Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
แนวคิดเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิกและสำนักเคนส์ (Neo-Classical Economics…
แนวคิดเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิกและสำนักเคนส์
(Neo-Classical Economics and Keynesian Economics)
แนวคิดเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิก
ผู้นำที่สำคัญที่สุด
Alfred Marshell
(1842-1924)
ให้ความสำคัญกับด้านอุปสงค์เท่าๆกับด้านอุปทาน
Neo-classic เป็นการพัฒนาต่อจากสำนักคลาสสิกที่เน้นการวิเคราะห์ในด้านอุปทาน
นำเอาวิธีสังเคราะห์เชิงหน่วยสุดท้าบมาใช้ในการกำหนดค่าหรือราคาสินค้า
เน้นความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
มีการนำคณิตศาสตร์มาใช้วิเคราะห์มากขึ้น
วิเคราะห์แบบ"ปัจเจกนิยมเชิงวิธีวิทยา"
มองสังคมว่าประกอบขึ้นจากอะตอมเล็กๆจำนวนมาก
คือหน่วยเศรษฐกิจที่เรียกว่าผู้บริโภคหรือผู้ผลิต
จะทำให้เศรษฐศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
สามารถใช้เป็นกฎเกณฑ์สากลทั่วไป
ปัญหาทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนประเด็นจากการแบ่งปันผลประโยชน์หรือความมั่งคั่งระหว่างชนชั้นของสังคมมาเป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดเศรษฐศาสตร์เคนส์
John Maynard Keynes
ให้ความสนใจใน 2 ประเด็น
1.รายได้ประชาชาติ และสภาวะการจ้างงาน
2.ความผันผวนทางเศรษฐศาสตร์มีสาเหตุเกิดจากอะไร
เชื่อว่า ระบบทุนนิยมที่ปราศจากการควบคุมไม่สามารถนำไปสู่สภาวะการจ้างงานเต็มที่และความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
1.Great Depression (1930-1940)
สงครามโลกครั้งที่1(1914-1918) -> สงครามโลกครั้งที่2(1939-1945)
การว่างงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนวคิด Classic และ Neo Classic Economics ไม่สามารถแก้ไขได้
เศรษฐกิจไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพเองได้
โรงงานปิดกิจการ -> การว่างงานขนาดใหญ่ -> ประชาชนขาดอำนาจซื้อ -> สินค้าล้นตลาด
รัฐบาล
จำกัดรายจ่าย
จำกัดการค้าระหว่างประเทศ
การแก้ปัญหาของรัฐบาลยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น
2.แนวคิด Keynes
เพิ่ม AD’ เป็น AD
Say’s Law
ค่าจ้างที่แท้จริงสูงเกินไป
ลดค่าจ้าง
เพิ่มปริมาณเงิน
ควรเน้นที่การเพิ่ม“Effective Damand”
เพิ่มปริมาณเงิน : นโยบายการเงิน
ปริมาณเงินเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยลด
การลงทุนเพิ่ม
การจ้างงานเพิ่ม
อัตราดอกเบี้ยลด
คนออมลดลง
การลงทุนขึ้นอยู่กับการคาดการณ์อุปสงค์ในอนาคตของผู้ผลิต
ระบบเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพและจ้างงานเต็มที่ได้ต้องอาศัย”นโยบายการคลัง” โดยในยามวิกฤติต้องใช้”งบประมาณขาดดุล”
3.การนำแนวคิด Keynes มาปฏิบัติ
State Welfare Model(1945-1973)
Huge Growth
สหรัฐอเมริกา ปี 1933 : ประธานาธิบดี Flanklin Delano Roosevelt
New Deal Policy
Civil Work Program
การลงทุนในภาครัฐเพื่อให้เกิดการจ้างงาน
การให้เงินอุดหนุนในภาคเกษตร
Collective Bargaining
การเอื้ออำนวยให้เกิดการเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้าง
ค่าจ้างขั้นต่ำ
ค่าจ้างทางอ้อม : Social Security System
เงื่อนไขของภาวะสงคราม
ทำให้เกิดการใช้จ่ายของรัฐจำนวนมาก
Techno-Military Structure Complex
Marshall Plan or European Recovery Program
การให้ความช่วยเหลือกับเยอรมนีและยุโรป
เมื่อยุโรปฟื้นตัวก็จะเป็นคู่ค้าที่สำคัญกับสหรัฐ
ทำลายระบบคอมมิวนิสต์และนาซี
Neo-Liberal Economics
Supply-Side Economics
ปี1973 วิกฤติต้นทุนพลังงาน(Oil Price)