Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 3 การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาจิตสังคม บุคคลที่มีภาวะสูญเสียและเศร้าโศก …
บทที่ 3 การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาจิตสังคม บุคคลที่มีภาวะสูญเสียและเศร้าโศก
ความหมายของภาวะสูญเสียและเศร้าโศก
1) การสูญเสีย (loss) เป็นการที่บุคคลพลัดพรากจากบุคคล สัตว์เลี้ยง สิ่งของ อวัยวะ หรือความรู้สึก ภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งบุคคลให้คุณค่าและให้ความหมายว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิต เมื่อมีการสูญเสีย บุคคลจะมีปฏิกิริยาต่อการสูญเสียนั้น ๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกที่เจ็บปวดทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การรู้คิด และพฤติกรรม ซึ่ง แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับภาวะเศร้าโศก การสูญเสียของบุคคลจะแสดงความ เศร้าโศกในระดับที่ต่างกัน บางคนสามารถเผชิญกับการสูญเสียได้ดี แต่บางคนไม่สามารถเผชิญต่อการสูญเสียได้
2) ภาวะเศร้าโศก (grief) เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นภายหลังจากบุคคลเผชิญกับการ สูญเสียหรือคาดว่าจะมีการสูญเสียเกิดขึ้น
ประเภท ลักษณะอาการและอาการแสดง ของภาวะสูญเสียเศร้าโศก
2.1 ประเภทและลักษณะอาการและอาการแสดงของภาวะสูญเสีย (loss)
1) ประเภทของภาวะสูญเสีย สามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
การสูญเสียสิ่งของภายนอก (loss of external object) คือ การสูญเสียสิ่งของต่าง ๆ ภายนอก ร่างกาย เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ที่อยู่อาศัยหรือการถูกแยกจากสภาพแวดล้อมเดิม เช่น การย้ายถิ่นฐานที่อยู่ ย้ายที่ทำงาน ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นคง เป็นต้น
การสูญเสียภาพลักษณ์ หรือ อัตมโนทัศน์ (loss of body image or some aspect of self) เป็น การสูญเสียด้านร่างกายหรือจิตสังคม เช่น การสูญเสียอวัยวะในร่างกาย หรือการสูญเสียการทำหน้าที่ของร่างกายจากภาวะการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ เช่น การป่วยเรื้อรังทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพและเกิดการสูญเสีย ในเรื่องความรู้สึกมี คุณค่าในตนเองจากการที่บุคคลมีความสามารถ ในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง ไม่สามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งจะ ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ง่าย
การสูญเสียความรักหรือบุคคลสำคัญในชีวิต (loss of a love or a significant other) เช่น การตายของบิดา มารดา ญาติพี่น้อง คู่สมรส บุตร เพื่อนสนิท จะทำให้บุคคลมีภาวะเศร้าโศกอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ผล รุนแรงจนเกิดอาการซึมเศร้าตามมา
การสูญเสียตามช่วงวัย (maturational loss) เช่น เด็กที่ต้องหย่านมแม่ การต้องออกจากโรงเรียน เมื่อสำเร็จการศึกษา การออกจากครอบครัวเมื่อต้องไปใช้ชีวิตคู่ การเปลี่ยนบทบาทเมื่อแต่งงาน หรือการสูญเสียที่เกิดจากความเสื่อมตามช่วงวัย ในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ เป็นต้น
2) ลักษณะอาการและอาการแสดงของเมื่อบุคคลมีการสูญเสีย บุคคลจะมีปฏิกิริยาต่อการสูญเสียแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะช็อค (shock and disbelief) เป็นระยะแรกที่รับรู้ถึงการสูญเสีย บุคคลจะตกใจ ไม่เชื่อ ปฏิเสธ อาจเกิดความรู้สึกมึนชาใน 2 -3 ชั่วโมงถึง 2 -3 สัปดาห์
ระยะพัฒนาการตระหนักรู้ถึงการสูญเสีย (developing awareness) เป็นระยะที่บุคลเริ่มมีสติ รับรู้มากขึ้นและตระหนักรู้ได้ถึงการสูญเสีย อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหรือเป็นชั่วโมง ใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์แล้วจะดี ขึ้นเองใน 2 – 4 เดือนหลังตระหนักรู้ถึงการสูญเสีย โดยส่วนใหญ่จะไม่เกิน 6 เดือนภายหลังจากมีการสูญเสียเกิดขึ้น อาการที่เด่นชัดในระยะนี้ คือ การร้องไห้คร่ำครวญถึงการสูญเสียนั้น ความอยากอาหารลดลง นอนไม่หลับ หรืออาจมีการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันลดลงไปจากปกติ และบางครั้งอาจแสดงอาการโกรธด้วย
ระยะพักฟื้น (restitution) เป็นระยะที่บุคคลจะมีการปรับตัวเพื่อฟื้นคืนสู่ภาวะปกติ เริ่มยอมรับ ความจริง การหมกมุ่นคิดถึงสิ่งที่สูญเสียน้อยลง มองหาสิ่งใหม่ทดแทน และเริ่มมีความหวังใหม่ในชีวิตในแต่ละระยะถือเป็นปฏิกิริยาทั่วไปของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อการสูญเสีย บุคคลที่ปรับตัวได้ดีจะมี กระบวนการเศร้าโศกที่ปกติ แต่บางคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็จะเกิดเป็นความเศร้าโศกที่ผิดปกติ จนมีภาวะ ซึมเศร้าที่รุนแรงและอาจมีการทำร้ายตนเองได้ หรือมีปัญหาสุขภาพจิตได้ ความสามารถปรับตัวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ประการ ดังนี้
การให้ความหมายต่อสิ่งที่สูญเสีย หากบุคคลมีความรู้สึกผูกพันและให้คุณค่าต่อสิ่งที่สูญเสียมากก็ จะเกิดภาวะเศร้าโศกได้มากกว่าบุคคลที่มีความรู้สึกผูกพันน้อย
ประสบการณ์การปรับตัวต่อการสูญเสียที่ผ่านมา บุคคลที่สามารถปรับตัวต่อการสูญเสียได้ดีในอดีตย่อมมีประสบการณ์ในทางบวก และสามารถปรับตัวต่อการสูญเสียได้ดีกว่าบุคคลที่มีการปรับตัวไม่ดี หรือไม่มี ประสบการณ์ต่อการสูญเสียมาก่อน
บุคลิกภาพ บุคคลที่มีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง ย่อมมีความสามารถในการปรับตัว ต่อการสูญเสียได้ ดีกว่าบุคคลที่มีบุคลิกภาพอ่อนแอ หรือมีบุคลิกภาพแบบพึ่งพิง
ภาวะสุขภาพ บุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ย่อมมีความสามารถในการปรับตัว ต่อการสูญเสียได้ดีกว่า บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ หรือมีภาวะของความเจ็บป่วย
แหล่งสนับสนุนทางสังคม บุคคลที่มีแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือ คอยกำลังใจ ในภาวะที่มีการสูญเสีย ย่อมสามารถปรับตัวต่อการสูญเสียได้ดีกว่า บุคคลที่รู้สึกโดดเดี่ยวขาดที่พึ่ง
3) ลักษณะอาการและอาการแสดงของภาวะเศร้าโศก (grief)
การเศร้าโศกแบบปกติ (normal grief) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวะเศร้าโศกของบุคคลแบบ ปกติที่มีต่อการสูญเสีย โดยเฉพาะการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก เเบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน และระยะ เผชิญกับความสูญเสีย
อาการแสดงทางกายที่พบได้บ่อย คือ มีความรู้สึกหายใจขัด ลำคอตีบตัน หมดแรง อ่อนเพลีย ตัวชา หน้ามืด คอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน แบบแผนการรับประทานอาหารและการนอนหลับพักผ่อน เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น
อาการแสดงทางจิตใจที่พบได้บ่อย คือ มีความคิดหมกมุ่น อยู่กับสัญลักษณ์หรือตัวแทน ของบุคคลที่สูญเสีย เช่น รูปถ่าย เสื้อผ้า หรือสิ่งของที่เป็นของบุคคลที่สูญเสีย เป็นต้น หดหู่ ว้าเหว่ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย และมักแยกตัว ไม่ต้องการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น ไม่ยอมรับความจริงเป็นครั้งคราว ละอายใจ รู้สึกผิด กล่าวโทษตนเอง ไม่กระตือรืนร้น ขาดสมาธิที่จะตั้งใจทำงาน รู้สึกไร้คุณค่า ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงมีการแปลภาพผิด, ประสาทหลอนหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ในบุคคลที่สามารถปรับตัวต่อการสูญเสียได้ดีจะกลับคืนสู่ สภาวะปกติ ถือเป็นการปรับตนเองในระยะสุดท้ายของกระบวนการในระยะนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 20 – 60 วันแรก เมื่อผู้ประสบความสูญเสียยอมรับ ความจริงว่าเป็นการสูญเสียถาวร ไม่สามารถเรียกคืน มาได้จึงพยายามกลับคืนเข้าสู่สังคมอีกครั้ง มีสัมพันธภาพ และตั้งเป้าหมายใหม่ เป็นการปรับตัวเองในระยะสุดท้ายของ กระบวนการเศร้าโศก
การเศร้าโศกแบบผิดปกติ (maladaptive grief) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวะเศร้าโศกของ บุคคลที่ไม่สามารถปรับตัวต่อการสูญเสียตามกระบวนการของภาวะเศร้าโศกแบบปกติ แบ่งเป็น
chronic grief reaction เป็นปฏิกิริยาความเศร้าโศกเรื้อรังยาวนาน โดยบุคคลจะมีภาวะเศร้าโศก อยู่เป็นเวลาหลายปีโดยไม่มีท่าทีว่าความรู้สึกนั้นจะลดลง ความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับความทรงจำเก่า ๆ ไม่ สามารถขจัดความรู้สึกหม่นหมองเสียใจจากการสูญเสียไปได้เป็นเวลาหลายปี
delayed grief reaction เป็นปฏิกิริยาเศร้าโศกที่ล่าช้า บุคคลไม่สามารถแสดงความเศร้าโศกออกมาได้ หรือเมื่อต้องเผชิญความสูญเสียจะมีการแสดงออกในช่วงที่มีการสูญเสียไม่มากพอ ทั้งในด้าน พฤติกรรมและอารมณ์ ทำให้กระบวนการเศร้าโศกไม่เริ่มต้นหรือไม่สิ้นสุด ทำให้อาการเศร้าโศกอาจรุนแรงมากถ้าเกิด การกระตุ้นจากการสูญเสียในคราวต่อมา
บุคคลที่มีการเศร้าโศกที่ถือว่ามีพยาธิสภาพทางจิตใจ คือ บุคคลที่มีการเศร้าโศกได้นานเกินกว่า 1 ปี และมีลักษณะอาการและอาการแสดง ดังนี้
แยกตัว และขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ๆ
ไม่สนใจตนเองและสิ่งแวดล้อม ไม่อยากทำอะไร แม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบ
ไม่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต รู้สึกหมดหวัง และสิ้นหวังในชีวิต
มีภาวะซึมเศร้าและความคิดฆ่าตัวตาย
การพยาบาลบุคคลที่มีภาวะสูญเสีย เศร้าโศก
1) การประเมินภาวะสูญเสีย เศร้าโศก
ประเมินระดับความรุนแรงของอาการและอาการแสดงที่เป็นผลจากความสูญเสียแบบองค์รวมทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ
ประเมินระดับการให้คุณค่า และความหมายของสิ่งสูญเสียในมุมมองของผู้ป่วย
ประเมินลักษณะบุคลิกภาพของผู้ป่วย
ประสบการณ์การสูญเสียในอดีต รูปแบบที่ใช้จัดการการสูญเสียและภาวะเศร้าโศกของผู้ป่วย
ประเมินความพร้อมแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือทางสังคมผู้ป่วยเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์สูญเสีย
2) การวินิจฉัยทางการพยาบาล
เพื่อลดภาวะซึมเศร้าหรืออาการแสดงที่เป็นภาวะเศร้าโศกแบบผิดปกติให้กลับสู่ภาวะปกติ
เพื่อให้การรักษาพยาบาลเรื่องอาการและอาการแสดงทางกายให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ครอบครัวและแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือทางสังคมของผู้ป่วย มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยเป้าหมายระยะยาว
เพื่อฝึกทักษะการยอมรับความจริงของชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องการสูญเสีย
เพื่อฝึกการใช้วิธีในการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์ ตัวอย่างการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายซ้ำเนื่องจากมีภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากมีภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสีย
ขาดทักษะในการเผชิญปัญหาเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
มีความรู้สึกผิดและโทษตนเองว่าเป็นสาเหตุของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
3) กิจกรรมการพยาบาล
สร้างสัมพันธภาพแบบตัวต่อตัว ให้เกิดความไว้วางใจในตัวพยาบาล และจากนั้นค่อย ๆ เริ่มจาก การพูดคุยกับบุคคลที่ผู้ป่วยสนิทและไว้วางใจ เมื่ออาการเศร้าโศกลดลงจึงให้เริ่มมีสัมพันธภาพเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามวิถีการดำเนินชีวิตจริงของผู้ป่วย
พยายามรับฟังอย่างเข้าใจ ยอมรับในพฤติกรรม และมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกต่อการสูญเสียนั้น คอยเป็นกำลังใจเพื่อประคับประคองให้อารมณ์เศร้าโศกลดลงก่อนที่จะมีความผิดปกติเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็น การเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์ก่อนที่จะส่งเสริมให้ผู้ป่วยยอมรับความจริงเกี่ยวกับการสูญเสียของชีวิต
ใช้เทคนิคการสื่อสารเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นและพยายามชี้ให้ ผู้ป่วยเห็นการเชื่อมโยงกันของคุณค่าของสิ่งที่สูญเสียกับภาวะเศร้าโศกที่เกิดขึ้น ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในความเป็นจริงเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับ เข้าใจ และรับรู้ความรู้สึกเสียใจของตนเอง โดยอาจใช้เทคนิคการสะท้อนความรู้สึก เช่น “คุณรู้สึกเสียใจ และทุกข์ทรมานมากกับการจากไปของเขา” หรือใช้เทคนิคการให้กำลังใจ เช่น “ความรักที่คุณมอบให้ เขาช่างมีพลังยิ่งใหญ่มากเหลือเกิน ดังนั้นเมื่อเขาจากไป คุณจึงรู้สึกเสียใจมากเช่นนี้”
ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับความรู้สึกค้างคาใจที่มีต่อผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วได้อย่างเหมาะสม จะ ช่วยทำให้อารมณ์เศร้าโศกลดลงได้
อยู่เป็นเพื่อนและเป็นกำลังใจผู้ป่วยส่งเสริมให้เขามองเห็นคุณค่าในตนเองจนถึงกระตุ้น สัญชาตญาณของการมีชีวิตอยู่ กระตุ้นส่งเสริมให้มีความหวังและสร้างเป้าหมายของชีวิต เพื่อให้หันมาดูแลตนเองให้มากขึ้น
ชี้ให้ผู้ป่วยเปรียบเทียบกับประสบการณ์การสูญเสียของตนเองกับผู้อื่นที่มีลักษณะรุนแรงกว่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกบรรเทาความทุกข์ใจของตนเอง
ส่งเสริมกิจกรรมที่จะนำไปสู่การสร้างความหวังและศรัทธาในชีวิต รวมถึงที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เช่น พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ป่วยจะใช้เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้
จัดให้เข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัดร่วมกับผู้ป่วยที่มีปัญหาคล้าย ๆ กันเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมรู้สึกและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หรือกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง เช่นทำความสะอาดที่นอน ทำงานฝีมือ ทำสวน เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการหมกมุ่นกับการสูญเสีย และส่งเสริมความรู้สึกมี คุณค่าในตนเอง ในรายที่มีภาวะซึมเศร้าหมั่นสังเกตและป้องกันพฤติกรรมการทำร้ายตนเอง
4) การประเมินผลทางการพยาบาล
ผู้ป่วยมีภาวะเศร้าโศกลดลงสามารถดูแลตนเองได้มากขึ้น
ผู้ป่วยมีการตระหนักรู้ตนเองถึงระดับความรุนแรงของภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสีย
ผู้ป่วยสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้มากขึ้น และแสวงหาแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือที่เหมาะสมได้
ผู้ป่วยสามารถสร้างเป้าหมายในชีวิตและปฏิบัติให้บรรลุผลตามเป้าหมายนั้นได้
ผู้ป่วยมีวิธีการเผชิญหน้าปัญหาที่เหมาะสมมากขึ้น