Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 3 การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาจิตสังคม บุคคลที่มีความโกรธและความก้าวร้าว…
บทที่ 3 การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาจิตสังคม บุคคลที่มีความโกรธและความก้าวร้าว
ความหมายความโกรธ
ความโกรธ (anger) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านจิตใจและอารมณ์ของบุคคล เป็นประสบการณของความรู้สึกทางอารมณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ที่ ต่อเนื่องกันจากความรู้สึกขุ่นเคืองใจ ไปจนถึงความรู้สึกไม่พอใจที่รุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนเอง ถูกคุกคาม ไม่ปลอดภัย ถูกทำให้ผิดหวังจากสิ่งที่ตั้งใจ หรือตั้งเป้าหมายไว้ รู้สึกสูญเสียคุณค่า และศักดิ์ศรีในตนเอง บุคคลจะรู้สึกคับข้องใจ วิตกกังวล และมีอารมณ์โกรธตามมาเป็นลำดับ การแสดงออกของอารมณ์โกรธสามารถแสดง ได้ทั้งพฤติกรรมสร้างสรรค์และทำลายล้าง ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและหากบุคคลเก็บกดความโกรธไว้นาน ๆ โดยไม่มี การระบายออกอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เกิดความแปรปรวนของพฤติกรรมตามมาได้ เช่น ความก้าวร้าว (aggression)ความไม่เป็นมิตร (hostility) การกระทำที่รุนแรง (violence)
ลักษณะอาการและอาการแสดงของความความโกรธ มีดังนี้
1) ด้านร่างกาย ระบบประสาทซิมพาทิติก (sympathetic) จะได้รับการกระตุ้นทำให้อัตราการเต้นหัวใจ และความดันโลหิตสูงขึ้น หน้าแดง มือสั่น หายใจเร็วแรง ระดับอีพิเนฟริน (epinephrine), นอร์อีพิเนฟริน
(norepinephrine) และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ปวดศีรษะแบบไมแกรน หรืออาจมีผลกับระบบ ทางเดินอาหาร เช่น มีแผลในกระเพาะอาหารหรือเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
2) ด้านจิตใจและอารมณ์ เกิดความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ สูญเสียคุณค่า และศักดิ์ศรีในตนเอง คับข้องใจ วิตก กังวล หากบุคคลเก็บกดความรู้สึกเหล่านี้ที่เกิดจากความโกรธไว้นาน ๆ โดยไม่มีการระบายออกอย่างเหมาะสมก็จะทำ ให้เกิดความแปรปรวนของพฤติกรรมตามมา ได้แก่
ความไม่เป็นมิตร (hostility) เป็นปฏิกิริยาที่แสดงความเป็นปรปักษ์ และมีความประสงค์ร้าย เกิดขึ้น
เมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามหรือขาดพลังอำนาจ ซึ่งอาจแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาหรือซ่อนเร้น เช่น การเฉย เมยไม่พูดไม่ทักทาย บึ้งตึง เคร่งครึม คิ้วขมวด ตาขวาง ถลึงตาจ้องมอง มักจะใช้กลไกทางจิตแบบโทษผู้อื่น (projection) แบบเคลื่อนย้ายอารมณ์ไปยงั บุคคลหรือสิ่งของที่ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดอามรณ์โกรธ (displacement)
ความก้าวร้าว (aggression) เป็นปฏิกิริยาทางคำพูดหรือการกระทำที่โต้ตอบความรู้สึกโกรธหรือ
ผิดหวังอย่างรุนแรง ที่มุ่งจะให้เกิดผลต่อบุคคลและสิ่งอื่นๆรอบตัว เช่น พูดประชดประชัน ขู่ตะคอก พูดคำหยาบคาย ทะเลาะวิวาท ใช้น้ำเสียง ถ้อยคำในการโต้ตอบที่รุนแรง ออกแรงกระแทกกระทั้นสิ่งของให้เสียงดัง มักจะใช้กลไกทาง จิตแบบโทษผู้อื่น (projection) แบบเคลื่อนย้ายอารมณ์ไปยังบุคคลหรือสิ่งของที่ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดอามรณ์โกรธ
(displacement)
การกระทำที่รุนแรง (violence) เป็นปฏิริยาของพฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกด้วยการลงมือกระทำ
การทำร้ายหรือทำลายโดยตรง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตนเองผู้อื่นหรือทรัพย์สินได้ เช่น การทำลายข้าวของ การทำร้าย ร่างกาย การฆ่าผู้อื่น การฆ่าตนเอง มักจะใช้กลไกทางจิตแบบโทษผู้อื่น (projection)
แยกตัว (withdrawal) ออกจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ เป็นการแสดงอารมณ์แบบไม่
ตรงไปตรงมา (passive expression of anger) เกิดจากการที่บุคคลเก็บกดอารมณ์โกรธไว้ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจและ
เพิ่มความกดดันเรื่อยๆ จนต้องแยกตัวออกจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์ มักจะใช้กลไกทางจิตแบบปฏิเสธความ จริง (denial of reality), แบบถดถอย (regression)
ซึมเศร้า (depression) เป็นการเก็บกดอารมณ์โกรธไว้กับตนเอง, ไม่กล้าแสดงออกเนื่องจากกลวถูก
สังคมประณาม, กลัวอันตรายและผู้อื่นจะไม่รัก จึงหันความโกรธเข้าสู่ตนเอง (directed toward the sell) และใช้ กลไกทางจิตแบบโทษตนเอง (introjection), แบบเก็บกด (repression) และแบบฝืนทำให้ตรงข้ามกับความรู้สึกที่ แท้จริง (reaction formation)
สาเหตุการเกิดของความความโกรธ เกิดจากปัจจัย 3 ปัจจัย ดังนี้
1) ปัจจัยด้านชีวภาพ (biological factors)
สารสื่อประสารในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), สารโดปามีน (dopamine), สารอีพิฟริน (epinephrine) และนอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) อยู่ในระดับผิดปกติ
การได้รับบาดเจ็บหรือความกระทบกระเทือนที่สมอง, การมีเนื้องอกที่สมองเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น
การเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือการเจ็บป่วยทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรัง ที่ ส่งผลต่อความทุกข์ทรมาน, มีคุณค่าในตนเอง หรือกระทบต่อความเป็นตัวตน อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะโกรธได้ง่าย
2) ปัจจัยด้านจิตใจ (psychological factors)
ด้านจิตวิเคราะห์ (psychoanalytic theory) ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้อธิบายว่าการแสดงความโกรธถือว่าเป็นสัญชาติญาณแห่งการตายของมนุษย์ มนุษย์จะแสดงความก้าวร้าวซงึ่ เป็นแรงขับที่แสดงออก ถึงการดิ้นรนต่อสู่ของการมีชีวิต ซึ่งเป็นการทำงานของจิตใต้สำนึก แต่ในบุคคลบางรายเลือกที่จะใช้กลไกทางจิตแบบ โทษตนเอง (introjections) เพื่อจัดการกับความวิตกกังวลหรือความขัดแย้งภายใน หากบุคคลนั้นมีภาวะตัวตน (ego)ไม่เข้มแข็งเพียงพอที่สามารถจัดการกับความวิตกกังวลหรือความขัดแย้งภายในได้ ก็จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและทำร้ายตนเองในที่สุด
ด้านพฤติกรรมและการรู้คิด (cognitive-behavioral theory) ได้อธิบายว่า พฤติกรรมที่แสดงออก ของอารมณ์โกรธนั้น เป็นผลมาจากการเรียนรู้ต่อสิ่งเร้าที่ไม่ได้ดังใจที่ตนเองคาดหวัง,กำหนดไว้ และแสดงความโกรธ ออกมา แล้วส่งผลให้บุคคลนั้นได้รับผลลัพธ์ทั้งการกระทำและความรู้สึกจากบุคคลรอบข้างจากการแสดงความโกรธนั้น เกิดเป็นการเรียนรู้และนำกลวิธีที่เรียนรู้นั้นมาใช้ในการตอบสนองสถานการณ์,สิ่งเร้า ที่ทำใหบุคคลไมไ่ ด้ดังใจที่ตนเองคาดหวังหรือกำหนดไว้เช่นนี้อีก นอกจากนี้บุคคลที่มีความคิดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลที่ส่งผลกระทบให้ บุคคลแสดงพฤติกรรมต่อบุคคลอื่นอย่างไม่สร้างสรรค์ อาจทำให้เกิดอารมณ์โกรธได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีความคิดความ เชื่อสมเหตุสมผล เช่น “ฉันต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากบุคคลที่ฉันให้ความสำคัญ” หรือ “เมื่อฉันทำดีกับใครฉัน จะได้รับการตอบสนองกลับคืนมาเช่นกัน”
3) ปัจจัยด้านสังคม (psychosocial factors)
แนวคิดทางด้านสังคมวิทยา (sociocultural theory) อธิบายว่า เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้าย หรือถูก ล่วงละเมิดทางเพศ มักมีภาวะเก็บกดและมักแสดงออกถึงพฤติกรรมไม่เป็นมิตรก้าวร้าว และอารมณ์รุนแรงได้
เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีพฤติกรรมรุนแรง ก็มักจะเลียนแบบพฤติกรรมของบิดา มารดา ผู้เลี้ยงดู หรือบุคคลใกล้ชิดได้
การพยาบาลบุคคลที่มีความโกรธ
1) การประเมินบุคคลที่มภาวะโกรธ ควรประเมิน ดังนี้
ประเมินความเสี่ยงในการทำร้ายตนเองและผู้อื่นเมื่อบุคคลมีอารมณ์โกรธ โดยการสังเกตจากลักษณะ คำพูด และพฤติกรรมว่า บุคคลดังกล่าวใช้คำพูดที่รุนแรง ให้ร้าย ถากถาง กำมือแน่น ขบกราม หรือใช้สายตา มีสายตาที่ไม่เป็นมิตร เป็นต้น
ประเมินบุคคลดังกล่าวว่ามีความขัดแย้งในจิตใจว่ามีสูงมากหรือน้อยเพียงใด สังเกตจากการแสดง พฤติกรรมที่มีต่อความโกรธ เช่น การพึ่งพาสารเสพติด ดื่มสุรา หนีออกจากบ้าน หนีโรงเรียน มีพฤติกรรมอันธพาลไม่ เป็นมิตร ก้าวร้าวทำร้ายผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมรุนแรงเป็นอันตรายต่อตนเองทรัพย์สินหรือผู้อื่น
ประเมินอาการทางร่างกาย ที่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความโกรธ เช่น ความดันโลหิตสูง อัตราหัวใจเต้นเร็ว หน้าแดง มือกำแน่น ตัวแข็งแกร่ง น้ำเสียงเปลี่ยน ระดับการรับรู้ตื่นตัวมาก ปัสสาวะบ่อย รูม่านตาขยา ระบบ ทางเดินอาหารเปลี่ยนแปลง โดยการบีบตัวของกระเพาะอาหารและการหลั่งกรดของกระเพาะอาหารเพิ่มสูงขึ้น มีอาการคลื่นไส้ เป็นต้น ในบุคคลที่มีโรคประจำตัวเดิม ความโกรธอาจจะกระตุ้นอาการทางร่างกายให้มีอาการมากขึ้น ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคปวดศีรษะแบบไมแกรน โรคหัวใจ โรคหอบหืด เป็นต้น
ประเมินการใช้กลไกทางจิต ที่อาจจะเป็นผลเสียต่อการดำเนินชีวิต เช่น บางรายเมื่อมีความโกรธจะ เปลี่ยนความรู้สึกกดดันให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับได้ (sublimations) หรือเก็บกดความโกรธเอาไว้ (repression) หรือบางคนหันความโกรธเข้าหาตนเอง (introjection) ก็อาจทำร้ายตนเอง หรือบางคนหันความโกรธเข้าหาบุคคลอื่น (projection) ก็อาจทำร้ายผู้อื่นได้
ประเมินพื้นฐานอารมณ์ดั้งเดิม, ระดับความอดทนรวมทั้งระดับของการแสดงอารมณ์โกรธต่อสิ่งที่มากระตุ้นให้เกิดความโกรธของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยบางคนมีพื้นฐานอารมณ์เดิมเป็นคนเจ้าอารมณ์ โมโหร้าย บางราย อาจจะแสดงอารมณ์โกรธต่อสถานการณ์ที่ถูกกระตุ้น โดยการเพิกเฉย แยกตัว หรืออาจจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง ความโกรธต่อตนเอง เก็บกดไว้ และสุดท้ายอาจทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้ พยาบาลจิตเวชจึงต้องมั่นสังเกต และจัด กิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ระบายอารมณ์โกรธออกมาอย่างสร้างสรรค์
ประเมินความเข้าใจตนเองของผู้ป่วยโดยเฉพาะ เรื่องเกี่ยวกับบุคลิกภาพและอารมณ์โกรธของตนที่ เกิดขึ้น และผู้ป่วยมองเห็นถึงถึงความรับผิดชอบของตนเองต่อการแสดงอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์โดยไม่รบกวนบุคคลอื่นหรือไม่
ประเมินระดับความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น, ความสามารถในการปรับตัวเมื่อ ผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธและการปรับตัวดังกล่าวมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นหรือไม่ เช่น เมื่อมีอารมณ์โกรธผู้ป่วยมีความรู้สึก โดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง หรือมีความต้องการที่เอาชนะผู้อื่น โดยคงยึดอารมณ์โกรธให้คงอยู่เรื่อยไป
ประเมินสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณหรือมีความเชื่อหรือปรัชญาของชีวิตที่ผู้ป่วยยึดถือ ที่ใช้ช่วยเหลือ ตนเองเมื่อเผชิญกับอารมณ์โกรธ บุคคลที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณที่มั่นคงจะสามารถขจัดความโกรธออกไปได้ก่อนที่ความโกรธจะพัฒนากลายเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว
2) การวินิจฉัยทางการพยาบาล
เพื่อลดภาวะเสี่ยงในการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
เพื่อให้ระบายอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์
เพื่อป้องกันอันตรายจากโรคทางร่างกายที่มีความเชื่อมโยงจากอารมณ์โกรธ เป้าหมายระยะยาว
เพื่อปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพและรูปแบบการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์เมื่อมีความโกรธ
เพื่อพัฒนาทักษะในการปรับตัวและสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นเมื่อมีความโกรธตัวอย่างการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเนื่องมาจากมีอารมณ์โกรธและไม่ สามารถระบายอารมณ์โกรธได้อย่างสร้างสรรค์
การแสดงอารมณ์โกรธไม่เหมาะสมเนื่องจากขาดทักษะในการเผชิญปัญหาอย่างสร้างสรรค์
เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายเนื่องจากมีภาววะความดันโลหิตสูงที่มีความสัมพันธ์กับอารมณ์โกรธ
ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพเนื่องจากอารมณ์โกรธ
รู้สึกผิดและคิดว่าตนเองด้อยค่าเมื่อมีอารมณ์โกรธ
3) กิจกรรมทางการพยาบาล จะมุ่งเน้นการให้การพยาบาลตามเป้าหมายทางการพยาบาลและข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ดังนี้
สร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดเพื่อให้เกิดความไว้วางใจในตัวพยาบาล
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกเรื่องราวต่างๆ, พฤติกรรม และการสื่อสารต่อบุคคลอื่น เมื่อ ผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธ เพื่อให้ผู้ป่วยเชื่อมโยงถึงผลที่ตามมาของอารมณ์โกรธที่มาจากพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยที่ผ่านมาทั้งทางบวกและทางลบ โดยพยาบาลควรรับฟังอย่างตั้งใจไม่แสดงความขัดแย้งจนกว่าอารมณ์โกรธของผู้ป่วยจะ ลดลง
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเรียนรู้และเข้าใจบุคลิกภาพและอารมณ์โกรธของตน เมื่อความโกรธของผู้ป่วย ลดลง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจธรรมชาติของอารมณ์โกรธ, เชื่อมโยงผลกระทบของอารมณ์โกรธต่อภาวะสุขภาพร่างกาย, จิตใจและความสัมพันธภาพต่อบุคคลรอบข้างของตนเอง
ฝึกให้ผู้ป่วยให้อภัยตนเองที่มีอารมณ์โกรธ
ประเมินรูปแบบการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยว่า มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหรือมุ่งเน้นการการตอบสนองทางอารมณ์เพียงอย่างเดียวและรูปแบบที่ผู้ป่วยเคยใช้นั้นส่งผลอย่างไรบ้าง ทั้งด้านลบและบวกในการดำเนินชีวิตของ ผู้ป่วย
จัดกลุ่มกิจกรรมบำบัดและส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัด เช่น นันทนาการบำบัด, ดนตรี บำบัด, กลุ่มวาดภาพ หรือกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ เช่น โยคะ, ฝึกการหายใจ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ระบายอารมณ์โกรธ ออกไปอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้กิจกรรมบำบัดใดนั้นขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละผู้ป่วย
ส่งเสริมและฝึกให้ผู้ป่วยใช้ทักษะการเผชิญอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์ เมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธ ลดลงและยอมรับว่ามีวิธีการระบายอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์กว่าที่ผู้ป่วยเคยใช้มาก่อน เช่น การพูดระบายความรู้ โกรธกับบุคคลที่ไว้วางใจ การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมที่ต้องใช้กำลัง การนับเลข 1-100 การเล่นโยคะ การฝึกการหายใจ การใช้หลักศาสนาในการให้อภัย เป็นต้น
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัดร่วมกับเพื่อนผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมคิด วิธีการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์กว่าที่เคยใช้
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยวางแผนในการปรับตัวใช้ทักษะการเผชิญอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์อย่างเป็น ลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน โดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้เลือกกิจกรรมที่ตนเองสนใจ, เหมาะสมสอดคล้องกับบุคลิกของตนเอง เมื่อ ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ และฝึกดำเนินตามแผนที่วางจากสถานการณ์สมมติ
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเมื่อมีอารมณ์โกรธและเชื่อมโยงถึงผลที่ตามมาจากการ สื่อสารที่เหมาะสมแบบใหม่ โดยอาจจัดให้เข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกทักษะในการปรับตัวให้เข้ากับสังคม, การ สื่อสารและการแสดงออกอย่างเหมาะสม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้ป่วยอื่นๆ
แสดงการยอมรับ ชื่นชม และให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผู้ป่วยใช้กลไกการเผชิญปัญหาอยา่ ง เหมาะสม และมีพฤติกรรมที่พึงปารถนาเพิ่มมากขึ้น
ประเมินอาการและอาการแสดงทางกายที่เป็นผลมาจากอารมณ์โกรธที่เพิ่มมากขึ้นและสัมพันธกับอารมณ์โกรธ ซึ่งหากมีอาการและอาการแสดงเพิ่มมากขึ้นรายงานแพทย์และดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลตาม แผนการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการปรับแผนการรักษาที่เหมาะสมป้องกันอันตรายจากอาการและอาการแสดงทาง กายที่เป็นผลมาจากอารมณ์โกรธ
หากผู้ป่วยที่มีอารมณ์โกรธที่รุนแรงและแสดงพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร เช่น ส่งเสียงดัง ตาขวาง กำมือแน่น พยาบาลต้องระวังตนโดยเมื่อผู้ป่วยเริ่มเสียงดังควรเรียกชื่อผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยได้ยินและรู้ตัวซึ่งการเรียกชื่อจะช่วย เรียกสติให้ผู้ป่วยได้ระดับหนึ่ง เป็นการสะท้อนให้ผู้ป่วยรู้ว่าเขากำลังโกรธและต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นค่อยๆให้ ผู้ป่วยได้พูดระบายความรู้สึกที่ไม่พอใจและสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการให้พยาบาลช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุม ตนเองให้สงบลงได้อาจผูกยึดผู้ป่วย โดยต้องอธิบายให้ผู้ป่วยรับทราบเหตุผลของการผูกยึดก่อนและทำข้อตกลงกับ ผู้ป่วยว่าจะปลดคลายการผูกยึด เมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมอารมณ์โกรธและพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงลงได้
4) การประเมินผลทางการพยาบาล มีข้อบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นว่าการพยาบาลได้ผลทางบวก ดังนี้
ผู้ป่วยสามารถอธิบายวิธีการเผชิญความโกรธที่สร้างสรรค์ได้มากกว่าเดิม
ผู้ป่วยมีวิธีการระบายความรู้สึกโกรธที่สร้างสรรค์มากขึ้นโดยไม่ใช้วิธีการที่รุนแรงในการเผชญ
ผู้ป่วยและผู้อื่นปลอดภัยจากพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของผู้ป่วย
ผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงทางร่างกายที่เป็นผลจากอารมณ์โกรธลดลง
ผู้ป่วยมีวิธีการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์มากขึ้น
ผู้ป่วยสามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้มากขึ้นหรือสามารถสื่อสารกับผู้อื่นตามความต้องการ ของตนได้อย่างเหมาะสม
ผู้ป่วยสามารถแสวงหาแหล่งประโยชน์ที่สนับสนุนช่วยเหลือ เมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถ ควบคุมอารมณ์โกรธหรือพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ได้