Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Obesity + GDMA2 (Poor Control) นศพต.สุกัญญา ฝักชัยภูมิ เลขที่ 53 -…
Obesity + GDMA2 (Poor Control)
นศพต.สุกัญญา ฝักชัยภูมิ เลขที่ 53
ข้อมูลพื้นฐาน
ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล
หญิงตั้งครรภ์อายุ 32 ปี
เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย ศาสนา พุทธ
อาชีพ พนักงานห้าง
บ้านพักเป็นอาคารพานิชย์ 3 ชั้น อาศัยอยู่ชั้น 3 (เดินขึ้น)
อาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน (สามี หญิงตั้งครรภ์ ลูกสาว)
ข้อมุลพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพของผู้รับบริการ
G2P1001
GA 35 weeks. by date
LMP 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 x 1 วัน
EDC by date 14 เมษายน พ.ศ. 2564
ฝากครรภ์ครั้งแรก GA 8 weeks. + 1 day ที่โรงพยาบาลตำรวจ
น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ 74 kg. ส่วนสูง 156 cm. BMI 30.41 kg/m^2 (Obesity)
ปฏิเสธประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
ปฏิเสธประวัติการผ่าตัด
ปฏิเสธการแพ้ยา/อาหาร
ประวัติครอบครัว
: มารดาของผู้ป่วยเป็นครรภ์แฝด ,
ตา ยาย และน้า ของผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
ประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยัก
ฉีดครบ 3 เข็ม พ.ศ. 2553 และได้รับเข็มกระตุ้นเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ. 2563
ที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจาก มีดบาดนิ้วมือขวา
ผลตรวจ
Heart : Normal S1S2 , No murmur
Lung : Clear, Equal breath sound
ประวัติการตั้งครรภ์
10 มกราคม 2553 คลอด Normal labor เพศหญิง full term น้ำหนัก 2,610 กรัม
ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์
แข็งแรงดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
การตรวจร่างกาย
สัญญาณชีพแรกรับ
ความดันโลหิต 129/78 mmHg (ปกติ)
อัตราการเต้นของหัวใจ 94 ครั้ง/นาที (ปกติ)
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ 74 kg.
น้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ปัจจุบัน 86.1 kg. เพิ่มขึ้น 12.1 kg.
ซึ่งปกติในผู้ป่วย Obesity น้ำหนักควรเพิ่ม 5 - 9 kg. ตลอดการตั้งครรภ์
ไตรมาสที่ 1 GA 10^5 weeks. น้ำหนัก 79.1 kg. เพิ่ม 5.1 kg.
(ปกติ 0.5 - 2.0 kg./wk.)
ไตรมาสที่ 2 GA 26^5 weeks. น้ำหนัก 85.0 kg. เพิ่ม 5.9 kg. จากไตรมาสที่ 1
(ปกติ 0.25 kg./wk.)
ไตรมาสที่ 3 GA 35 weeks. น้ำหนัก 86.1 kg. เพิ่ม 1.5 kg. จากไตรมาสที่ 2
(ปกติ 0.25 kg./wk.)
สภาพทั่วไป
: แต่งกายเรียบร้อย สะอาด สวมชุดคลุมท้อง รู้สึกตัวดี
ศีรษะ
: สมมาตร ไม่มีแผลบริเวณศีรษะ ผมยาวสีดำ
ใบหน้า
: สมมาตร conjunctiva ไม่ซีด
จมูก
: ไม่มีอาการบวมของเยื่อบุภายในจมูก การรับกลิ่นปกติ
ช่องปาก
: ไม่มีฟันผุ ไม่มีเลือดออกตามไรฟัน ไม่มีแผลในช่องปาก ไม่มีอาการบวมหรืออักเสบ
หู
: ใบหูทั้ง 2 ข้าง สมมาตรกัน การได้ยินปกติ
คอ
: ต่อมน้ำเหลืองไม่โต ต่อมไทรอยด์ไม่โต
ผิวหนัง
: ไม่มีอาการบวม ไม่มีกดบุ๋ม ผิวหนังชุ่มชื่นดี ไม่มีจ้ำเลือด ไม่ซีด
ทรวงอกและปอด
: สมมาตร ไม่มีอาการหอบเหนื่อยขณะหายใจ อกไม่บุ๋ม
แขนและขา
: การเคลื่อนไหวปกติ
หัวใจ
: อัตราการเต้นของหัวใจปกติ จังหวะการเต้นสม่ำเสมอ
ระบบย่อยอาหาร
: ถ่ายอุจจาระวัน 1-2 ครั้ง ไม่มีท้องเสีย
ระบบทางเดินปัสสาวะ
: ปัสสาวะวันละ 10 ครั้ง ลักษณะปกติ ไม่มีตะกอน หรือมูกเลือด ไม่มีแสบขัด
ระบบประสาท
: ไม่มีความบกพร่องทางการรู้สึกสัมผัส ประสาทรับความรู้สึกทุกด้านปกติ
การตอบสนองปฏิกิริยาสะท้อนกลับปกติ
เต้านม
: หัวนมและลานนมปกติ
กล้ามเนื้อและกระดูก
: ลักษณะท่าเดินปกติ การทรงตัวและการเคลื่อนไหวปกติ ไหล่สมมาตรกันดี กระดูกสันหลังโค้งปกติ ไม่พบการผิดรูปของกระดูก
การตรวจครรภ์
ดู
: หน้าท้องอยู่ในแนว Longitude มี Linea nigar ,
Striae gravidarum เป็นสีเงิน ไม่มีแผลผ่าตัดบริเวณหน้าท้อง
คลำ
: ท่าที่ 1 Fundal grip = 3/4 มากกว่าสะดือ ส่วนนำคือ Vertex presentation
ท่าที่ 2 Umbilical grip = LOT (left occiput transverse)
ท่าที่ 3 Pawlik's grip = Head partial engagement , Flexion Attitude
ท่าที่ 4 Bilateral Inguinal grip : Head partial engagement , Flexion Attitude
FHS
: 130 ครั้ง/นาที สม่ำเสมอดี
ผลการตรวจ Lab
ภูมิคุ้มกันวิทยา 08/02/2564
VDRL (RPR) : Non-reactive
HBs Ag : Negative
HIV Ab : Negative
โลหิตวิทยา สามี
Screening Test for Thalassemia 21/09/2563
Hb E Screening (DCIP) : Negative
Complete Blood Count 08/02/2564
Hemoglobin (Hb) : 11.1 g/dL (ต่ำกว่าปกติ)
Hematocrit (Hct) : 35.1 % (ต่ำกว่าปกติ)
MCH : 25.8 pg (ต่ำกว่าปกติ)
Neutrophil : 77.8 % (สูงกว่าปกติ)
Lymphocyte : 17.3 % (ต่ำกว่าปกติ)
Blood Group 03/09/2563
ABO Group : B
Rh Group : Positive
IAT/Ab screening : Negative
เคมีคลินิค 03/09/2563
Glucose Challenge Test (50 gm) = 108 mg/dL
(GA 8 weeks 1 day)
28/12/2563
Glucose Challenge Test (50 gm) = 170 mg/dL
OGTT = 98,169,188,137
(อายุครรภ์ 24 weeks 5 days)
วินิจฉัยได้เป็น GDMA2
08/02/2564
GA 30 weeks 5 days
FBS = 101 mg/dL
2 hrs. PP = 144 mg/dL
วินิจฉัยได้เป็น GDMA2
โลหิตวิทยา หญิงตั้งครรภ์
Screening Test for Thalassemia 21/09/2563
Hb E Screening (DCIP) : Positive
Complete Blood Count 08/02/2564
Hemoglobin (Hb) : 11.7 g/dL (ต่ำกว่าปกติ)
Hematocrit (Hct) : 35.5 % (ต่ำกว่าปกติ)
MCV = 79.3 fL
Neutrophil : 74.8 % (สูงกว่าปกติ)
Lymphocyte : 20.8 % (ต่ำกว่าปกติ)
พยาธิ
Obesity
ภาวะอ้วนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นปัญหาที่มักจะถูกละเลย เนื่องจากยังไม่มีแนวทางการดูแลรักษาที่ชัดเจนในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งควรได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการให้การดูแลรักษาด้วยการผ่าตัด ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะอ้วน ก็ควรจะได้รับการดูแลตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ ช่วงระหว่างตั้งครรภ์ จนถึงหลังคลอดจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
องค์การอนามัยโลกหรือ World Health Organization (WHO)
ได้จำแนกระดับดัชนีมวลกายหรือ Body mass index (BMI) แบ่งเป็น 6 ระยะ
BMI < 18.5 kg/m^2 = Underweight
BMI 18.5-24.9 kg/m^2 Normal weight
BMI 25.0-29.9 kg/m^2 = Overweight
BMI 30.0-34.9 kg/m^2 = Obesity Class I
BMI 35.0-39.9 kg/m^2 = Obesity Class II
BMI >40 kg/m^2 = Obesity Class III
ผลต่อการตั้งครรภ์
ภาวะแท้ง
ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
ภาวะแทรกซ้อนระหว่างช่วงเจ็บครรภ์คลอด
ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดและผลกระทบระยะยาว
GDMA2
ความหมาย
โรคเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ หมายถึง สตรีตั้งครรภ์ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและการสร้าง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นก่อนหรือขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากร่างกายมีการทำลายอินซูลินโดยรกและฮอร์โมนจากรก ซึ่งจะมีฤทธิ์ต้านอินซูลินทำให้เกิดการเผาผลาญภายในร่างกายผิดปกติ
โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เบาหวานที่เป็นก่อนตั้งครรภ์ (over DM : pre GDM)
เบาหวานที่วินิจฉัยได้ในระยะตั้งครรภ์ (GDM) มักพบหลังอายุครรภ์ 24 - 28 weeks.
หญิงตั้งครรภ์ ตรวจพบเบาหวานได้ในระยะตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 24 weeks 5 days.
พยาธิสภาพ
ระยะแรกของการตั้งครรภ์ estrogen และ progesterone จากรก มีฤทธิ์กระตุ้น beta cell ของตับอ่อน ทำให้มีการหลั่ง insulin เพิ่มขึ้น ระดับ FBS ต่ำกว่าก่อนตั้งครรภ์
ระยะหลังของการตั้งครรภ์ฮอร์โมนจากรกจะสร้างมากขึ้น มีภาวะต้าน insulin เป็นปัจจัยสำคัญ : HPL ที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับ Prolactin, Cortisal, Glucagon ทำให้ความดื้อต่อ insulin มีมากขึ้น (Diabetogenic effect) ร่วมกับความต้องการ insulin ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นเบาหวาน
อาการและอาการแสดง
อาจไม่แสดงอาการชัดเจน
ทราบได้หลังจากการตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะหรือตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูง
สตรีที่เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน อาจพบอาการ ดังนี้ ปัสสาวะมาก (polyuria)
หิวบ่อย (polyphagia) น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คันตามตัว คันอวัยวะสืบพันธุ์ และติดเชื้อง่าย
กลุ่มที่มีการตรวจคัดกรองเบาหวานในสตรีตั้งครรภ์
คัดกรองด้วย 50 gms. glucose challenge test (GCT) เช่น
อ้วน น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 70 kg. หรือ BMI > 29 kg/m^2
อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี
ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือความดันโลหิตสุงขณะตั้งครรภ์
มีน้ำตาลในปัสสาวะ 2+
ตั้งครรภ์แฝดน้ำ
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ประวัติ GDM ในครรภ์ก่อน
เคยคลอดทารกตัวโต มากกว่าหรือเท่ากับ 4,000 กรัม เคยแท้ง
ทารกพิการแต่กำเนิด ทารกตายคลอด โดยไม่ทราบสาเหตุ
หญิงตั้งครรภ์ มีภาวะอ้วน น้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์ 74 kg. ส่วนสูง 156 cm. BMI = 30.41 kg/m^2
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน คือ ตา ยาย และน้า
ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคเบาหวาน
การควบคุมโรคเบาหวานยากขึ้น หลัง 20 สัปดาห์ไปแล้ว
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง diabetic ketoacidosis เกิดได้ง่ายเนื่องจากร่างกายสร้างอินซูลิน
ไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ อาการคือ
ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หายใจมีกลิ่น acetone มักพบเมื่อระดับน้ำตาลสูง
Diabetic retinopathy โอกาสเกิดสูงขึ้น เนื่องจากโรคทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะตั้งครรภ์ และควบคุมยากขึ้น
Diabetic nephropathy การทำงานของไตอาจแย่ลงจากการตั้งครรภ์
เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำขณะเจ็บครรภ์
การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection) เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า
ผลของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์
ผลต่อมารดา
ภาวะความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์ สูงขึ้นประมาณ 2 - 4 เท่า
ครรภ์แฝดน้ำ (hydramnios) เนื่องจากน้ำตาลในมารดาสูง ทำให้น้ำตาลในทารกสูงด้วย ทารกจะถ่ายปัสสาวะที่มีน้ำตาลสูง
การคลอดยาก เนื่องจากทารกตัวใหญ่กว่าปกติ (macrosomia)
การตกเลือดหลังคลอด พบได้มากขึ้น เนื่องจากทารกตัวใหญ่กว่าปกติ
ระดับน้ำตาลต่ำหลังได้รับยา insulin โดยน้ำตาลใน plasma ต่ำกว่า 2.8 - 3.1 มิลิโมล/ลิตร
(50 - 55 mg%)
การแท้ง มักพบในรายที่เป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 1 หรือควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีในช่วงแรก
คลอดก่อนกำหนด พบในรายที่เป้นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ เนื่องด้วยหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ ทารกพิการแต่กำเนิด ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
ผลกระทบต่อจิตใจ หญิงตั้งครรภ์จะมีความวิตกกังวล กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อตนเองและทารก เกิดความเครียด และนำไปสู่ภาวะ Schizophrenia
ผลต่อทารก
หลอดเลือดแข็ง + เลือดข้น ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงรก และ ทารกในครรภ์ได้ไม่ดี
ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงที่รกลดลง
ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า
ทารกพิการแต่กำเนิด
ทารกตัวโตกว่าปกติ (macrosomia)
ทารกขาดออกซิเจนแรกคลอด (birth asphyxia)
ทารกได้รับบาดเจ็บจากการคลอด (birth injuly)
ทารกมีภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress syndrome : RDS)
ทารกมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (neonatal hypoglycemia)
ทารกมีภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกินไป (neonatal polycythemia)
ทารกมีภาวะตัวเหลืองแรกเกิด (neonatal hyperbilirubinemia)
ทารกมีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (neonatal hypocalcemia)
ทารกมีภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (neonatal hypomagnesemia)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ตรวจปัญหาน้ำตาลในปัสสาวะ มากกว่าหรือเท่ากับ +1
การตรวจหาน้ำตาลในเลือด
วิธี two step approach
Screening test ด้วย BS 50 gm GCT
1 hr เจาะเลือดตรวจ glucose plasma > 140 mg/dL ถือว่าผิดปกติ
Diagnosis ด้วย 100 gm OGTT งดอาหาร 8 -14 hrs. ก่อนตรวจ
FBS >= 95 mg/dL
1 hr. >= 180 mg/dL
2 hrs. >= 155 mg/dL
3 hrs. >= 140 mg/dL
ผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป เป็น GDM
ถ้าผิดปกติค่าเดียว นัดตรวจซ้ำอีก 1 เดือนต่อมา
แยก class ของ GDM
งดอาหารก่อนมาตรวจ 8 -14 hrs. FBS >= 95 mg/dL
หลังทานอาหาร 2 hrs. PP >= 120 mg/dL
ไม่ผิดปกติ = GDMA1
ผิดปกติ = GDMA2
การตรวจหาระดับของ HbA1c บ่งบอกถึงการควบคุมน้ำตาลของสตรีตั้งครรภ์ในระยะ 4 -12 weeks. ที่ผ่านมา
ค่าปกติ < 5.7 %
pre diabetes 5.7 - 6.4 % ควบคุมเบาหวานไม่ดี
เป็นเบาหวาน > 6.5 %
เคมีคลินิค 03/09/2563
GA 8 weeks 1 day
Glucose Challenge Test (50 gm) = 108 mg/dL
28/12/2563
GA 24 weeks 5 days
Glucose Challenge Test (50 gm) = 170 mg/dL
OGTT = 98,169,188,137 mg/dL
วินิจฉัยได้เป็น GDMA2
08/02/2564
GA 30 weeks 5 days
FBS = 101 mg/dL
2 hrs. PP = 144 mg/dL
วินิจฉัยได้เป็น GDMA2
การรักษา
ควบคุมอาหาร
การใช้อินซูลิน
การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
ควบคุมอาหาร
ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต รับประทานข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แทนข้าวขาว
รับประทานผลไม้หวานน้อย เช่น แก้วมังกร
การใช้อินซูลิน GA 34 weeks 5 days
2 ชนิด คือ
Short acting insulins ออกฤทธิ์เร็ว (น้ำใส) : NovoRapid 12-10-10 u ฉีดก่อนอาหาร เช้า กลางวัน เย็น
Intermediate acting insuling ออกฤทธิ์ปานกลาง (น้ำขุ่น) : HN 18-0-0-16 u ฉีด 9.00 น. และ 21.00 น.
การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
นัดทำ NST สัปดาห์ละ 2 ครั้ง วันจันทร์และวันพุธ
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ไตรมาสที่ 1
มารดาพร่องความรู้ในการควบคุมน้ำหนักขณะตั้งครรภ์
ข้อมูลสนับสนุน
GA 35 weeks. มีน้ำหนัก 86.1 kg. (น้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 12.1 kg.
เกินมาตรฐานการเพิ่มขึ้นข้องน้ำหนักหญิงตั้งครรภ์ BMI 30.41 kg/m^2
วัตถุประสงค์
เพื่อให้มารดามีความรุ้ความเข้าใจในการควบคุมน้ำหนักตนเองขณะตั้งครรภ์
เกณฑ์การประเมินผล
มารดาสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ได้
ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติม
กิจกรรมการพยาบาล
แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ อาหารว่าง 2 มื้อ
แนะนำอาหารเบาหวาน 1800 แคลอรี่ต่อวัน CHO : Fat : Protein = 50 : 30 : 20
แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
อาหารคาร์โบไฮเดรต ลดข้าว มื้อละ 1 - 3 ทัพพี น้ำตาล ลดขนมหวาน ผลไม้เชื่อม
ผลไม้กวน ผลไม้กระป๋อง
อาหารไขมัน ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไลโนลีอิค เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย
2-3 ช้อนชา/วัน แทนการใช้น้ำมันหมู หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ เนื้อติดมัน หมูสามชั้น
ครีมกระทิ น้ำมันมะพร้าว อาหารทอด
วิตามินและเกลือเเร่ ได้แก่ ผักจำพวกเส้นใย เช่น ผักใบ ถั่วผลไม้หวานน้อย เช่น
ฝรั่ง ชมพู แอปเปิ้ล มะละกอ ปริมาณ 6-8 คำ/มื้อ
แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ วันละ 3,000 ml.
การควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม มารดามี BMI ก่อนตั้งครรภ์ 30.41 kg/m^2 น้ำหนักตลอดการตั้งครรภ์ควรเพิ่ม 5 - 9 kg. หรือ 0.22 kg./wk.
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่เพราะจะทำให้เลือดแข็งตัว
แนะนำให้เดินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งละ
5 - 10 นาที และชีพจรหลังออกกำลังกายไม่ควรเกิน 120 ครั้ง/นาที
ชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อประเมินน้ำหนักของตนเอง
ประเมินผล
มารดาไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ เนื่องจากตลอดการตั้งครรภ์น้ำหนักเพิ่มขึ้น 12.1 kg.
ไตรมาสที่ 2
มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากมารดาเป็น GDMA2 poor control
ข้อมูลสนับสนุน
น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ 74 kg. ส่วนสูง 156 cm. BMI 30.41 kg/m^2 (Obesity)
GA 35 weeks. มีน้ำหนัก 86.1 kg. (น้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 12.1 kg.
เกินมาตรฐานการเพิ่มขึ้นข้องน้ำหนักหญิงตั้งครรภ์ BMI 30.41 kg/m^2)
แพทย์วินิจฉัยมารดาเป็น GDMA 2
Glucose Challenge Test (50 gm) = 170 mg/dL (GA 24 weeks 5 days)
OGTT = 98,169,188,137 mg/dL พบค่าผิดปกติ 2 ค่า (GA 24 weeks 5 days)
วัตถุประสงค์
สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสามาารถควบคุมน้ำหนักได้
เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการตนเองเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
เกณฑ์การประเมินผล
หญิงตั้งครรภ์สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ได้
ตลอดจนถึงครบกำหนดคลอด
หญิงตั้งครรภ์รู้วิธีการจัดการตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
กิจกรรมการพยาบาล
อธิบายให้หญิงตั้งครรภ์และครอบครัวเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดที่มี
ผลต่อมารดาและทารกในครรภ์ ดังนี้
อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ อ่อนเพลีย ผิวหนังอุ่น ปากแห้ง กระหายน้ำ
ปัสสาวะบ่อย หายใจเร็วลึก หายใจมีกลิ่น acetone
การดูแลเบื้องต้น : ให้นอนพัก ดื่มน้ำให้มาก ป้องกันภาวะขาดน้ำ
แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ตรงเวลา ครบทั้ง 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม คาร์โบไฮเดรต เน้น เนื้อ นม ไข่
แนะนำอาหารเบาหวาน 1800 แคลอรี่ต่อวัน CHO : Fat : Protein = 50 : 30 : 20
แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่เพราะจะทำให้เส้นเลือดเเข็งตัว
เน้นย้ำให้ฉีด insulin และเจาะ DTX ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ตามแผนการรักษาของแพทย์
ติดตามผลตรวจค่า DTX หากผิดปกติให่รีบรายงานแพทย์
แนะนำให้มาตรวจตามนัดเพื่อติดตามอาการผิดปกติ
แนะนำให้ออกกำลังกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งละ 5 - 10 นาที และชีพจรหลังออกกำลังกายไม่ควรเกิน 120 ครั้ง/นาที
การประเมินผล
หญิงตั้งครรภ์สามารถบอกอาการและอาการแสดงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
หญิงตั้งครรภ์รู้วิธีการจัดการตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ไตรมาสที่ 3
มารดาวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์ เนื่องจากตนเป็นเบาหวาน
ข้อมูลสนับสนุน
มารดา ถามว่า “ลูกจะแข็งแรงไหม”
ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
วัตถุประสงค์
เพื่อลดความวิตกกังวล
เกณฑ์การประเมินผล
มีสีหน้า สดชื่น ไม่มี หน้านิ่ว คิ้วขมวด
ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาลด้วยดี
กิจกรรมการพยาบาล
สร้างสัมพันธภาพ เปิดโอกาสให้ซักถาม
สังเกตอาการ สีหน้า ท่าทาง เพื่อประเมินอาการ
อธิบายแนวทางการรักษาของแพทย์
สอนสาธิตการประเมินทารกในครรภ์ด้วยตนเอง เช่น การนับลูกดิ้น
แนะนำให้มาตรวจตามนัด ตรวจ NST เพื่อประเมินทารกในครรภ์
การประเมินผล
มารดามีสีหน้าสดชื่นขึ้น วิตกกังวลน้อยลง
มารดาไม่สุขสบายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายในไตรมาสที่ 3
ข้อมูลสนับสนุน
มารดาบอกว่าปัสสาวะบ่อย วันละ 10 ครั้ง
วัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดความสุขสบายในไตรมาสที่ 3
เกณฑ์การประเมินผล
มารดาเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายในไตรมาสที่ 3
มารดาสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมการพยาบาล
อธิบายให้มารดาเข้าใจเกี่ยวกับการปัสสาวะบ่อย กล่าวคือ การปัสสาวะบ่อย เนื่องจากในไตรมาสที่ 3 มดลูกจะโตเมื่อนอน ตัวมดลูกจะไปกดทับที่ inferior vena cava และหลอดเลือดดำใหญ่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ไตมากขึ้น จึงมีการกรองปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ปัสสาวะบ่อย
แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 3,000 ml. หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์
ถ้าปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน ให้ปรับเวลาการดื่มน้ำ
ไม่กลั้นปัสสาวะ เพื่อป้องกันการอักเสบ
หลังปัสสาวะ/อุจจาระ แนะนำให้ทำความสะอาดให้สะอาด เช็ดจากด้านหน้า
ไปด้านหลัง และซับให้แห้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้่อ
สังเกตอาการของระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ เช่น รู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะบ่อยครั้ง หรืออั้นปัสสาวะไม่ได้
รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ อาจมีสีขุ่น หรือมีเลือดปน
ปวดบริเวณท้องน้อย ซึ่งเป็นส่วนของกระเพาะปัสสาวะ หรือปวดบริเวณหัวหน่าว
การประเมินผล
มารดาสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
คำแนะนำ
แนะนำโภชนาการ
หญิงตั้งครรภ์ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
เน้นโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ เพื่อเสริมสร้างร่างกายและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
รับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน ลดหวาน ลดคาร์โบไฮเดรต
หากรับประทานอาหารได้น้อย ควรรับประทานมื้อละน้อยแต่บ่อยครั้ง
รับประทานข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แทนการรับรับประทานข้าวขาว
อาการที่ต้องมาโรงพยาบาล
ให้หญิงตั้งครรภ์สังเกตอาการเจ็บครรภ์เตือนและเจ็บครรภ์จริง ได้แก่
เจ็บครรภ์เตือน
อาจจะเกิดได้ในช่วงใกล้ครบกำหนดหรือครบกำหนด โดยที่ไม่ใช่อาการที่จะคลอด
มีอาการคือ มดลูกหดรัดตัวไม่รุนแรงและไม่สม่ำเสมอ มีระยะห่างมาก มีอาการเจ็บครรภ์ไม่สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก ไม่มีการเปิดของปากมดลูก ไม่มีมูกเลือด เจ็บครรภ์นานๆครั้ง 15นาที/ครั้ง พักแล้วหายและไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของทารก
เจ็บครรภ์จริง
คือ อาการที่แสดงถึงทารกใกล้คลอด มีอาการเจ็บครรภ์ทุก 10-15 นาที เป็นจังหวะและสม่ำเสมอ มีความรุนแรงของการหดรัดตัวของมดลูก ปวดบริเวณหลังร้าวไปที่หน้าท้องส่วนบนและร้าวลงขา อาอาการเจ็บครรภ์ไม่หายไป แม้ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย บรรเทาความปวด มีมูกเลือดหรืออาการเลือดออกทางช่องคลอด มีอาการเปิดของปากมดลูกและมีการเคลื่อนต่ำของทารก หากมีหากมีอาการเจ็บครรภ์จริงให้รีบมาโรงพยาบาล