Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพระบบประสาท ระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง, image,…
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพระบบประสาท
ระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง
การประเมินอาการทางระบบประสาท
การซักประวัติ
ประวัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการคิดรู้
และการรู้สติ
อาการผิดปกติที่พบบ่อย ปวดศีรษะ ตามัว อาเจียน ความผิดปกติในการพูด เช่น พูดล าบาก พูดตะกุกตะกัก
พูดไม่ชัด
ประวัติเกี่ยวกับพฤติกรรม และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
เช่น อาการหลงลืม สติปัญญา
ประวัติเกี่ยวกับแบบแผนการด าเนินชีวิต พฤติกรรมบางอย่าง
ส่งผลต่อภาวะความเจ็บป่วยได้ เช่น การใช้สารเสพติด
การประเมินจากการตรวจร่างกาย
ระดับการรู้สึกตัว
ประสาทสมอง การเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก
ระดับความรู้สึกตัว
Full or Alertการรู้สติเป็นปกต
Confusion สูญเสียความสามารถในการคิด มีความสับสน
Stuporซึมมาก หลับมากกว่าตื่น
Semicomaเป็นอาการกึ่งหมดสติ หลับตลอดเวลา
Coma เป็นภาวะที่หมดสติ ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ
การประเมินประสาทสมอง
การประเมินการเคลื่อนไหวและก าลังของแขนขา
การตรวจการท างานของการรับความรู้สึก ความรู้สึกสัมผัส เจ็บปวด อุณหภูม
การตรวจอาการของการระคายเยื่อหุ้มสมอง คอแข็ง (Stiff neck ) Brudzinki’s sign จะให้ผลบวกเมื่องอศีรษะและ
คอให้คางชิดอก
การวัดระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย (coma scale)
กลาสโกว์ โคม่า สเกล (Glasgow Coma
Scale)
การสื่อภาษาที่ดีที่สุด (best verbal response) : V
การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด (best motor response) : M
การลืมตา (eye opening) : E
แต่หากผู้ป่วยไม่ลืมตาเนื่องจากตาบวมปิด ไม่ต้องพยายามเปิด
ตรวจ ให้เขียนC (Close)ลงในช่อง 1 คะแนน
VERBAL
ความสามารถในการสื่อภาษาที่ดีที่สุด(Best verbal response = V
ในผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมหากไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าสื่อสารได้ให้
บันทึก T ในช่อง 1 คะแนน
motor response
ความสามารถในการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด (Best motor
response = M)
ท าตามคำสั่ง ให้ 6 คะแนน
ทราบต าแหน่งที่เจ็บ ให้
5 คะแนน
ชักแขน ขาหนี เมื่อเจ็บ ให้
4 คะแนน
แขนงอเข้าหาตัวเมื่อเจ็บ ให้ 3 คะแนน
แขนเหยียดเกร็งเมื่อเจ็บ ให้ 2 คะแนน
ไม่มีการเคลื่อนไหว ให้ 1 คะแนน
Glasgow Coma Scale : GCS
การบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อยีค่าคะแนนตั้งแต่ 13-15 คะแนน
การบาดเจ็บที่ศีรษะระดับปานกลางมีค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 9-12 คะแนน
การบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรงมีค่าคะแนนต่ ากว่าหรือเท่ากับ 8 คะแนน
การวัดสัญญาณชีพ (Vital signs)
การประเมินการหายใจ
การหายใจแบบ Cheyne-Stoke respiration คือ การ
หายใจเร็วสลับกับหยุดหายใจ เป็นระยะ
ารหายใจแบบ Central neurogenic hyperventilation
คือ หายใจหอบลึกสม่ าเสมอมากกว่า 40 ครั้ง/นาที
Apneutic Breathing เป็นการหายใจเข้าเต็มที่แล้วหยุดนิ่งเป็นเวลานานแล้วจึงหายใจออกแล้วหยุดหายใจนิ่งก่อนจะหายใจเข้าใหม่
Biot’s or Artaxic Breathing เป็นลักษณะการหายใจไมสม่ าเสมอทั้งอัตราเร็วและความลึก
Cluster Breathing การหายใจเป็นกลุ่มๆ และมี
ช่วงจังหวะการหยุดหายใจไม่สม่ าเสมอ pons และ Medella
การวัดส่วนที่มีพยาธิสภาพของสมอง
ลักษณะของรูม่านตา (pupils)
รูม่านตา ไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง(non-react to light ) บันทึก N หรือใส่เครื่องหมาย
ขนาดช้ากว่าปกติให้ บันทึกว่า “ S ”
(sluggish) or + - (Slightly reaction to light )
การเปลี่ยนแปลงขนาดได้ง่ายอย่าง
รวดเร็ว บันทึกว่า R (reacting to light) หรือ +
หากพบว่ารูม่านตาไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง และมีขนาดเท่าหัวเข็ม
หมุด (pinpoint)รอยโรคที่พอนด์ (pontineherniation)
รูม่านตาขยายและไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงข้างใดข้างหนึ่งเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 เริ่มถูกท าลาย
รูม่านตาไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงและขยายทั้งสองข้างเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 ถูกท าลายอย่างสมบูรณ
Oculocephalic Reflex (Doll’s eyes sign)
ผู้ป่วยที่ไม่รู้สติ มักนิยมตรวจ OculocephalicReflex (Doll’s eyes sign)ซึ่งโดยปกติตาทั้ง 2 ข้าง จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ศีรษะหมุน
ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บบริเวณ Midbrain และ Ponsการเคลื่อนไหวของลูกตาจะผิดปกติไป หรืออาจจะไม่มี Oculocephalic Reflex คือไมว่าจะหมุนศีรษะไปในทิศทางใด ลูกตาจะคงอยู่ในต าแหน่งเดิม
การเคลื่อนไหวและกำลังของแขนขา
อ่อนแรงเล็กน้อยต้านแรงถ่วงได้ แต่ต้าน
แรงกดได้น้อยกว่าปกต
อ่อนแรงมากต้านแรงถ่วงได้ ยกขึ้นได้ แต่
ต้านแรงกดไม่ได
กำลังปกติ : แขนหรือขามีกำลังปกติ
แขนงอ(abnormal flexion) จะมีเฉพาะส่วนแขนเท่านั้น
อัมพาตไม่มีการเคลื่อนไหวแขนขาเลย แม้กระตุ้นด้วยความ
เจ็บปวด
แขนหรือขาเหยียดเกร็ง : (abnormal extension)
การตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัย
การเจาะหลัง (Lumbar puncture)
การตรวจคลื่นสมอง (Electroencephalogram : EEG)
การถ่ายภาพโดยใช้คลื่นเสี่ยง (Magnetic Resonance
Imaging: MRI)
การฉีดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือดสมอง (Cerebral angiography)
การถ่ายภาพสมองด้วยคอมพิวเตอร์
(Computed Tomography : CT)
การวัดความดันในกะโหลกศีรษะอย่างต่อเนื่อง
การถ่ายภาพรังสีกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลัง
ภาวะความรู้สึกตัวลดลง (alteration of consciousness)
Stuporผู้ป่วยนอนนิ่ง ปลุกไม่ค่อยตื่น ต้องกระตุ้นด้วย
ตัวกระตุ้นที่ค่อนข้างรุนแรง
Comaผู้ป่วยหลับตลอด ไม่ตอบสนองไม่ว่าจะกระตุ้นด้วย
ตัวกระตุ้นที่รุนแรงเท่าใดก็ตาม
สาเหตุ
กลุ่มที่เกิดจากมีรอยโรคในศีรษะเช่น
เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง สมองขาดเลือด
กลุ่มที่ไม่ได้มีรอยโรคในศีรษะ : ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตรวจร่างกายทางระบบประสาทปกติ
การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง
(Infection)
เยื่อหุ้มสมอง
The Meninges
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองชั้น
leptomeninges (piamater และ arachinoid) การเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ พบมากในบุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และพบในคนผิวดำมากกว่าผิวขาว
พยาธิสรีรวิทยา
เชื้อโรคสามารถเข้าสู่เยื่อหุ้มสมองได้หลายทาง ที่ส าคัญได้แก่ ทางกระแสเลือด เป็นการติดเชื้อที่มาตามกระแสเลือดทั้งระบบเลือดแดงหรือระบบเลือดดำ
การติดเชื้อโดยตรงจากภายนอกเข้าสู่ subarachnoid space เช่น การ
ติดเชื้อที่เข้าทางกะโหลก ศีรษะที่แตก
การติดเชื้อที่ลุกลามไปจากแหล่งติดเชื้อที่อยู่ใกล้สมอง และไขสันหลังเช่นการติดเชื้อในหูหรือ sinus ต่างๆและมีการแตกทะลุเข้าสมอง
การแพร่กระจายทางละอองอากาศจากการไอ จาม เข้าสู่ mucosa ของรู
จมูกแพร่ไปตาม เส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 เข้าสู่สมอง
การเกิด arachnoid adhesion
เกิดการอุดตันทางเดินของ CSF จากเยื่อพังผืดท าให้CSF ไหลผ่านไม่ได้หรือได้น้อย ทำให้เกิดhydrocephalus
เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา พบได้บ่อย ในผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วย
ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเชื้อราที่พบบ่อย
ที่สุดได้แก่ Cryptococcus neoformans
อาการและอาการแสดง
ส่วนใหญ่มักมีไข้สูง หนาวสั่น และมี
อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีอาการคอแข็งตึง (stiff neck) ตรวจพบ kerninig sign และ Brudzinski sign ให้ผลบวก อาการอัมพาตของเส้นประสาทสมองต่างๆ
ภาวะ Syndrome of Inappropriate Antidiuretic
Hormone : SIADH าให้หลั่ง ADH ออกมามาก
พบว่าผู้ป่วยมีภาวะน้ าเกินและมักมีภาวะโซเดียมในเลือดต่ า
Waterhouse-Friderichsen syndrome เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเชื้อ N.meningitis มีอาการคือ มีจ้ำเลือดตามาผิวหนัง
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจน้ำไขสันหลังการตรวจวินิจฉัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่สำคัญคือ การตรวจน้ำไขสันหลัง โดยการเจาะหลัง(Lumbar puncture)
ความดันน้ำไขสันหลังสูง น้ำไขสันหลังจะขุ่นและมีจำนวนของเม็ดเลือดขาวมาก จะพบว่าระดับน้ำตาลในไขสันหลังต่ำกว่าปกติ
หรือไม่พบระดับน้ำตาลเลย แต่จะพบระดับความเข้มข้นของโปรตีนสูงมากโดยปกติระดับน้ำตาลในน้ำไขสันหลังจะเป็น 2/3 เท่าของระดับน้ำตาลในเลือด
การรักษา
การรักษาตามอาการ เช่น การควบคุมการชัก
การรักษาภาวะสมองบวม
การรักษาเฉพาะ หลักการรักษา คือ ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ
โรค โดยเร็วที่สุด เลือกยาที่เหมาะสม
สมองอักเสบ(Encephalitis)
เป็นการติดเชื้ออย่างเฉียบพลันของเนื้อเยื่อสมองและไขสันหลังส่วน parenchymalโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน barsal ganglia ในการติดเชื้อนี้อาจรวมไปถึงชั้นเยื่อหุ้มสมองด้วย
พยาธิสรีรวิทยา
ไวรัส ทุกชนิดไม่สามารถเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้โดยตรง ต้องเป็นไวรัสที่แพร่มาจากระบบอื่น ที่พบบ่อยจากตำแหน่งติดเชื้อปฐมภูมิ เรียงตามลำดับ
ไวรัสจะเข้าสู่สมองและไขสันหลัง
เข้ามาตามเส้นประสามและเข้าสู่สมอง หรือไขสันหลัง
เข้ามาทางเยื่อบุโพรงจมูก ผ่าน cribriform plate
แพร่กระจายมาตามกระแสเลือด
การตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบการตายของเนื้อสมองเป็นหย่อมๆ สุดท้ายจะเกิดการตายของเนื้อสมองโดยทั่ว และเกิดภาวะสมองบวมตามมา ทำให้มีความดันในกะโหลกศีรษะสูง และเกิด brain herniation
เชื้อไวรัสที่พบบ่อยได้แก่ Arbovirus ในประเทศไทยเชื้อที่สำคัญคือ Japanese virus, Herpes virus, Varicella zoster virus, Mumps virus
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีอาการน า ได้แก่ อาการไข้ ปวดศีรษะ
ครั่นเนื้อครั่นตัว ระยะต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง มีอาการสับสน วุ่นวายหรือเพ้อคลั่ง
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจ MRI เพื่อหารอยโรค ถ้าเป็นการติดเชื้อจาก herpes simplex virus จะพบการอักเสบเฉียบพลัน
การตัดชิ้นเนื้อสมอง (Brain biopsy) จะให้ผลการวินิจฉัยที่เฉพาะเจาะจงและแน่นอน
การเจาะหลัง จะพบความดันของน้ าไขสันหลังปกติหรือสูงเพียงเล็กน้อย,น้ าไขสันหลังส่วนมากจะใส ไม่มีสี,พบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง ส่วนใหญ่เป็น lymphocyte
การรักษา
การรักษาเฉพาะเพื่อท าลายเชื้อโรค ปัจจุบันมียาที่มีฤทธิ์ท าลายเชื้อไวรัสได้บางชนิดได้แก่ Acyclovir มีฤทธิ์ต่อเชื้อ herpes virus
สำหรับไวรัสชนิดอื่นๆยังไม่มียาต้านเชื้อ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาประคับประคอง
ฝีในสมอง (Brain abscess)
เชื้อโรคเข้าสมอง
ลุกลามจากอวัยวะใกล้เคียงที่มีการอักเสบติดเชื้ออยู่ ที่สำคัญและ
พบบ่อยได้แก่ การอักเสบเรื้อรังของหูชั้นกลาง
ทางกระแสเลือด พบบ่อย ได้แก่ โรคของปอดและเยื่อหุ้มปอด
โรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด
ได้รับเชื้อโดยตรง จากการผ่าตัดสมอง หรือ จากการได้รับ
อุบัติเหตุหรือบริเวณใบหน้าหรือกะโหลกศีรษะ
การบาดเจ็บที่เนื้อสมองและจากการแทงทะลุผ่านเนื้อสมอง
เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย คือ แบคทีเรียกลุ่ม Aerobic
streptococcus และ Anaerobic streptococcus
พยาธิสรีรภาพ
โดยในระยะแรกมักจะเกิดการอักเสบที่เนื้อสมองก่อน ซึ่งในระยะนี้ยังไม่เห็นถุงหุ้มหนองส่วนในระยะหลังจะเกิดเป็นฝีที่มีถุงหุ้มชัดเจน
ระยะแรกและระยะท้ายของการอักเสบที่เนื้อสมอง (early and late cerebritis) และระยะท้ายของการเกิดถุงหุ้ม (early and late capsule formation)
ใช้เวลาประมาณ10-14 วันในการเกิดฝี อาจแตกเข้าสู่ Subarachnoid
space ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบนำไปสู่การตายของเนื้อสมองส่วนที่เป็นฝี ส่งผลให้เกิดการเพิ่มความดันภายในกะโหลกศีรษะ
อาการและอาการ
ทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาการไข้ พบได้เพียงประมาณร้อยละ 50 อาการและอาการแสดงของภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ตรวจพบ เส้นประสาทตาบวม(papilledema) ได้ประมาณร้อยละ 25
บริเวณ supratentorium อาการที่พบได้บ่อย คือ อัมพาตครึ่งซีก เสีย
ความสามารถในการพูดและการเข้าใจภาษา (aphasia)
บริเวณ infratentorium พบอาการและอาการแสดงของ cerebellum
เช่น เดินเซ ตากระตุก (nystagmus)
การตรวจวินิจฉัย
CT วินิจฉัยและประเมินฝีในสมอง MRI จะใช้ต่อเมื่อ CT ให้ผล ลบ การเจาะหลัง ไม่ควรท าโดยเฉพาะถ้าพบ papilledema
เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิด brain herniation
การรักษา
ฝีในระยะเริ่มแรกและมีขนาดเล็กกว่า 2 cm.
การรักษาโดยให้ยา ATB ที่ผ่าน blood brain
barrier ได้ จะช่วยท าให้ฝีฝ่อลง
การผ่าตัด พิจารณา:ตำแหน่ง,ขนาด >
3 ซม.,จำนวน,ระยะของฝี เจาะดูดหนอง (Stereotacticaspiration) ใช้ในกรณีฝีอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญซึ่งการผ่าตัดอาจก่อให้เกิดความพิการหรือฝีมีขนาดเล็ก
ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเอาฝีในสมองออก(Craniotomy
Resection)ในกรณีที่ผู้ป่วยมีสมองบวมมากอาจจ าเป็นต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกออกเพื่อลดความดันในกะโหลก
โรคแทรกซ้อน(Complication)
ภาวะสมองเคลื่อนที่ (Brain herniation)
ฝีแตกเข้าสู่โพรงสมอง (Ventriculitis)
กิจกรรมการพยาบาล
Nursing care
การให้การดูแลขณะที่มีอาการ
การติดตามประเมินผลเป็นระยะๆจนผู้ป่วยเข้าสู่ระยะพักฟื้น
การพยาบาลในระยะเฉียบพลันจะเป็นการดูแลแบบประคับประคองเพื่อเฝ้าระวังอันตรายจากการเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง
การคงไว้ซึ่งการระบายอากาศที่เพียงพอ
Non infection
ชัก (Seizure)
การชัก (Seizure)
อาการ ไม่รู้สึกตัว มีการเกร็งหรือกระตุกเฉพาะที่หรือทั่วตัวหรือทั้ง 2 อย่าง มีความเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึก มีความเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ
สาเหตุของการชัก
พันธุกรรม ความไม่สมดุลของเมตาโบลิก หรืออิเล็กโทรลัยยท์ ารติดเชื้อ การบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคหลอดเลือดสมอง ความผิดปกติของสมองแต่กำเนิด เนื้องอก
ปัจจัยที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดอาการชัก
อารมณ์เครียด การอดนอน การท างานเหนื่อยมาก
อารมณ์เครียด การอดนอน การท างานเหนื่อยมาก
เมื่อร่างกายมีภาวะปกติ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ การมีแสงจ้าเกินไป การหายใจยาวและลึก (Hyperventilation)
ภาวะที่ร่างกายขาดออกซิเจน
พยาธิสรีรวิทยาการชัก
ในขณะที่เกิดการชักจะมีสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติจากผิวสมอง
ร่วมกับสมองและร่างกายมีการใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ร่างกายมีการตอบสนองโดย
BP จะสูง
ชีพจรเร็ว
มีปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง
ช่วงฟื้นตัวหลังชักร่างกายจะปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลและไม่มีพยาธิ
สภาพของสมองทีเกิดจากการชักหลงเหลือให้เห็น
พยาธิสรีรวิทยาการชัก
ชนิดของการชัก
ชนิดที่เกิดขึ้นทั่วไป (generalized seizure)
การชักที่มีอาการเกร็งและกระตุกทั้งตัว (Gal mal หรือ Tonic –
Conic seizure) การชักชนิดนี้แบ่งเป็นระยะๆ
การชักที่มีลักษณะตาค้างหรือไม่รู้สึกตัวชั่วคราว การชักแบบนี้พบใน
วัยเรียน พบน้อยหลังอายุ 20 ปี
ชนิดที่เกิดเฉพาะที่ (partial or Focal seizure )
การมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหนึ่งหรือสองมัดของร่างกาย
การชักแบบประสาทหลอนหรือมีความผิดปกติทางจิต
การชักที่ไม่สามารถจัดอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง (classification
seizure)
ระยะของการชัก
ระยะที่ 1 อาการนำก่อนการชัก อาการนำ เช่น เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงอาการเตือน (Aura) เกิดก่อนชัก เป็นวินาที หรือนาที ได้แก่ ประสาทหลอน
ระยะที่ 2 ระยะเกร็ง (Tonic seizure) มีอาการเกร็งแข็งของกล้ามเนื้อทั่วๆไป เหมือนไม่กระดาน ท าให้ล้มลง อาจมีน้ าลายมาก อาจมีการกัดฟัน
ระยะที่ 3 ระยะกระตุก (Clonic phase) มีอาการกระตุกของแขนขาระยะแรกจะถี่ ต่อไปค่อยๆลดลง มีเสมหะ มีฟองน้ าลายในปาก อาจมีปัสสาวะราด
ระยะที่ 4 ระยะหลังชัก (Postical phase) เป็นระยะที่กล้ามเนื้อคลายตัว อาจหมดสติต่อไปประมาณ 2-3 นาที อาจหลับต่อ เมื่อตื่นจากชักอาจมีอาการมึนงงศีรษะ และคลื่นไส
การวินิจฉัย
จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย
เจาะเลือด เพื่อแยกสาเหตุจากปัญหาเมตาบอลิก
และอิเล็กโทรลัยท์
ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง
ในบางรายอาจทำ CT, MRI หรือเจาะหลัง
การรักษา
การรักษาตามสาเหตุ
ให้ยาต้านชัก เช่น
• phenytoin, carbamazepine
ในการให้ยาต้านชัก แม้ว่าการใช้ยากันชักตัวเดียวจะใช้ได้ในบางกรณีแต่การให้ยาหลายตัวร่วมกันจะช่วยในการลดพิษของยาได้มากกว่าการใช้ยาตัวเดียว
การชักบางชนิดอาจจ าเป็นต้อง รักษาโดยการผ่าตัด
หลักการพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการชัก
กำจัดสาเหตุและลดปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอาการชัก
ควบคุมอาการชักด้วยยา
การดูแลเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการชักหรืออยู่ในภาวะชักอย่างต่อเนื่อง
การรักษาด้วยการผ่าตัด หรือการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น
การคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
ส่งเสริมการดูแลตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดจากโรคและ
การรักษา
กิจกรรมการพยาบาลเมื่อผู้ป่วยมีอาการชัก
คงไว้ซึ่งการได้รับน้ าและสารอาหารอย่างเพียงพอ
คงไว้ซึ่งการป้องกันอันตรายจากการเกิดภาวะชักเกร็ง
คงไว้ซึ่งการได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในขณะชัก
และหลังชักเกร็ง
จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในที่สงบ ปลอดภัยและยก
ราวกั้นเตียงขึ้นตลอดเวลา
ติดตามประเมินสัญญาณชีพและระดับ
ความรู้สึกตัว อาการหลังชักเป็นระยะๆ
เฝ้าระวังการชักซ้ำ
ดูแลให้รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง
แนะนำห้ามหยุดยารับประทานเอง
แนะนำให้มาพบแพทย์ตามนัด