Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน - Coggle Diagram
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีดังนี้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นบทบัญญัติการคุ้มครองแรงงานเพื่อให้การใช้ แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรม จึงได้ปรับปรุงปรับปรุงบทบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้แรงงานตามประกาศ ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2515 รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวอยู่ในรูปของประกาศกระทรวง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 โดยแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับ การห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือความเสียหายในการทำงาน กำหนดให้ศาลมี อำนาจสั่งให้สัญญาจ้างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่ เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงนำเวลาทำงานปกติส่วนที่ไม่ครบ8 ชั่วโมง ไปรวมกับเวลาทำงานปกติในวันอื่นได้ซึ่งต้องไม่เกินวันละ 9 ชั่วโมง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 โดยแก้ไขบทบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้าง โดยเพิ่มอำนาจในการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือและอำนาจ ในการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการค่าจ้าง กำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างเสนออัตราค่าจ้างที่กำหนด ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาระบบค่าจ้างและรายได้ของประเทศเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้าง และติดตามประเมินผลแผนพัฒนาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าจ้างของคณะกรรมการค่าจ้าง มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อลูกจ้าง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2553 เนื่องจากได้มีการตรากฎหมาย ว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อกำหนดการดำเนินการควบคุม กำกับ
ดูแล และบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานไว้เป็น การเฉพาะ ประกอบกับเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีเอกภาพ จึงยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้ สอดคล้องกับการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2560 บัญญัติเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัด ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยเฉพาะอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษา คนพิการ และผู้สูงอายุ เพื่อให้มีการส่งเสริมการจ้างงานและคุ้มครองแรงงานสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภทดังกล่าว
พระราชบัญญัติงแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 บัญญัติแก้ไขกำหนดให้การ เปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด บุตรได้โดยให้ถือเป็นวันลาเพื่อคลอดบุตร เพิ่มอัตราค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปี ขึ้นไป กำหนดให้การย้ายสถานประกอบกิจการ ให้รวมทั้งการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถาน ที่ใหม่ หรือสถานที่อื่น ของนายจ้าง และแก้ไขให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ในอัตราเท่ากันทั้งลูกจ้างชายและหญิงในงานที่มีค่าเท่าเทียมกันเพื่อให้เป็นไป ตามมาตรฐานสากล
สัญญาจ้างแรงงาน
นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง
ลูกจ้าง ลูกจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง
ขอบเขตการลำดับใช้กมายคุ้มครองแรงงาน
3) นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียน เอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูในโรงเรียน
4) นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจ รวมอยู่ด้วย โดยทั่วไปเราเรียกว่า ผู้ช่วยแม่บ้าน
5) นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกษตรกรรมเนื่องจากเป็นงานขึ้นอยู่กับดิน ฟ้า อากาศ สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน
1) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นเนื่องจาก มีกฎหมายเฉพาะของตนเอง
2 รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายแรงงาน ว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง
การคุ้มครองแรงงานหญิงและเด็ก
แรงงานหญิง
การคุ้มครองจากการทำงานที่อันตราย
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานใน บางลักษณะที่เป็นอันตราย เช่น งานเหมืองแร่ งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูง งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การคุ้มครองการทำงานในยามวิกาล
ห้ามให้แรงงานหญิงทำงานในเวลา24.00น-6.00น
การคุ้มครองหญิงมีครรภ์
ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในบางลักษณะ เช่น งานเกี่ยวกับ เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนัก งานที่ทำในเรือ งานอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง รวมถึงห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00น.
แรงงานเด็ก
ข้อห้ามบางประการสำหรับการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
1) ห้ามมิให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด"
2) ห้ามมิให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ งานมโลหะ งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็น อันตราย งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่นวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการ น้ำมันเชื้อเพลิง งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่น งานใช้เลื่อย เดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักร หรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน ตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป เป็นต้นด้านสถานที่ ได้แก่ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและ บริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับ นอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง
1)ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหาย ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของ งานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่นายจ้างได้ ในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันของลูกจ้างไว้ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างให้นายจ้าง คืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก
2) กรณีเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หากมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่จะต้อง ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้นด้วย โดยสิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิ เช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
3) ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เว้นแต่พระราชบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
4) สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้าง ทำให้นายจ้าง ได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับ ได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
(5) ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพ ของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้
วันหยุดของลูกจ้าง
วันหยุดประจำสัปดาห์
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน
วันหยุดตามประเพณี
คือ วันหยุดของทางราชการประจำปี วันหยุดของทางศาสนาหรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น โดยจะมีประกาศของคณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีวันใดบ้างเป็นวันหยุด
วันหยุดพักผ่อนประจำปี
เป็นวันหยุดของลูกจ้าง นอกเหนือจากวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุด ตามประเพณี กล่าวคือ เป็นวันหยุดพักผ่อนหลังจากทำงานมาครบ 1 ปีแล้วโดยคำนวณใตามส่วนก็ได้ เช่น ทำงานมาได้ 6 เดือน ก็มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 3 วันและวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 3 กรณี นายจ้าง ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเสมือนว่าทำงานตามปกติ จะหักค่าจ้างจากการหยุดงานในวันดังกล่าวข้างต้น ไม่ได้ ทั้งนี้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ก็ได้ หากนายจ้างไม่กำหนดให้หยุดหรือให้หยุด น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทำงานวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง
การใช้แรงงานทั่วไป
2.เวลาพักระหว่างทำงาน
1. การทำงานปกติ
3.การทำงานล่วงเวลา
2.1 ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่ง ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน และนายจ้างลูกจ้าง
1.2 งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง ที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวง
1.1 การทำงานวันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง
การทำงานล่วงเวลา หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ หรือเกินชั่วโมง ในการทำงานแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน
หลักกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงาน ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือเป็นงานอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง
4.ทำงานในวันหยุด
กฎหมายคุ้มครองแรงงานมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ เช่น วันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณี
วันลาของลูกจ้าง
ลาป่วย
ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงแต่รวมกันแล้วปีหนึ่งจะได้รับไม่เกิน 30 วัน ทำงานการลาป่วยตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไปนายจ้างอาจให้ลูกจ้าง แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือของสถานพยาบาลของ ทางราชการ
ลาเพื่อทำหมัน
ซึ่งกฎหมายให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้ ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด และออกใบรับรองให้ 25
การลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น
หมายถึง การลาเมื่อลูกจ้างมีกิจธุระนั่นเอง แต่ต้องมีความจำเป็นจริง ๆ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็นได้ ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ
ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลสิทธิการลาในข้อนี้
ปัจจุบันมีเฉพาะลูกจ้างที่เป็นชาย ซึ่งเป็นทหารกองหนุน คือ เคยถูกเรียกเกณฑ์ เป็นทหารกองประจำการมาแล้ว ต่อมาได้ปลดจากกองประจำการเป็นทหารกองหนุนพร้อมที่จะถูก ทางราชการทหารเรียกเข้าประจำการได้ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เมื่อมาทำงานกับนายจ้าง ลูกจ้างอาจถูกทางราชการทหาร กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งเรียกพล คือ เรียกเข้ากองทัพ เพื่อทบทวน และตรวจสอบความพร้อมในฐานะเป็นทหารกองหนุน ด้วยการฝึกวิชาทหารเพิ่มเติมให้เกิดความพร้อม เมื่อมีศึกสงครามเกิดขึ้นจริงสามารถทำการรบตามแบบทหารได้ ระยะเวลาการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร มีระยะเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ซึ่งนายจ้างต้องให้ลูกจ้างลาและระหว่างที่ลาเพื่อรับราชการทหาร ในการเรียกพลนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างตลอดระยะเวลาในการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร แต่ปีหนึ่งการจ่ายค่าจ้างต้องไม่เกิน 60 วัน
ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ
กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิสาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนา ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญหรือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้างลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาให้นายจ้างทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน และนายจ้างจะไม่อนุญาตก็ได้ หากในปีนั้นลูกจ้างได้ลามาแล้ว 3 ครั้งหรือเกินกว่า 30 วัน หรือการลานั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือ กระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง
ลาคลอดบุตรของหญิงมีครรภ์ให้
ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ไม่เกิน 98 วัน ระหว่างลาเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับ ค่าจ้างจากนายจ้าง ตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 45 วัน
ค่าจ้าง
ค่าจ้างทำงานวันหยุด
ในเรื่องของวันหยุดได้ศึกษามาแล้วว่ามี 3 ประเภท คือ วันหยุดประจำสัปดาห์วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี
สำหรับลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด กรณีลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้ว ให้เพิ่มขึ้นจากปกติอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานต่อวันตามจำนวนผลงานที่ทำได้
สำหรับลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างวันหยุด กรณีลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานต่อวันตามจำนวนผลงานที่ทำได้
ค่าจ้างทำงานล่วงเวลา
1.ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติคือการทำงานระยะเวลา ที่ลูกจ้างเลิกจากการทำงานในเวลาปกติที่ทำอยู่ขณะนั้น และให้เริ่มทำงานต่อไป ระยะที่ทำต่อนี้เรียกว่า ทำงานล่วงเวลา นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างผิดไปจากเดิมเรียกว่า ค่าล่วงเวลา ให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่า หนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง ตามผลงานที่คำนวณเงินเป็นหน่วย
2.ค่าล่วงเวลาในวันหยุด การทำงานในวันธรรมดา เราเรียกว่าวันเวลาทำงานปกติ แต่ถ้าวันใด ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ (โดยทั่วไปจะกำหนดวันอาทิตย์ เว้นบางอาชีพอาจกำหนดเป็นวันอื่น) วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เราเรียกวันเหล่านี้ว่า วันหยุด ตามที่ศึกษามาแล้ว เมื่อนายจ้างมีงานเร่งด่วนหรืองานต้องทำต่อเนื่อง นายจ้างต้องทำความตกลงกับลูกจ้างว่า ขอให้มาทำงาน ในวันหยุดเวลาการทำงานในวันหยุดก็คือเวลาทำงานปกติระหว่างเวลา08.00นาฬิกา ถึง 17.00นาฬิกานั่นเอง ลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างตามอัตราการทำงานวันหยุดตามที่ศึกษามาแล้ว เมื่อทำงานวันหยุดจนหมดเวลาถึง 17.00 นาฬิกาแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จ นายจ้างและลูกจ้างต้องตกลงกันหรือตกลงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ให้ทำต่อไปอีก เวลาที่เกินจากเวลาปกติในวันหยุดนี้เรียกว่า “ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด” นายจ้างต้องจ่าย ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงวันทำงานตาม ชั่วโมงที่ทำ หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้าง ตามผลงานที่ทำ
ค่าชดเชย หมายถึง
1.3 สาเหตุจากนายจ้าง เช่น งานหรือสัญญาของนายจ้างสิ้นสุดลงปิดโครงการเพื่อไปเริ่ม กิจการใหม่ เหตุอื่นที่นายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง หรือกรณีนายจ้าง ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ต้องปิดกิจการ ปิดโรงงาน
1.2 การเลิกจ้าง มีสาเหตุมาจากนายจ้าง อันมิใช่สาเหตุมาจากลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างจึงมีสิทธิ ได้รับค่าชดเชย
1.1 เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง
การจ่ายค่าชดเชย
ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 30 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 30 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้าง ตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (คำว่าตามผลงาน หมายถึงไม่ได้จ้างเป็นรายวันหรือเดือน แต่ให้ค่าจ้าง ที่ผลงาน) ส่วนลูกจ้างทำงานยังไม่ครบ 120 วัน จึงไม่มีสิทธิพิจารณาค่าชดเชย มาตรา 118 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2501
2 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 90 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 90 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามผลงาน
3 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 180 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 180 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้างตาม
ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 240 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทำงาน 240 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามผลงาน
5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปีให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่ าจ้งอั า สุดท้าย 300 วันหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้าง” รับค่า งตาม ราน
6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อย ราค่าจ้า อัตรากจท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างได้ บงาน เมผลงาน
กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
1.ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เช่น ลักทรัพย์ ของนายจ้าง ยักยอกเบียดบังทรัพย์สินของนายจ้างหรือทำร้ายร่างกายนายจ้าง เป็นต้น
2.จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ปล่อยปละละเลยไม่รักษาทรัพย์สินของนายจ้าง เช่น จงใจให้ยานพาหนะของโรงงานชำรุดเสียหายจงใจนัดหยุดงานทำให้งานของนายจ้างเสียหาย เมื่อบอกเลิกจ้าง นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ข้อนี้ความเสียหายต้องมี ความร้ายแรงด้วย เช่น เป็นช่างรับผิดชอบต้นกำลังไฟฟ้าของโรงงานนายจ้างไม่ตรวจปรนนิบัติบำรุงรักษา เป็นเหตุให้น้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแห้ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสียหายใช้การไม่ได้ ต้องหยุดปฏิบัติงานของโรงงาน ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อย่างร้ายแรง เมื่อบอกเลิกจ้าง นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรม และนายจ้างตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรงเช่นข้อ 3 นายจ้างไม่จำเป็นต้อง ตักเตือน สำหรับหนังสือเตือนของนายจ้างให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำความผิด เมื่อบอกเลิกจ้างนายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
5.ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเหตุอันควรหรือไม่มีนี้เป็นดุลยพินิจของนายจ้าง
6.ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำ โดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ความผิดใน 2 กรณีหลังนี้ นายจ้างจะบอกเลิกจ้างได้ต้องเป็นกรณี เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
ค่าชดเชยพิเศษ หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง มีเหตุกรณีพิเศษที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้