Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
วัณโรค (Tuberculosis), 20170202210605_706, tuberculosis-3, 1425_0 - Coggle…
วัณโรค (Tuberculosis)
การป้องกัน
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังบ่อยๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่
- ควรงดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่
- ดูแลผู้ป่วยวัณโรคให้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
- บ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิด
- ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม หรือผู้ที่เป็นโรคให้สวมหน้ากากอนามัย เวลาไอให้ไอกลางแจ้ง จัดห้องที่พักสำหรับผู้ป่วยให้แสงแแดเข้าถึง อากาศถ่ายเทอย่างดี
- หลังกินยาไประยะหนึ่ง อาการไอและอาการทั่ว ๆ ไปจะดีขึ้น อย่าหยุดกินยาเด็ดขาด
- จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทสะดวก ให้แสงแดดส่องถึงและหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
- นอนกลางวันอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อนำโปรตีนจากอาหารเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
- ไม่เที่ยวในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะอาจนำเชื้อไปแพร่ให้ผู้อื่น หรือติดเชื้อโรคจากผู้อื่นเข้าสู่ร่างกายเพิ่มเติม
- ในระยะ 2 เดือนแรกหลังจากเริ่มการรักษา (เรียกว่า “ระยะแพร่เชื้อโรค”) ผู้ป่วยควรจะนอนในห้องที่มีอากาศถ่ายเท และนอนแยกห้องกับสมาชิกในครอบครัว รวมไปถึงการรับประทานอาหาร การใช้ถ้วยชามและเสื้อผ้าควรแยกล้าง หรือแยกซักต่างหาก และต้องนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค
- หลังจากแพทย์ลงความเห็นว่าพ้นจากระยะแพร่เชื้อโรคแล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวได้ดังเช่นเดิม เช่น การนอน การรับประทานอาหาร และซักผ้าร่วมกับสมาชิกผู้อื่น โดยในระยะนี้ผู้ป่วยต้องต้านทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน (โรควัณโรคจะต้องใช้เวลาในการรักษาระยะสั้นที่สุด 6 เดือน ยาวที่สุด 1-2 ปี)
การรักษา
การรักษาวัณโรคนั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การใช้ยา ซึ่งการรับประทานอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยก็ต้องมีการดูแลสุขภาพควบคู่กันไปด้วยดังนี้
- หากรู้สึกอยากรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ วันละหลาย ๆ ครั้งแทน แทนการรับประทานมื้อใหญ่
- ดื่มเครื่องดื่มแคลอรี่สูงอย่างเช่น โปรตีนเชค เพื่อเพิ่มเติมสารอาหารให้กับร่างกาย
- ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือใช้การเดินเพื่อออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 20 นาที หรือแบ่งการออกกำลังกายเป็นครั้งละ 10 นาที 2 ครั้งต่อวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น
- พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
- แจ้งแพทย์ทุกครั้งที่มีอาการของผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสายตา
- หากผู้ป่วยมีการวางแผนว่าจะย้ายที่อยู่ขณะที่ทำการรักษา ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เพื่อให้แพทย์ช่วยวางแผน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง
ในการรักษาด้วยการใช้ยา แพทย์อาจใช้ผลการตรวจเพาะเชื้อเสมหะของผู้ป่วยเพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดเหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด และรับประทานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป โดยยาที่นิยมใช้ในการรักษาวัณโรค ได้แก่
-
-
-
- ไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide)
สาเหตุการเกิดโรค
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เชื้อไมโครแบคทีเรียทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอาการจากคนสู่คนได้ โดยเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้โดยผ่านทางการไอ จาม การพูด และการหายใจ และจะยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นหากอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อวัณโรคมี ดังนี้
- เคยพักอาศัยหรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีผู้ป่วยวัณโรคเป็นจำนวนมาก
- มีการติดต่อหรือสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ
-
- มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอเนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน โรคไตขั้นรุนแรง โรคมะเร็ง
- อยู่ในระหว่างการรักษาอาการป่วยที่การรักษาส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการรักษาด้วยชีวบำบัด
- ผู้ที่มีอายุน้อยมาก หรือแก่ชรามาก ๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะมีสุขภาพอ่อนแอกว่าคนวัยอื่น ๆ
- มีสุขภาพที่ไม่ดี หรือมีโภชนาการที่ไม่ดี เนื่องมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตหรือปัญหาอื่น ๆ เช่น เป็นพิษสุราเรื้อรัง ติดยาเสพติด
อาการ
เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสไมโครแบคทีเรียทูเบอร์คูโลซิสแล้ว อาจไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นได้โดยทันที เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ป้องกันการจู่โจมของเชื้อในร่างกาย ทำให้เชื้อชนิดนี้ค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างช้า ๆ อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกไม่สบาย และอาจจะใช้เวลานานนับเดือนไปจนถึงหลายปีกว่าอาการของโรควัณโรคจะเริ่มแสดงให้เห็น ทั้งนี้วัณโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ ๆ ได้แก่
- ระยะแฝง (Latent TB) ในระยะแฝงเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็น เนื่องจากเชื้อไม่ได้รับการกระตุ้น ทว่าเชื้อแบคทีเรียก็ยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถก่อให้เกิดอาการจนเข้าสู่ระยะแสดงอาการได้
- ระยะแสดงอาการ (Active TB) ระยะแสดงอาการคือระยะที่เชื้อแบคทีเรียได้รับการกระตุ้นจนแสดงอาการออกมา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังจากการติดเชื้อไปจนถึงหลายปีหลังจากได้รับเชื้อ ทั้งนี้เชื้อจะสามารถแสดงอาการได้ทั้งในปอด หรือที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นที่ปอดเสียมากกว่า
- มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป
-
- เจ็บหน้าอก หรือมีอาการเจ็บที่หน้าอกขณะหายใจหรือไอ
-
-
- มีอาการเหงื่อออกชุ่มเวลากลางคืน
- น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุ
-
การวินิจฉัย
สามารถทำได้ดังนี้
- การวินิจฉัยด้วยตนเอง วัณโรคไม่สามารถวินิจฉัยด้วยตัวเองได้หากอยู่ในระยะแฝง จะสามารถสังเกตความผิดปกติได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระยะแสดงอาการแล้วเท่านั้น ซึ่งถ้าหากมีอาการเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์
- การวินิจฉัยโดยแพทย์ โดยวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แพทย์ใช้มีดังนี้
- การตรวจเลือด เป็นการตรวจที่จะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมีเชื้อวัณโรคในร่างกายหรือไม่ อีกทั้งยังช่วยยืนยันได้อีกว่าเชื้อวัณโรคนั้นอยู่ในระยะแฝงหรือระยะแสดงอาการ
- การตรวจหาเชื้อวัณโรคในระยะแฝง (Interferon Gamma Release Assay: IGRA) เป็นวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคที่อยู่ในระยะแฝง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยมีเชื้อวัณโรคภายในร่างกายหรือไม่
- การเอกซเรย์ปอด วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของปอด หรือสภาพของปอดในขณะนั้นได้ ช่วยบ่งบอกว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
- การตรวจเสมหะ เมื่อการเอกซเรย์ปอดยีนยันผลได้แล้ว แพทย์จะสั่งตรวจเสมหะเพิ่มเติมโดยวิธีการตรวจนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือวิธีตรวจเชื้อด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจแบบพื้นฐานที่สามารถระบุเชื้อวัณโรคได้ และสามารถตรวจได้ทั้งในโรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อีกวิธีหนึ่งคือวิธีเพาะเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถสั่งจ่ายยาที่ให้ผลในการรักษาที่ดีที่สุดได้ โดยการตรวจนี้จะกินเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ จึงจะสามารถทราบว่ายาชนิดใดดีที่สุดกับผู้ป่วย
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยวิธีซีทีสแกน (CT Scan) เอ็มอาร์ไอ (MRI) หรืออัลตราซาวด์จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อวัณโรคตามอวัยวะต่าง ๆ ได้
- การตรวจด้วยการส่องกล้อง (Endoscopy) การส่องกล้องมักจะใช้กับผู้ป่วยวัณโรคที่มีอาการแสดงที่อวัยวะอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เห็นร่องรอยของการติดเชื้อวัณโรคได้
- การตรวจตัวอย่างชิ้นเนื้อ (Biopsy) แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากบริเวณที่มีอาการของวัณโรคไปตรวจด้วยวิธีการส่องกล้อง วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของวัณโรคที่สมองและระบบประสาท การเจาะน้ำไขสันหลังจะช่วยให้แพทย์ยืนยันผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
วัณโรค(Tuberculosis หรือ TB) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis จัดอยู่ในกลุ่ม Mycobacterium tuberculosis complex วัณโรคเกิดได้ในทุกอวัยวะของร่างกายส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอด(ร้อยละ80)ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายวัณโรคนอกปอดอาจพบได้ในอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ เยื่อหุ้ม ปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ระบบประสาท
-
-
-