Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
5.3 บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติที่พบบ่อย, นางสาวสรารัตน์ ธราพงษ์นิวัฒน์…
5.3 บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติที่พบบ่อย
ความหมาย
มีปัญหาในเรื่องของกระบวนการคิด การแสดงออกทางอารมณ์ การมีสัมพันธภาพกับบุคคล หรือการควบคุมตนเอง อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ หรือมีชีวิตที่เข้ากับสังคมไม่ได้ บุคลิกภาพที่ผิดปกตินี้ไม่ได้อาการผิดปกติจากโรคจิตเวชอื่นๆและไม่ได้เกิดจากการเจ็บป่วยทางกาย การใช้ยาหรือสารเสพติด
เเบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม cluster ได้เเก่
กลุ่ม A มีบุคลิกภาพผิดปกติในลักษณะที่มีพฤติกรรมประหลาด พิสดาร (odd or eccentricity)
ได้แก่ บุคลิกภาพผิดปกติแบบหวาดระแวง เก็บตัว และจิตเภท
กลุ่ม B มีบุคลิกภาพผิดปกติในลักษณะที่มีการแสดงออกทางอารมณ์ผิดปกติ หรือคาดเดาไม่ได้ (dramatic, emotional, or erratic)
กลุ่ม c มีบุคลิกภาพผิดปกติในลักษณะที่มีความหวาดกลัวหรือวิตกกังวลอย่างสูง (anxious or fearful) เป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวยากในระดับที่มีความรุนแรงน้อยที่สุดและสามารถรักษาได้
ลักษณะอาการและอาการแสดง
บุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อก้ำกึ่ง (borderline personality disorders)
2) สัมพันภาพกับผู้อื่นมีลักษณะที่ไม่แน่นอนระหว่างดีสุดๆ และชั่วร้ายสุดๆ
3) สับสนในความเป็นตัวของตัวเอง การมองภาพลักษณ์ของตนเองหรือความรู้สึกที่มีต่อตนเองไม่แน่นอน
1) พยายามอย่างคนเสียสติที่จะหนีความเป็นจริงหรือหนีจากการถูกทอดทิ้ง
4) แสดงพฤติกรรมหุนหันวู่วามซึ่งส่งผลร้ายหรือทำลายตนเองอย่างน้อย 2 อย่าง ได้แก่ สำส่อนทางเพศ ใช้สารสพติต ขับรถประมาท ดื่มจัด
มีอาการแสดงออกอย่างน้อย 5 จาก 9 อาการดังต่อไปนี้
5) มีพฤติกรรม ท่าทาง หรือพยายามที่จะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายบ่อยๆ
6) มีอารมณ์ไม่สม่ำเสมอ ไม่คงที่เปลี่ยนแปลงง่าย
7) มีความรู้สึกเหงาหว้าเหว่เรื้อรัง
8) มีการแสดงออกของอารมณ์โกรธรุนแรงไม่เหมาะสม ควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ระเบิดอารมณ์รุนแรงได้ง่าย หรือทำร้ายร่างกาย
9) เมื่อมีความเครียด จะเกิดความหวาดระแวงหรือแสดงอาการแสดงเกี่ยวกับภาวะความจำ การรับรู้เกี่ยวกับตนเองสูญเสียไป (dissociative symptoms)
บุคลิกภาพผิดปกติแบบพึ่งพา (dependent personality disorders)
4) ไม่สามารถที่จะคิดริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆ และทำอะไรด้วยตนเองไม่ค่อยได้
5) ทำทุกอย่างที่จะให้ได้รับการช่วยเหลือเกื้อหนุนจากผู้อื่น
3) รู้สึกยากที่จะแสดงความคิดเห็นคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับคนอื่น เพราะกลัวเขาจะไม่ยอมรับหรือไม่ช่วยเหลืออีกต่อไป
6) รู้สึกไม่สบายใจหรือหมดหนทางช่วยเหลือ เมื่อต้องอยู่คนเดียว เพราะกลัวว่าจะไม่มีความสามารถพอที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง
2) ต้องการให้คนอื่นเข้ามารับผิดชอบเรื่องสำคัญๆ ในชีวิตให้ตน
7) เมื่อคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต้องมีอันจากไปหรือสัมพันธภาพต้องยุติลง จะรีบหาสัมพันธภาพใหม่ทันที
1) ไม่กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ต้องอาศัยคำแนะนำ และการให้กำลังใจจากผู้อื่น
8) ครุ่นคิดแต่ในเรื่องที่จะถูกทอดทิ้งให้ต้องดูแลตนเอง
มีอาการแสดงออกอย่างน้อย 5 จาก 8 อาการดังต่อไปนี้
บุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (antisocial personality disorders)
3) หุนหันวู่วาม ไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะทำอะไรลงไป
4) หงุดหงิดและก้วร้าว มีเรื่องต่อสู้ใช้กำลัง หรือทำร้ายผู้อื่นบ่อยๆ
2) หลอกลวง ซึ่งเห็นได้จากการพูดโกหกช้ำแล้วซ้ำอีก ใช้การตบตาหรือหลอกลวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น
5) ไม่ใส่ใจถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
1) ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือมาตรฐานของสังคม
6) ขาดความรับผิดชอบอยู่เป็นประจำ ทำงานอยู่ไม่ได้นาน ไม่ชื่อสัตย์ทางการเงิน
มีอายุอย่างน้อย 18 ปีโดยมีอาการแสดงออกอย่างน้อย 3 จาก 7 อาการดังต่อไปนี้
7) ไม่รู้สึกสำนึกผิดหรือเสียใจต่อความผิดที่ได้กระทำลงไป มีท่าที่เฉยๆ หรืออ้างเหตุผลที่ทำไม่ดี ทำร้ายร่างกาย หรือขโมยของผู้อื่น
สาเหตุ
1) ปัจจัยด้านชีวภาพ
พันธุกรรม (genetic) พันธุกรรมคือลักษณะที่ติดตัวบุคคลผู้นั้นมาตั้งแต่เกิด
ประสาทชีววิทยา (neurobiology) การเจ็บป้วยด้วยโรคทางสมอง หรือความผิดปกติในหน้าที่ของสมอง เช่น โรคลมชัก, การอักเสบของสมอง
2) ปัจจัยทางจิตวิทยา
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (psychoanalytic theory)
1) มีการติดขัดในขั้นของพัฒนาการ กล่าวคือ เด็กไม่สามารถที่จะเติบโตตามขั้นของพัฒนาการที่ควรจะเป็นได้ หรือการมีปม (fixation)
2) โครงสร้างทางจิต (psychic structure; id, ego, superego) บกพร่อง กล่าวคือ ego ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ประสานความต้องการของ id และ superego ได้
3) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ความส้มพันธ์พ่อแม่ลูกไม่ดี
การเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ส่งเสริม เช่น ปล่อยตามใจ ทอดทิ้ง ทารุณกรรม เข้มงวด ลงโทษ เป็นตัน
การที่พ่อแม่เคร่งครัดไม่ผ่อนปรนและขาดเหตุผลต่อเด็ก
ความยากจนและการขาดที่พึ่ง
เด็กอาจลอกเลียนลักษณะที่ผิดปกติเหล่านั้นจากพ่อเเม่ที่มีบุคลิกภาพผิดปกติได้
การบำบัดรักษา
การบำบัดทางจิตสังคม (psychosocial therapy)
จิตบำบัด (psychotherapy)
1) จิตบำบัตรายบุคคล (individual therapy)
2) จิตบำบัดแบบกลุ่ม (group therapy)
จิตบำบัดเดี่ยวและจิตบำบัดกลุ่มจะเน้นหลักการแก้ปัญหา (problem-solving oriented) ให้ผู้ป่วยพิจาณาและค้นหาพฤติกรมที่เหมาะสม
การรักษาด้วยยา (pharmacotherapy)
รักษาตามอาการที่จำเป็นต้องควบคุม เช่น การให้ยาคลายกังวล เพื่อลดความวิตกกังวล
การพยาบาล
1) บุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคมและแบบก้ำกึ่ง และพึ่งพา (antisocial, and borderline personality disorders)
ให้บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติได้พูดระบายความรู้สึก พยาบาลควรให้การยอมรับ เข้าใจความรู้สึก และการแสดงออก มุ่งเน้นลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น บงการผู้อื่น ก้าวร้าวรุแรง เป็นต้น
สนับสนุนการรับผิดชอบต่อหน้าที่และปฏิบัติตมกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มทำกิจกรรมการสร้างสรรค์กับผู้อื่น
ส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลบุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกดิเพื่อเตรียมพร้อมในกรดูแลเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน
2) บุคลิกภาพผิดปกติแบบพึ่งพา (dependent personality disorders)
เลือกวิธีการคลายครียดที่เหมาะสมกับตนเองโดยพยาบาลเป็นผู้ให้ข้อมูลและแนะนำเทคนิคการคลายเครียดต่าง ๆ ให้ เช่น การออกกำลังกาย การหายใจอย่างถูกวิธี การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
ให้การเสริมแรงทางบวก เมื่อบุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติสามารถทำตามเป้าหมายระยะสั้นที่กำหดไว้ได้ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง
สอนและให้บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติฝึกทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ทักษะทางสังคม การสื่อสาร การปฏิเสธ การกล้าแสดงออก การบริหารเวลา เพื่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการแสดงออกและสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม
ให้ความรู้เรื่องครอบครัวเกี่ยวกับโรค การบำบัดรักษา และการดูแล ส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแล
สอนการปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่มีผลต่อความวิตกกังวล การคิดเชิงบวก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับความกลัวหรือความวิตกกังวลของตนเอง
นางสาวสรารัตน์ ธราพงษ์นิวัฒน์ 180101104