Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลเด็กที่มีความพิการแต่การแต่กำเนิดที่ต้องได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่…
การพยาบาลเด็กที่มีความพิการแต่การแต่กำเนิดที่ต้องได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่แรกเกิด
ความพิการแต่กำเนิด (Birth Defects) หมายถึง ความผิดปกติของทารกที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
แบ่งออกเป็น
1.Malformation คือ ลักษณะของอวัยวะที่ผิดรูปร่างไป เกิดจากกระบวนการเจริญพัฒนาภายในที่ผิดปกติ หรืออาจเกิดจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม
Deformation เกิดจากการที่มีแรงกระทำจากภายนอกทำให้อวัยวะผิดรูปไปในระหว่างการเจริญพัฒนาของอวัยวะนั้น เช่น มีภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วระหว่างตั้งครรภ์
Disruption คือ ภาวะที่โครงสร้างของอวัยวะเนื้อเยื่อผิดปกติจากสาเหตุภายนอกรบกวนกระบวนการ เจริญพัฒนาอวัยวะที่ไม่ใช่พันธุกรรม
Dysplasia เป็นความผิดปกติในระดับเซลล์ของเนื้อเยื่อ
สาเหตุของความพิการแต่กำเนิด
1.พันธุกรรม ในกรณีที่คนในครอบครัวเป็นโรคความพิการแต่กำเนิด บุตรหลานมีโอกาสเกิดมาพิการได้
2.ปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่
มารดามีอายุมากเกินไป เมื่ออายุเกิน 35 ปี บุตรมีโอกาสเกิดความพิการได้มาก
โรคติดเชื้อ เช่น โรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ได้ไม่เกิน16 สัปดาห์
อาจมีผลทำให้เด็กในครรภ์ตาย แท้ง หรือคลอดออกมาพิการผิดปกติ
ขาดวิตามินจะทำให้เกิดความพิการ เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่
มารดากินยาหรือเสพสารเสพติด เช่น ยาแก้อาเจียน กลุ่มยาดอง เหล้า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ถ้ามารดาได้รับเป็นประจำระหว่างตั้งครรภ์โอกาสที่เด็กจะพิการร้อยละ 32
มารดาได้รับสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารปรอท นอกจากจะทำให้เกิดอาการแพ้พิษสารปรอท ทารกที่คลอดออกมาอาจมีความพิการทางสมองและมีอาการชักได้
รังสีเอ๊กซ์ หรือรังสีแกมม่าถ้ามารดาได้รับ ี ตั้งแต่ตั้งครรภ์2 สัปดาห์จนถึง 3 เดือน ความพิการที่จะพบได้ คือ ศรีษะลูกเล็ก ลูกตาเล็ก
ความผิดปกติของการตั้งครรภ์หรือ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะผิดที่ ทำให้เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ และการคลอดที่ยากลำบาก
ปากแหว่ง (Cleft-lip)
เพดานโหว่(Cleft-palate)
สาเหตุ:ยังทราบไม่แน่ชัด แต่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ พันธุกรรม ,ปัจจัยภาวะแวดล้อมขณะอยู่ในครรภ์มารดา, เกิดภาวะขาดวิตามินหรือได้รับมากเกินไป, การติดเชื้อไวรัส ,ยาและสารต้านการเจริญของโครงสร้างร่างกาย
อาการและอาการแสดง
-เกิดการสำลักเพราะไม่มีเพดานรองรับ
-พูดไม่ชัดเนื่องจากเพดานปาก
เชื่อมติดกับเพดานจมูก
-หายใจลำบาก
-อาจติดเชื้อในหูชั้นกลางทำให้มีปัญหาการได้ยินผิดปกติ
การรักษาปากแหว่ง
โดยการทำผ่าตัด อายุที่เหมาะสมสำหรับการทำผ่าตัดปากแหว่ง ขึ้นอยู่กับแพทย์ อาจทำภายใน 48 ชั่วโมง หลังคลอดในรายที่เด็กสมบูรณ์ดี
การรักษาเพดานโหว่
-ขั้นตอนแรกแพทย์จะปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อใส่เพดานเทียม
-ขั้นต่อมาผ่าตัดเพดาน
-ขั้นต่อมาการผ่าตัดแก้ไขจมูก
-ขั้นต่อมาอายุประมาณ 5 ปี ปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน
-ขั้นต่อมาเป็นการรักษาความผิดปกติที่หลงเหลืออยู่ เพื่อให้ภายในช่องปากใกล้เคียงกันมากที่สุด
การพยาบาลเด็กปากแหว่งเพดานโหว่
-เป้าหมายของการพยาบาล คือการดูแลให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุดร่วมกับการจัดการความผิดปกติและความพิการ
-การวางแผนการพยาบาลต้องคำนึงถึงความต้องการ การดูแลที่จำเป็นและการส่งเสริมสนับสนุนครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการดูแลให้ครบถ้วน
TE fistula
หมายถึง การมีรูติดต่อระหว่างหลอดลมและหลอดอาหารอาจพบร่วมกับ
esophageal atresia (EA) หมายถึงหลอดอาหารตัน
อาการทางคลินิก
-ส่วนมากจะมีอาการผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดใหม่ๆ ไม่กี่ชั่วโมง และจะชัดขึ้นเมื่ออายุได้ 2-3 วัน
-มีน้ำลายมาก ไอ เมื่อดูดทิ้ง จะขึ้นมาอีกในเวลาไม่นาน
-สำลักง่าย เมื่อให้ดูดน้ำ ทารกจะสำรอกทันที
-ท้องอืด หายใจลำบาก เขียว และอาจหยุดหายใจได้
-มักมีปอดอักเสบร่วมด้วยเสมอ
การพยาบาล
ก่อนผ่าตัดแก้ไขหลอดอาหาร
อาจเกิดภาวะปอดอักเสบหายใจลำบากหรือหยุดหายใจเนื่องจากสำลักน้ำลายหรือน้ำย่อยเข้าหลอดลม
-จัดท่านอนที่เหมาะสม
-พลิกตะแคงตัวบ่อยๆ
-0n NG tube ต่อContinuous suction
-ให้ออกซิิเจนกรณีมีภาวะพร่องออกซิเจน
-ให้ยสปฏิชีวนะตามแผนการรักษา
อาจได้รับสารน้ำและสารอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้
-ดูแลให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา
-ดูแลให้สารอาหาร นม น้ำ ทาง Gastrostomy tube
หลังผ่าตัด
อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด หลอดอาหาร
-ห้ามใส่NG tube หรือสาย suction
-ดูดเสมหะในคอ
-กระตุ้นให้เด็กร้องบ่อยๆ เพื่อให้ปอดขยายได้ดี
-ดูแลการทำงานของ ICD มีประสิทธิภาพ
-ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ
อาจเกิดภาวะปอดแฟบจากการอุดตันของท่อระบายทรวงอก
-จัดท่านอนศรีษะสูง
-ตรวจสอบการทำงานของ ICD
-ระวังสายหัก พับงอ
-บันทึกลักษณะ สี จำนวนของ discharge
อาจเกิดการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดและแผล Gastrostomy
-ล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาล
-ทำแผลอย่างน้อยวันละ2 ครั้ง
-สังเกตการติดเชื้อ
-ดูแลให้ยา Antibiotic ตามแผนการรักษา
Omphalocele/gastroschisis
Omphaloceleผนังหน้าท้องพัฒนาไม่สมบูรณ์ท าให้ช่องท้องไม่ปิด มีเยื่อบางๆของ peritoneum,Wharton's jelly,amnion หุ้มอวัยวะที่ออกนอกช่องท้อง
gastroschisis ผนังช่องท้องพัฒนาสมบูรณ์ ไส้เลื่อนสะดือแตกตอนทารกอยู่ในครรภ์ ลำไส้, กระเพาะทะลักออกนอกช่องท้องทางรูด้านข้างสาย สะดือไม่มีสิ่งห่อหุ้ม
การรักษา
การผ่าตัดปิดหน้าท้อง staged closure
-แพทย์ทำถุงให้ลำไส้อยู่ชั่วคราว แล้วค่อยๆ บีบถุงไล่ลำไส้กลับเข้าช่องท้อง โดยเปลี่ยนdressing วันละครั้งด้วย sterile technique บีบถุงไล่ลำไส้กลับเข้าช่องท้อง แล้วผูกปิดถุงวันละเปลาะซึ่งมักจะใช้เวลา
ประมาณ 5 วัน และมักไม่เกิน 7 วัน หลังจากนั้นเย็บปิดผนังหน้าท้อง ถุงที่ทำไว้นี้ี stockinett เป็นโครงให้มีความแข็งแรง เหมือนเป็นผนัง
หน้าท้อง และมี steridrape บุผิวด้านใน ทำหน้าที่คล้าย peritoneum membrane ลำไส้ที่อยู่ในถุงก็จะไม่แห้ง และก็จะอุ่น ทำให้ลำไส้ที่บวม แดง อักเสบ ลดลง
การรักษาในระยะหลังผ่าตัด
-ดูแลเด็กที่ได้รับการรักษาโดยใช้ เคร่ื่องช่วยหายใจประมาณ24-48 ชั่วโมง
-ดูแลให้ได้รับสารน้ำสารอาหารอาหารตามแผนการรักษาเนื่องจากลำไส้ของเด็กที่เป็น gastroschisis นี้มีการอักเสบ บวม และเกาะติดกันเป็นกระจุก หลังผ่าตัดปิดหน้าท้องลำไส้จะกลับคืนมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ
-ติดตามการทำงานของลำไส้ ฟัง bowl sound ถ้า 3 สัปดาห์แล้ว bowel function ยังไม่กลับมาแพทย์จะประเมินหาสาเหตุ เช่น bowel obstruction จาก adhesion,missed atresia or stenosis การดูดซึมจะเป็นปกติภายใน 6 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-สังเกตอาการระวังการเกิดAbdominal compartment syndrome
อาการแสดง
-หลังคลอดพบผนังหน้าท้องซึ่งมักจะอยู่ขวาต่อสายสะดือเป็นช่องโหว่
-เด็กอาจตัวเล็ก คลอดก่อนกำหนด
-อุณหภูมิกายต่ำ เด็กตัวเย็น
Abdominal compartment syndrome
-ท้องอืดอย่างรุนแรงปัสสาวะออกน้อยลง
-การที่ความดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้น> 20 mmHg ซึ่งท าให้เกิดอวัยวะล้มเหลวตามมา
-ACS ส่งผลกระทบกับผู้ป่วยหลายระบบ เช่น หายใจลำบาก ความดันโลหิต ต่ำลง,ไตวาย ซึ่งสุดท้ายอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ถ้าไม่แก้ไข
การดูแลเพื่อลดแรงดันในช่องท้อง
-ผู้ป่วยที่มีความดันในช่องท้องสูง การดูแลรักษาเบื้องต้นโดย
-ให้ยาระงับปวดให้เหมาะสม
-จัดท่าผู้ป่ วยนอนราบ ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา
-ใส่สายสวนกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่
-ให้ได้รับยาขับปัสสาวะ/ยากระตุ้นการทำงานของลำไส้
-ฟอกไตเพื่อดึงน ้าออกจากร่างกาย
-การใส่สายระบายในช่องท้อง
-ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือความดันในช่องท้องสูงขึ้น การผ่าตัดลดความดันในช่องท้อง
imperforate anus
ความหมาย เป็นความพิการแต่กำเนิดที่ไม่มีรูทวารหนักเปิดให้อุจจาระออกจากร่างกายได้หรือมีรูเปิดทวารหนักแต่อยู่ที่ผิดที่จากตำแหน่งปกติหรือรูทวารหนักมีการตีบแคบ
อุบัติการณ์ เกิดขึ้นในอัตราส่วน 1 ใน 4000 ของเด็กเกิดมีชีวิตทั้งหมด เด็กชายมากกว่า เด็กหญิง ในเพศชายพบความผิดปกติของลำาไส้ตรงกับท่อปัสสาวะ ในเพศหญิงพบ ความผิดปกติทวารหนักเป็นแบบลำาไส้ตรงมีรูทะลุกับเวสติบูลา
สาเหตุ ไม่ทราบแน่ชัด
-ทารกมีอาการท้องผูก /ถ่ายอุจจาระลำบาก/หรือไม่ถ่ายอุจจาระ
-ทารกเพศชายมีอาการถ่ายขี้เทาออกทางท่อปัสสาวะ ทารกเพศหญิง ถ่ายขี้เทาออกทางท่อปัสสาวะหรือทางช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อ สู่ระบบทางเดินปัสสาวะ หรือระบบสืบพันธุ์ได้
อาการและอาการแสดง
-ไม่มีการถ่ายขี้เทา ภายใน 24 ชั่วโมง "ขี้เทา"มีลักษณะ
เหนียวๆ สีเขียวดำ ถ้าเลย 24 ชั่วโมงไปแล้ว ยังไม่ถ่ายอุจจาระให้สงสัยไว้ก่อนว่า เกิดจากการที่ลำไส้
-ไม่พบรูเปิดทางทวารหนักหรือพบเพียงรอยช่องเปิดของทวารหนักเท่านั้น
-ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวของลำไส้
-กระสับกระส่าย อืดอัด ไม่สบายเนื้อสบายตัว
-แน่นท้อง ท้องอืด
-ปวดเบ่งอุจจาระ
-ตรวจพบมีกากอาหารค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหาร
การรักษา
-เป้าหมายการรักษาพยาบาล เพื่อ ผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระได้มีความรู้สึก
อยากถ่ายอุจจาระ และกลั้นอุจจาระได้
การพยาบาลในระยะขยายทวารหนัก
-.ให้ความรู้บิดามารดาเกี่ยวกับการกำเนินโรค
-สอนการดูแลในการถ่างขยายรูทวารหนัก
-ถ้ามีการอักเสบแนะนำให้แช่ก้นด้วยน้ำอุ่น และทำความสะอาดหลังขับถ่าย
-แนะนำให้บิดามารดาให้อาหารตามวัยของเด็ก ที่
่มีประโยชน์มีกากใยสูง
การพยาบาลระยะก่อนและหลังผ่าตัดตกแต่งทวารหนัก
บิดา มารดา ขาดความรู้ในการดูแลแผลผ่าตัดบริเวณทวารหนัก
-ให้คำแนะนำระยะหลังผ่าตัด 7-10 วันไม่ให้นอนกางขา นั่ง เพราะอาจเกิดแผลแยกได้ในเด็กเล็กให้ผูกขาติดขากันติดกันและคลายทุก 1-2 ชั่วโมง
-ให้ความรู้การถ่างขยายทวารหนักและประเมินความรู้
-อาการท้องผูก ให้อาหารเหมาะสม
-ให้กำลังใจบิดา มารดา
-ให้คำแนะนำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
ปัญหาที่อาจพบได้หลังผ่าตัด
-ทวารหนักตีบจากกลไกการหดรั้งตัวของแผล
-ท้องผูก การสวนล้างร่วมกับการใช้ยาระบาย
-กลั้นอุจจาระไม่ได้
Hypospadias
หมายถึง รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าปกติ เด็กที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดของรูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าปกติ (hypospadias) ทำให้เกิด ปัญหาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ อัตราการ
เกิด 1 ใน 300 ในทารกเพศชาย
Epispadia หมายถึง รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ด้านบน เป็นความผิดปกติที่รูเปิดท่อปัสสาวะ ไปเปิดที่ด้านบนขององคชาต อาจพบร่วมกับ ความผิดปกติอื่น
ผลกระทบ
-ปัสสาวะไม่พุ่งเป็นลำไปด้านหน้า แต่กลับไหลไปตามถุงอัณฑะหรือด้านหน้าของต้นขา
-องคชาตคดงอเมื่อมีการแข็งตัว
-องคชาตดูแตกต่างจากปกติ
การรักษา
-เด็กที่มีรูเปิดของท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติ
เด็กที่มีรูเปิดของท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติปกติเล็กน้อยแต่เวลาถ่ายปัสสาวะไม่พุ่งเป็นลำตรง
-เด็กที่มีความผิดปกติมากต้องรักษาโดยการผ่าตัดตกแต่งท่อปัสสาวะเพื่อให้รูเปิดท่ปัสสาวะอยู่
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
-เลือดออก
-เกิดการตีบตัันของรูเปิดท่อปัสสาวะ
-มีรูตรงบริเวณรอยต่อระหว่างรูเปิดท่อปัสสาวะเก่ากับท่อปัสสาวะที่สร้างใหม่
-องคชาตยังโค้งงอ แก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด
-เกิดการติดเชื้อ
คำแนะนำการปฏิบัติตัวกลับเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
-บิดามารดา ผู้ปกครองต้องกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำมากๆทุกวัน
-ห้ามเด็กเล่นทราย
-ดูแลแผลผ่าตัดไม่ให้เปียก
-แนะนำและสาธิตให้บิดามารดา ผู้ปกครอง ทราบวิธีการดูแลความสะอาด องคชาตที่คาสายสวนปัสสาวะ ไว้โดยใช้ยาฆ่าเชื้อ
-ทำความสะอาดให้เด็กภายหลังการถ่ายอุจจาระ ทุกครั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
-อธิบายอาการติดเชื้อ เช่น มีไข้ แผลแดงอักเสบ ปัสสาวะขุ่นมีตะกอนและกลิ่นเหม็นควรมาพบแพทย์
-ภายหลังการเอาสายสวนปัสสาวะออก ให้สังเกต ปริมาณปัสสาวะ ลักษณะการถ่ายปัสสาวะ
-อธิบายให้เดํ็ก บิดามารดา ผู้ปกครองเข้าใจ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
-อธิบายให้เด็ก บิดามารดา ผู้ปกครองเข้าใจ ถึงความสำคัญในการมาพบแพทย์ตามนัดหรือมาก่อน นัดหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น