial oxygen consumption)
-
Dopamine
ออกฤทธิ์ : กระตุ้น Alpha และ Beta receptorแต่ผลการออกฤทธิ์ของยาขึ้นอยู่กับขนาดยาที่ใช้
ถ้าให้ในปริมาณความเข้มข้นต่ำ จะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะในช่องท้อง ไต และเนื้อเยื่อส่วนปลาย
หากปริมาณความเข้มข้นสูงขยายเพิ่มการไหลเวียนเลือดส่วนปลายหดตัว เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
-
-
2.การรักษาภาวะสมดุลของ Preload และ After load
- โดยการใช้ยาขับปัสสาวะและยาขยายหลอดเลือด พิจารณาใช้ในกรณีที่ sBP มากกว่า 90 mmHg และต้องเฝ้าระวังคามดันต่ำซ้ำอีก
-
-
เกณฑ์การวินิจฉัย
เกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะช็อกจากหัวใจ
1.sBP < 90 mmHg มากกว่าเท่ากับ 1ชั่วโมง โดยที่
-ไม่ตอบสนองต่อการให้สารน้ำทดแทนเพียงอย่างเดียว
-แรงดันเลือดที่ต่ำลงมีสาเหตุจากความผิดปกติของหัวใจ
-มีอาการแสดงของ hypoperfusion หรือมีค่า cardiac index น้อยกว่า2.1ลิตร/นาที/เมตร2 และค่า pulmonary capillary wedge pressure มากกว่า 20 mmHg (ปกติ 12-18 mmHg)
กิจกรรมการพยาบาล
- ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะช็อคได้แก่ หัวใจเต้นแรง หายใจเร็ว ความดันโลหิตต่ำ pulse pressure แคบ สับสน กระสับกระส่าย ซึมลง และไม่รู้สึกตัว ปัสสาวะออกน้อยกว่า 0.5 ml/kg/hr ผิวหนังจะเย็น ซีด เหงื่อออก ปลายมือ ปลายเท้าเขียว เพื่อให้การพยาบาลได้ทันท่วงที
- วัดสัญญาณชีพและ O2 saturation ทุก 1 ชั่วโมงในระยะแรก และทุก 4 ชั่วโมงในระยะต่อมา โดยเฉพาะค่าความดันโลหิตที่ลดลง ชีพจรเบาเร็ว ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยมีปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลง และกำลังจะเข้าสู่ภาวะช็อคเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงและให้การพยาบาลได้อย่างทันท่วงที
- ประเมินระดับความรู้สึกตัว โดยใช้ Glasgow coma score เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว จากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ทำให้การทำหน้าที่สมองผิดปกติ ให้การพยาบาลได้อย่างทันท่วงที
- หากผู้ป่วยมีภาวะช็อกดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ทดแทนปริมาณเลือดที่สูญเสียไป
- บันทึกปริมาณน้ำเข้าและออกจากร่างกาย เพื่อประเมินภาวะช็อคและให้วางแผนให้การพยาบาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
- ติดตามผลการผลการตรวจพิเศษ ได้แก่ echo ,CXR, เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของหัวใจจากภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อวางแผนการพยาบาลได้เหมาะสม
1.3 กล้ามเนื้อหัวใจตาย
โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายตายเป็นบริเวณกว้างมากกว่าร้อยละ 40 หรือหัวใจห้องล่างขวาตายเป็นบริเวณกว้างก็อาจเกิดภาวะช็อกจากหัวใจได้เช่นกัน โดยเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ
-