Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ทฤษฎีทางจิตเวช - Coggle Diagram
ทฤษฎีทางจิตเวช
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม
(Behaviorism Theory)
องค์ประกอบของการเรียนรู้มี 4 ประการ
แรงขับ (Drive)
สิ่งเร้า (Stimulus)
การตอบสนอง (Response)
การเสริมแรง (Reinforcement)
• เชื่อว่าพฤติกรรม ทุกชนิดเกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งเร้า มิใช่มาจากแรงผลักดันในตัวบุคคล หรือจากสัมพันธภาพที่บุคคลมีต่อบุคคลอื่น
• มนุษย์สามารถสร้างสถานการณ์ และวางเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อการมีปฏิกิริยาโต้ตอบตามที่ต้องการได้
• การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสติปัญญา และความรู้สึกได้ ในภายหลังการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คือ การแก้ไขการเรียนรู้ใหม่ เพื่อทดแทนด้วยพฤติกรรมใหม่ที่เหมาะสมกว่า
แนวคิดพฤติกรรมนิยมที่นำมาประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยจิตเวชมี 2 แนวคิด
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
(Classical Conditioning Theory)
อธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าตามธรรมชาติ และสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขกับการ ตอบสนอง พฤติกรรมหรือการตอบสนองที่เกี่ยวข้องมักจะเป็นพฤติกรรมที่เป็นปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex) หรือ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอารมณ์
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
(Operant Conditioning Theory)
• B.F. Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ทำการทดลองด้านจิตวิทยาการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์การเรียนรู้ที่มีการตอบสนองแบบแสดงการกระทำ (Operant Behavior)
• Skinner ได้อธิบายคำว่า " พฤติกรรม " ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตัว คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน (Antecedent) พฤติกรรม (Behavior) ผลที่ได้รับ (Consequence) ซึ่งทั้ง 3 จะดำเนินต่อเนื่องไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมและนำไปสู่ผลที่ได้รับตามลำดับ
พฤติกรรมแปรปรวนตามความเชื่อของนักพฤติกรรมนิยม คือ บุคคลเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อภาวะ Anxiety ซึ่งหากลดลง บุคคลจะตอบสนองด้วยวิธีเดิมซ้ำๆ (เสริมแรง)
กระบวนการรักษา คือ การปรับพฤติกรรมเสียใหม่
ควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วย
ช่วยผู้ป่วยประพฤติในสิ่งที่อยู่บน ความเป็นจริง ที่คนทั่วไปยอมรับ
ปฏิบัติตามเป้าหมายของมาตรฐานทางสังคม
สร้างสถานการณ์ให้เกิดการเรียนรู้ โดยหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่ง
เร้ากับการตอบสนอง
ทฤษฎีกลุ่มมนุษยนิยม
(Humanistic Theory)
เป็นทฤษฎีซึ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิต และเป้าหมายสำคัญของความเป็นมนุษย์
มีความเชื่อว่าจุดหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้นคือความพยายามที่จะได้มาซึ่งความมีสุขภาพดี และความสงบสุขในขอบเขตแห่งชีวิตของตน
เป็นทฤษฎีซึ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิต และเป้าหมายสำคัญของความเป็นมนุษย์
มีความเชื่อว่าจุดหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้นคือความพยายามที่จะได้มาซึ่งความมีสุขภาพดี และความสงบสุขในขอบเขตแห่งชีวิตของตน
1.ทฤษฎีอัตถิภาวะนิยม (Existential Theory)
• ไม่สนใจอดีตมนุษย์มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวตามการรับรู้ของเขาเพียงคนเดียว
• พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนเป็นผลจากการขาดความตระหนักในตนเอง
• สิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นผลให้มนุษย์ปกปิดตนเองวางข้อจำกัดให้กับตนเองมากเกินไป จนทำให้ขาดอิสระในการเลือกแสดงพฤติกรรม
• บุคคลที่ขาดการตระหนักในตนเอง (Insight) จะรู้สึกไม่มีกำลังใจ เศร้าใจ ว้าเหว่
ทฤษฎีกลุ่มปรัชญามนุษยนิยม
(Humanistic Philosophies)
คาร์ล โรเจอร์
(Roger's Self Theory)
• เน้น Client Centered Therapy
• ผู้รักษาทำหน้าที่เพียงสะท้อนให้ผู้ป่วยเห็นความเป็นตัวของตัวเอง
• พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วย ไม่พยายามแนะนำหรือแปลคำพูดของผู้ป่วย
• ถ้าผู้ป่วยสามารถระบายปัญหาของตนเองออกมาจะทำให้มองปัญหาในลักษณะกว้างขึ้น
• ในกระบวนการรักษาเน้นการให้คำปรึกษาเป็นหลักสำคัญ
• ดึงศักยภาพและเหตุผลของผู้ป่วย ออกมาใช้โดยตัวผู้ป่วยเอง
• เน้น Non-directive คือไม่แนะนำแต่เน้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยพยาบาลสะท้อนกลับคำพูดของผู้ป่วยเป็นสำคัญ (Reflecting)
ทฤษฎีตัวตน
(Self-Theory)
ตนที่ตนมองเห็น (Self-concept) (เราเห็น)
คือ ภาพของตนที่เห็นเองว่าตนเป็นอย่างไร อาจจะมีหลายแง่หลายมุม ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือตรงตามภาพที่คนอื่นเห็น
ตนตามที่เป็นจริง (Real self) (คนอื่นเห็น)
คือ ลักษณะตัวตนที่เป็นไปตามข้อเท็จจริง แต่บ่อยครั้งที่ตนมองไม่เห็นข้อเท็จจริงของตน
ตนตามอุดมคติ (Ideal self) (เราต้องการ)
คือ ตัวตนที่อยากมี อยากเป็น แต่ยังไม่มี ไม่เป็นในสภาวะปัจจุบัน
ทฤษฎีชีวภาพทางการแพทย์
(Biological Theory)
• เน้นในเรื่องการค้นหาสาเหตุของการเจ็บป่วยและการบำบัดทางด้านชีวภาพ โดยที่สาเหตุความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ให้ข้อสรุปที่ตรงกันว่าเป็นความผิดปกติของสมองส่วนใด
• การรักษามุ่งให้อาการทางจิตทุเลาลง หรือสามารถทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้
สาเหตุของความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม
1.สารสื่อประสาท(neurotransmitter) ได้แก่ Dopamine, Norepinephrine, Serotonin, Acetylcholine, GABA
ความผิปกติของโครงสร้างและการทำงานของสมอง
พัฒนาการของเซลล์ประสาท (Neural Development)
พันธุกรรม (Genetic Studies)
ฮอร์โมน
การบำบัดรักษา มีรูปแบบเดียวกับการรักษาโรคฝ่ายกาย
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า
การผ่าตัดสมองเพื่อลดอาการทางจิต ของผู้ที่มีอาการทางจิต รุนแรงและเรื้อรัง
การใช้ฮอร์โมนบำบัด
โภชนบำบัด
โดยความเชื่อที่ว่าการรักษาเหล่านี้จะสามารถทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงโดยไปทำให้ระดับของสารสื่อประสาทกลับสู่สภาพปกติจะช่วยควบคุมอาการหรือการรักษาโรคได้
ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของซัลลิแวน
(Interpersonal Theory)
• เชื่อว่า บุคลิกภาพระหว่างบุคคลกิดจากการสร้างสัมพันธภาพของบุคคลมากกว่าความขัดแย้งภายในใจ หรืออาจอธิบายได้ว่า พฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นผลมาจาก สัมพันธภาพระหว่างบุคคล
• พฤติกรรมที่ผิดปกติและการเจ็บป่วยทางจิตเป็นผลมาจากการที่บุคคลไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้เหมาะสม
• การบำบัดรักษาจึงเน้นที่การแก้ไขประสบการณ์ที่บุคคลเคยมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น โดยการใช้ประสบการณสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับผู้บำบัดเป็นสื่อให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งเป็น การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วย สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นต่อไปได้
การปฏิบัติการพยาบาล
2.ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโดยการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด (Nurse-patient Relationship) พยาบาล จะต้องช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะขจัดความวิตกกังวลของตนเองและคำนึงถึงความต้องการของผู้อื่นด้วย
3.กระตุ้นสนับสนุนให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ให้มีความสัมพันธ์ในทางที่เหมาะสมถูกต้อง (Improve Interpersonal Relationship)
1.ให้การพยาบาลแบบองค์รวม
4.ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย (security)
5.การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการอบรมเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ทารก โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกเพื่อป้องกัน การเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต
6.ช่วยเหลือผู้ป่วยค้นหาจุดดีของตนเอง (good me) พยายามควบคุมจุดที่คิดว่าตนเองด้อยหรือตนองสับสน เพื่อจะได้เผชิญกับปัญหาต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ