Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ผู้ป่วยหญิงไทยวัยสูงอายุ อายุ 74 ปี Dx. Hospital Acquired Pneumonia U/D.…
ผู้ป่วยหญิงไทยวัยสูงอายุ อายุ 74 ปี
Dx. Hospital Acquired Pneumonia
U/D. Hypertention, DM, Asthma, Bullous Pemphigoid
Bullous Pemphigoid
ความหมาย
เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เกิดจากการสร้างโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลิน ไปทำลายการยึดเกาะของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกกันของชั้นผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหรือบริเวณรอยต่อของหนังกำพร้าและหนังแท้ ทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นที่ผิวหนังหรือเยื่อบุต่าง ๆ
พยาธิสภาพ
ลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาของโรคเพมฟิกอยด์ จะพบเป็นตุ่มน้ำบริเวณใต้ชั้นเบซัลเซลล์ (basal
cell) ของเยื่อบุผิวหนังกำพร้า (subepidermal vesicle) โดยมีของเหลวภายในตุ่มน้ำที่มักจะพบเซลล์อักเสบชนิดอีโอซีโนฟิล (eosinophils) บริเวณผิวหนังข้างๆ กับถุงน้ำอาจพบบวมน้ำระหว่างเซลล์ที่มีเซลล์อักเสบชนิดอีโอซีโนฟิล (eosinophilic spongiosis) สำหรับชั้นหนังแท้ (Dermis) มักจะพบเซลล์อักเสบชนิดอีโอซีโนฟิล (eosinophils) ร่วมกับเซลล์อักเสบลิมโฟไซต์ (lymphocytes) พลาสมาเซลล์ (plasma cells) และนิวโทรฟิล (neutrophils) สะสมอยู่บริเวณชั้นหนังแท้ด้านบน (superficial dermis) และสะสมอยู่บริเวณรอบหลอดเลือด (perivascular infiltration) เซลล์อักเสบอาจจะมีจำนวนมากหรือน้อยก็ได้
สาเหตุของการเกิดโรค
ทฤษฎี
เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของตนเอง
มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
เกิดจากร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อโปรตีนที่ยึดชั้นผิวหนังกำพร้ากับหนังแท้ทำให้เกิดตุ่มน้ำใส
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าในครอบครัวไม่เคยมีใครป่วยเป็นโรคนี้มาก่อน
ผู้ป่วยอายุ 74 ปี
ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าตามร่างกายมีตุ่มน้ำขึ้นมาเอง
อาการของโรค
ทฤษฎี
มีตุ่มน้ำพองขนาดต่าง ๆ ที่มีน้ำใสอยู่ภายในตุ่มขึ้นตามร่างกาย
อาจมีอาการคันร่วมด้วย
ตำแหน่งที่พบตุ่มน้ำได้บ่อยได้แก่ แขน ขา ข้อพับ
เมื่อตุ่มน้ำแตกออกจะเกิดแผลถลอกและมีโอกาสติดเชื้อร่วมด้วย
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยมีตุ่มน้ำพองขึ้นตามร่างกาย และตุ่มน้ำบางบริเวณแตกเป็นสะเก็ดแผล โดยเป็นมานาน 2 ปี
ผู้ป่วยมีอาการคันบริเวณที่ตุ่มน้ำแตกออกเป็นสะเก็ดแผล
พบรอยสะเก็ดบาดแผลบริเวณทั่วร่างกายผู้ป่วย แขน ขา หน้าท้อง
เมื่อตุ่มน้ำแตกออกเป็นแผลถลอก มีเลือดซึมออกจากสะเก็ดแผลบางแห่ง มีการติดเชื้อที่ผิวหนังร่วมด้วย
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
มีแผลพุพองติดเชื้อเนื่องจากสุขวิทยาส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง
ข้อมูลสนับสนุน
S: ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าอยู่ ๆ ก็มีตุ่มน้ำขึ้นตามร่างกายเอง เป็นมาเกือบ 2 ปีแล้ว
O: ตามร่างกายผู้ป่วยพบบาดแผลถลอกและสะเก็ดแผลมีเลือดซึม บางแห่งเป็นรอยแผลเป็นผิวหนังแห้งสะเก็ดเป็นขุย มีกลิ่นเหม็น
จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้แผลที่ผิวหนังผู้ป่วยหายจากการติดเชื้อ
เกณฑ์การประเมิน
แผลผู้ป่วยแห้งขึ้น
แผลผู้ป่วยมีลักษณะแคบลง
แผลผู้ป่วยไม่ถลอกและไม่มีเลือดซึมเพิ่มขึ้น ไม่มีบวม แดง ร้อน
กิจกรรมการพยาบาลและเหตุผลการพยาบาล
แนะนำไม่ให้ผู้ป่วยแกะเกาบริเวณบาดแผลที่คันเพื่อป้องกันการถลอกของแผลเพิ่มขึ้น
ดูแลสระผมและอาบน้ำให้ผู้ป่วยโดยการฟอก Povidine Scrub ก่อนสระผมและอาบน้ำให้ผู้ป่วยเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
หลังดูแลผู้ป่วยอาบน้ำเสร็จแล้วเช็ดตัวผู้ป่วยให้แห้งและทาโลชั่น T.A milky เพื่อให้ผิวหนังผู้ป่วยชุ่มชื้น
ดูแลตัดเล็บผู้ป่วยให้สั้นเพื่อป้องกันผู้ป่วยแกะเกาบาดแผลขณะนอนหลับ
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกัน Dexamethazone ยา Prednisolone และยา Hydroxyzine ตามแผนการรักษาของแพทย์ และสังเกตผลข้างเคียงของการได้รับยาสเตรียรอยด์ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง คลื่นไส้ อาเจียน ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของตุ่มน้ำพองและป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียงของยา
แนะนำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามกำหนดทุกครั้งเพื่อให้ได้รับยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง
ประเมินบาดแผลตามร่างกายของผู้ป่วยว่ามีลักษณะบวม แดง ผิวหนังร้อน มีสารคัดหลั่งซึมออกมาหรือไม่เพื่อประเมินการติดเชื้อที่แผลของผู้ป่วย
วัดอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีไข้หรือไม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการติดเชื้อ
แนะนำผู้ป่วยเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านให้รักษาความสะอาดร่างกายตนเองโดยการอาบน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังอาบน้ำ ไม่แกะเกาแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
ภาวะแทรกซ้อน
ทฤษฎี
ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อทางผิวหนังอย่างเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อไวรัสโรคเริม งูสวัด
มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงจนถึงขั้นเสียชิวิตได้
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยมีแผลถลอดและมีสะเก็ดแผลเลือดออกตามร่างกาย
ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระพุทธบาทด้วยอาการหายใจหอบเหนื่อยร่วมกับแผลพุพองลุกลามจนมีการติดเชื้อที่บาดแผล 1 เดือน
การรักษา
ทฤษฎี
ให้ยา Prednisolone ในการรักษา
แพทย์อาจพิจารณาให้ยากดภูมิคุ้มกัน
ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับยา Prednisolone ตามแผนการรักษาของแพทย์
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
ข้อที่ 3. มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากได้รับยากดภูมิคุ้มกันมาเป็นเวลานาน
ข้อมูลสนับสนุน
S: ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าพบแพทย์ที่คลีนิคเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอพระพุทธบาทเพื่อรับยาโรคผิวหนัง
O: ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกันมาเป็นเวลา 2 ปี ได้แก่ยา Prednisolone และยา Dexamethazone
O: Complete Blood Count (8/1/2566) ค่า WBC = 7870 cell/mm3
จุดมุ่งหมาย
เพื่อไม่ให้ร่างกายผู้ป่วยติดเชื้อ
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยสามารถอธิบายย้อนกลับได้ว่าตนเองต้องปฏิบัติตนอย่างไรถูกต้อง 4 ใน 7 ข้อ
กิจกรรมการพยาบาลและเหตุผลทางการพยาบาล
แนะนำผู้ป่วยให้รักษาความสะอาดของตนเองเสมอเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันอาการคันตามร่างกายหากผิวหนังไม่สะอาด
ตัดเล็บผู้ป่วยให้สั้นเพื่อป้องกันการเผลอแกะเกาผิวหนังขณะนอนหลับทำให้ผิวหนังถลอก
แนะนำผู้ป่วยให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันสัมผัสเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
แนะนำผู้ป่วยให้นอนหลับพีกผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อให้ร่างกายมีการพักผ่อนอย่างเพียงพอและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัดเยอะหากไม่จำเป็นและใส่หน้ากากอนามัยสองชั้น เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคจากบุคคลอื่น
แนะนำผู้ป่วยหากซักผ้าให้ล้างผงซักฟอกออกให้หมดเพื่อป้องกันอาการคันตามผิวหนังเวลาสวมใส่เสื้อผ้าหากล้างสารเคมีออกไม่หมด
แนะนำผู้ป่วยให้ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดและรับประทานอาหารที่มีปรุงสุกเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกัน Dexamethazone 4 mg ทางหลอดเลือดดำขณะอยู่โรงพยาบาล
ผู้ป่วยไม่ได้พบแพทย์ตามกำหนดมา 3 เดือน ทำให้ได้รับยากดภูมิคุ้มกันไม่ต่อเนื่อง
Diabetes Mellitus
ความหมาย
เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากเกิดเป็นเวลายาวนานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
พยาธิสภาพ
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่มีความผิดปกติที่ตับอ่อน ทำให้มีการสร้างและการหลั่งอินซูลินได้น้อยลง เซลล์ไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ มีผลให้เซลล์ดังกล่าวไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
สาเหตุของการเกิดโรค
ทฤษฎี
กรรมพันธุ์
น้ำหนักเกินมาตรฐาน
อายุที่เพิ่มมากขึ้น
โรคของตับอ่อน
การได้รับยาบางชนิดที่ทำให้มีการสร้างน้ำตาลเพิ่มขึ้น
กรณีศึกษา
ในครอบครัวผู้ป่วยไม่มีใครเป็นโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยน้ำหนัก 69 กิโลกรัม ส่วนสูง 161 เซนติเมตร ค่า BMI = 26.62
ผู้ป่วยอายุ 74 ปี
ผู้ป่วยได้รับยาสเตียรอยด์รักษาโรคทางผิวหนัง Dexamethazone ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
อาการของโรค
ทฤษฎี
ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก
กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก
น้ำหนักตัวลด
รับประทานอาหารจุเพิ่มขึ้น
ปัสสาวะมีมดขึ้น
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยปัสสาวะวันละ 5 - 6 ครั้ง บางคืนอาจสะดุ้งตื่นมาปัสสาวะด้วย
ผู้ป่วยดื่มน้ำวันละ 1500 มิลลิลิตร
ผู้ป่วยน้ำหนักตัวไม่ลด
ผู้ป่วยรับประทานอาหารหมดถาดทุกมื้อขณะรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล
น้ำตาลในเลือดผู้ป่วย (10/1/2566)
07:00 = 217 mg/dl
11:00 = 280 mg/dl
16:00 = 190 mg/dl
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
ข้อที่ 4 น้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากไม่รับประทานอาหารให้ตรงกับโรค
ข้อมูลสนับสนุน
S: ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าดื่มน้ำหวานใส่โซดาทุกวันและตอนเช้าดื่มกาแฟผสมครีมเทียม 3 ช้อนโต๊ะ ทุกวัน ไม่ทราบว่ากาแฟใส่ครีมเทียมมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
O: ระดับน้ำตาลในเลือด วันที่ 10/1/2566
07:00 = 217 mg/dl
11:00 = 280 mg/dl
16:00 = 190 mg/dl
จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้ผู้น้ำตาลในเลือดผู้ป่วยลดลง
เกณฑ์การประเมินผล
ผู้ป่วยสามารถอธิบายย้อนกลับถูกต้อง 6 ข้อ จาก 10 ข้อ
น้ำตาลในเลือดผู้ป่วยลดลง
กิจกรรมการพยาบาลและเหตุผลทางการพยาบาล
อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการรับประทานอาหารหวานว่าอาหารประเภทใดบ้างที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ กาแฟใส่ครีมเทียม ผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย มะม่วงสุก เพื่อให้ผู้ป่วยทราบถึงประเภทอาหารที่มีน้ำตาลสูง
แนะนำผู้ป่วยว่าสามารถรับประทานอาหารหวานได้แต่ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลงและรับประทานสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้งแทน หากวันไหนดื่มน้ำหวานใส่โซดาก็ไม่ต้องรับประทานขนมหวาน เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการควบคุมน้ำตาล
อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงผลเสียของโรคเบาหวานให้ผู้ป่วยทราบเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญการลดระดับน้ำตาลในเลือด
ดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการฉีดยาอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลเลือดและสังเกตผลข้างเคียงของยา ได้แก่ หน้ามืด ใจสั่น น้ำตาลในเลือดต่ำ
ภาวะแทรกซ้อน
ทฤษฎี
อาการชาตามปลายเท้า
ดวงตามองเห็นภาพมัวลง
มีภาวะไตวายเรื้อรัง
มีภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ
แผลหายช้า
ภูมิคุ้มกันต่ำเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดมาใช้งานได้ตามปกติ ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่ดี ร่างกายกำจัดเชื้อโรคได้น้อยลง
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยมีแผลพุพองและแผลตกสะเก็ดตามร่างกายเนื่องจากโรคผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน Bullous Pemphigoid มา 2 ปี
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากโรงพยาบาล (8/1/2566)
Complete Blood Count (8/1/2566) ค่า WBC = 7870 cell/mm3
การรักษา
ทฤษฎี
การรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
การรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลินใต้ชั้นผิวหนัง
การรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลแบบรับประทานร่วมกับการฉีดยาอินซูลิน
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน RI วันละ 3 ครั้ง ได้แก่ 07:00, 11:00, 16:00 ตามระดับแผนการรักษาแพทย์
Hypertention
ความหมาย
โรคความดันโลหิตสูง คือภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงผิดปกติ คือมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 mmHg ซึ่งอาจไม่แสดงให้เห็นอาการแต่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ
พยาธิสภาพ
1.ตัวรับความดันโลหิตและตัวรับเคมีในหลอดเลือดแดง
1.1 ตัวรับคาโรติดไซนัสเอออร์ต้า มีหน้าที่ตรวจสอบความดันในหลอดเลือดแดง และ ส่งสัญาณในการลดความดันในหลอดเลือดแดงโดยผ่านประสาทเวกัส ทำให้หลอดเลือดดำขยายตัว หัวใจจึงเต้นช้าลง
1.2 นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบชิมพาเธติคให้ทำงานลดลง ทำให้การทำงานของหัวใจเต้นช้าลง การบีบตัวลดลง
1.3 ตัวรับเคมีในหลอดเลือดแดงอยู่ที่ เมดัลลาของสมอง หลอดเลือดคาโรติดและเอออร์ติกบอดี้ ไวต่อการเปลี่ยนแปลงออกซิเจน ทำให้เกิด Reflex ลดความดันเลือดลง
การควบคุมปริมาตรน้ำในร่างกาย
2.1 เมื่อร่างกายมีสารน้ำและโซเดียมสูงขึ้น ไตขับน้ำและเกลือออกจากร่างกาย ระดับความดันโลหิตลดลง
2.2 ในทางตรงข้ามถ้ามีน้ำและโซเดียมในร่างกายน้อยจะดูดน้ำและโซเดียมกลับมากขึ้น
ระบบเรนนินแอนจิโอเทนซิน
เรนินสร้างจากไต สามารถเปลี่ยนแอนจิโอเทนซิโนเจนให้เป็นแอนจิโอเทนซิน 1
(Angiotensin 1) แอนจิโอเทนซิน คอนเวิร์สติ้ง ฮอร์โมน (Converting enzyme) เปลี่ยนแอนจิโอเทนซิน 1 เป็น แอนจิโอเทนซิน 2 ซึ่งมีฤทธิ์ให้หลอดเลือดหดตัว กระตุ้น การหลั่งอัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ของต่อมหมวกไต (Adrenal
grand) โดยรวมมีผลเพิ่มการทำงานของซิมพาเธติค ยับยั้งการขับโซเดียมออกจากร่างกาย และเพิ่มความต้านทางหลอดเลือดส่วนปลาย
การควบคุมตัวเองของหลอดเลือด
เป็นการปรับตัวของหลอดเลือดเมื่อปริมาตรของเลือดเปลี่ยนแปลง มีการหดและขยายส่งผลต่อระดับความดันโลหิตโดยตรง
สาเหตุ
ทฤษฎี
การเพิ่มขึ้นของปริมาตรเลือดส่งออกจากหัวใจต่อนาที (Cardiac output) โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาตรเลือด ได้แก่ ปริมาตรเลือดที่เพิ่มมากขึ้นและกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาเพิ่มขึ้น
การที่หลอดเลือดตีบแข็งเนื่องจากไขมันไปอุดตันในหลอดเลือดมากขึ้นในผู้สูงอายุ
การรับประทานโซเดียมมากเกินไป
ความเครียด
5.การใช้สิ่งเสพติด
โรคทางพันธุกรรม
กรณีศึกษา
มารดาของผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยอายุ 74 ปี
ผู้ป่วยค่า BMI 26.62 อ้วนระดับ 2
ในอดีตผู้ป่วยเคยดื่มสุรา แต่เลิกได้ 20 ปีแล้ว
ผู้ป่วยมีความโศกเศร้าต่อการจากไปของลูกชาย
อาการ
ทฤษฎี
ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยในตอนเช้าที่เพิ่งตื่นนอน
มีอาการเวียนศีรษะ มึนงง
เลือดกำเดาไหล
หายใจลำบากขณะออกแรงทำงานหนัก
กรณีศึกษา
บางวันผู้ป่วยมีอาการเวียนหัวเวลาทำงานบ้าน พอนั่งพักและดมยาดมอาการก็จะดีขึ้น
ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าบางวันขณะอยู่ที่บ้านเคยปวดศีรษะท้ายทอย
ความดันโลหิตผู้ป่วย
8/1/2566 = 170/80 mmHg
9/1/2566 = 165/76 mmHg
10/1/2566 = 173/75 mmHg
การรักษา
ทฤษฎี
รักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การจัดการอารมณ์
การรักษาโดยการใช้ยา ได้แก่ ยากลุ่ม beta - blocker ยากลุ่ม Calcium Channel Blocker ยา ACEI ยาขับปัสสาวะ ยาต้านอะดรีเนอจิก
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยรับการรักษาโดยการรับประทานยา Amlodipine 10 mg/tab วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า เป็นยากลุ่ม calcium channel blocker ร่วมกับคำแนะนำในการควบคุมน้ำหนัก
ภาวะแทรกซ้อน
ทฤษฎี
หลอดเลือดสมองแตก
โรคหัวใจขาดเลือด
ภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงในดวงตา
ภาวะไตวายเรื้อรัง
ภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพอง
ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลงจากการที่หลอดเลือดแดงถูกทำลายเนื่องจากแรงดันเลือดสูงขึ้น
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยมีการติดเชื้อที่ปอดเนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงร่วมกับได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
Hospital Acquired Pneumonia
ความหมาย
ปอดอักเสบติดเชื้อจากในโรงพยาบาล หมายถึงการอักเสบของเนื้อเยื่อปอดจากการติดเชื้อที่เกิดขึ้นหลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
พยาธิสภาพ
ระยะบวมคั่ง (stage of congestion or edema) เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ปอดจะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง มีเลือดมาคั่งในบริเวณที่มีการอักเสบ หลอดเลือดขยายตัวมีเม็ดเลือดแดงไฟบริน และเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลออกมากินแบคทีเรีย ระยะนี้กินเวลา 24-46 ชั่วโมง หลังจากเชื้อเข้าสู่ปอด
ระยะเนื้อปอดแข็ง (stage of consolidation) ระยะแรกจะพบว่ามีเม็ดเลือดแดงและไฟบรินอยู่ในถุงลมเป็นส่วนใหญ่ หลอดเลือดฝอยท่อผนังถุงลมปอดขยายตัวมากขึ้นทำให้เนื้อปอดเป็นสีแดงจัดคล้ายตับสด (red hepatization) ในเวลาต่อมาจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวเข้ามาแทนที่เม็ดเลือดแดงในถุงลมมากขึ้น เพื่อกินเชื้อโรคระยะนี้ถ้าตัดเนื้อปอดมาดูจะเป็นสีเทาปนดำ (grey hepatization)เนื่องจากมีหนอง (exudate) ไฟบรินและเม็ดเลือดขาว หลอดเลือดฝอยที่ผนังถุงลมปอดก็จะหดตัวเล็กลง ระยะนี้กินเวลา 3-5 วัน
ระยะปอดฟื้นตัว (stage of resolution) เมื่อร่างกายสามารถต้มทานโรคไว้ได้เม็ดเลือดขาว
สามารถทำลายแบคที่เรียที่อยู่ในถุงลมปอดได้หมด จะมีเอนไซม์ออกมาละลายไฟบรินเม็ดเลือดขาวและหนองจะถูกขับออกมาเป็นเสมหะ เนื้อปอดมักกลับคืนสู่สภาพปกติได้ การอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดจะหายไปหรือมีพังพืดขึ้นแทน ระยะฟื้นตัวในเด็กและวัยรุ่นแต่ในคนสูงอายุจะช้า ระยะฟื้นตัวในเด็กประมาณ 5 วัน ผู้ใหญ่ 2 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเกิน 6 สัปดาห์ ถ้าเกิน 6 สัปดาห์ต้องนึกถึงการมีโรคอื่นเป็นพื้นฐานอยู่เดิม เช่น มะเร็งปอดหรือหลอดลม เป็นต้น
สาเหตุของการเกิดโรค
ทฤษฎี
ผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่า 48 ชั่วโมง
ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจเป็นเวลานาน
การสูดสำลักเอาควันหรือสารเคมีเข้าปอด
อากาศที่เย็นชื้นเกินไป
เชื้อโรคเข้าสู่ปอด
กรณีศึกษา
1 สัปดาห์ก่อนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบเหนื่อยและแผลติดเชื้อพุพองลุกลามนาน 5 วัน
อาการของโรค
ทฤษฎี
มีไข้สูง หนาวสั่น เหนื่อยหอบ
ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ต่อมาอาจมีเสมหะเหนียวข้นเป็นสีเหลือง มีอาการเจ็บหน้าเมื่อไอแรง ๆ
ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ (Crepitation) บริเวณที่ปอดมีการอักเสบ
กรณีศึกษา
แรกรับผู้ป่วยมีไข้ 38.2 องศาเซลเซียส
ไอมีเสียงเสมหะ ไม่เจ็บหน้าอก
ฟังปอดได้ยินเสียง wheezing บริเวณปอดบนทั้งสองข้าง
แรกรับผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบ Oxygen Saturation RA 93%
อัตราการหายใจ 24 ครั้ง/นาที
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ข้อที่ 1 มีโอกาสเกิดภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากมีการติดเชื้อที่ปอด
ข้อมูลสนับสนุน
S: ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าขณะทำงานบ้านอยู่แล้วรู้เหนื่อยหอบมาก
O: ผู้ป่วยขณะนอนพักบนเตียงมีอาหารหายใจหอบเหนื่อย
O: ฟังปอดผู้ป่วยสองข้างได้ยินเสียง Wheezing
O: ผล film chest x-ray pervihilar infilltration
O: Oxygen Saturation 8/1/2566 on Cannula = 96%
จุดมุ่งหมาย
เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะพร่องออกซิเจน
เกณฑ์การประเมิน
เสียง wheezing ที่ปอดสองข้างเบาลง
Oxygen Saturation RA มากกว่าหรือเท่ากับ 95%
ผู้ป่วยหายใจอยู่ที่ 18-20 ครั้ง/นาที, อัตราการหายใจ 60 - 100 ครั้ง/นาที, ผู้ป่วยไม่มีอาการกระสับกระส่าย
กิจกรรมทางการพยาบาลและเหตุผลการพยาบาล
จำกัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยพักผ่อนอยู่บนเตียงเพื่อป้องการเกิดอาการหอบเหนื่อย
ฟังปอดทั้งสองข้างของผู้ป่วยเพื่อประเมินว่าได้ยินเสียง Wheezing อยู่หรือไม่
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการพ่นยาขยายหลอดลม Inhaler forte 1NB ทุก 4 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก
1 more item...
ภาวะแทรกซ้อน
ทฤษฎี
อาจทำให้เป็นฝีในปอด
เชื้อมีโอกาสแพร่เข้าสู่กระแสเลือดกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ
ภาวะหายใจล้มเหลว
ภาวะความดันโลหิตตกจากโรคติดเชื้อ
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ จากโรคปอดอักเสบ
การรักษา
ทฤษฎี
การให้ยาปฏิชีวนะ ใช้สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อแบครีเรีย
การรักษาประคับประคองจากการติดเชื้อไว้รันแพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดไข้ร่วมกับยาละลายเสมหะ
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับการพ่นยา inhaled forte 1 NB ทุก 4 ชั่วโมง
ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ sulperazone ทางหลอดเลือดดำ ทุก 12 ชั่วโมง
ผู้ป่วยได้รับยา Azithomycin 25 mg/tab
Asthma
สาเหตุของการเกิดโรค
ทฤษฎี
การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการทางระบบหายใจ เช่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ไรฝุ่น
การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
การสัมผัสกับอากาศเย็น
ออกกำลังกายหักโหมเกินไป
ภาวะกรดไหลย้อน
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าที่บ้านผู้ป่วยเลี้ยงสุนัขจำนวน 8 ตัว
ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากโรงพยาบาล
ลูกชายและสามีของผู้ป่วยสูบบุหรี่เป็นประจำ
อาการของโรค
ทฤษฎี
ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบเหนื่อยง่าย หายใจเสียงดังวี้ด
ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย
มักจะมีอาการเกิดขึ้นในตอนกลางคืน
มีอาการหวัดลงปอดหรือการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจซ้ำๆ
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยไอมีเสียงเสมหะ
ฟังปอดผู้ป่วยได้ยินเสียง wheezing ปอดบนทั้งสองข้าง
ผู้ป่วยขณะอยู่โรงพยาบาลหากเดินไปเข้าห้องน้ำจะมีอาการหอบเหนื่อย
ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าบางครั้งที่อยู่บ้านเวลากลางคืนต้องลุกขึ้นมาพ่นยา
ภาวะแทรกซ้อน
ทฤษฎี
มีโอกาสเกิดภาวะปอดแฟบ
มีโอกาสเกิดอุดกั้นเรื้อรัง
3.การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ
มีภาวะหายใจล้มเหลว
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากโรงพยาบาลมาด้วยอาการไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย 1 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล
การรักษา
ทฤษฎี
การใช้ยาควบคุมโรคหอบหืด (controllers) ยาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือยาคอร์ติโคสชนิดสูด
ยาที่บรรเทาอาการของโรคหอบหืด ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบหืด ได้แก่ ยาขยายหลอดลมชนิดสูดที่ออกฤทธิ์เร็ว
กรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับยา ventolin เป็นยาขยายหลอดลม ใช้พ่นเมื่อมีอาการหอบหืด
พยาธิสภาพ
หลอดลมของผู้ป่วยมักไวต่อสารกระตุ้น (bronchial hyperresponsiveness) เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้จะเกิดการอักเสบในหลอดลม สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะกระตุ้น T และ B lymphocyte ให้ผลิตสาร interleukin-3 และ 4 เพื่อกลับไปกระตุ้นให้ B lymphocyte ผลิต IgE มาตอบสนองต่อตัวกระตุ้น หลังจากนั้น IgE จะไปกระตุ้น mast cell, macrophages, eosinophils, neutrophils และ lymphocytes ที่ผนังหลอดลมให้หลั่งสารอักเสบออกมาที่ผนังหลอดลมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดลม โดยพบมี epithelial cell ของผนังหลอดลมลอกหลุด มีการสร้างสารเมือกมากขึ้นในหลอดลม ส่วน basement membrane ของผนังหลอดลมมีการหนาตัวขึ้น และเซลล์กล้ามเนื้อหลอดลมเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ความหมาย
โรคหอบหืด (Asthma) หมายถึง โรคทางเดินหายใจซึ่งมีความไวเกินของหลอดลมในการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งระคายอื่น ๆ ทำให้หลอดลมตีบตัวลง โดยจะแสดงอาการทางคลีนิคให้พบได้คือผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ หายใจมีเสียงวี้ด