Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Mindmap วิวัฒนาการแนวคิด หลักการสาธารณสุขและการพยาบาลชุมชน - Coggle Diagram
Mindmap วิวัฒนาการแนวคิด หลักการสาธารณสุขและการพยาบาลชุมชน
1วิวัฒนาการของสาธารณสุขในประเทศไทย แบ่งตามสมัย (เชียงแสน สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และ รัตนโกสินทร์)
สมัยเชียงแสน
การสาธารณสุขได้รับแนวทางความเชื่อตามศาสนาพุทธ และส่วนหนึ่งได้รับแนวทางมาจากจีนด้วย มีเหตุการณ์สำคัญ คือ พระเจ้าชัยวรมันที่7 แห่งอาณาจักรขอม ได้ทรงสร้างสถานพยาบาลเรียกว่า’อโรคยาศาลา’ขึ้น 102 แห่งในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและใกล้เคียงประเทศไทย
สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ไว้บนเขาหลวง(เขาสรรพยา)การรักษาพยาบาลมีการใช้ยาไทย ยาพื้นบ้าน สมุนไพร และการรักษาด้วยวิธีการต่างๆตามความเชื่อของกลุ่มชนและโดยที่ศาสตร์การดูแลสุขภาพจากขอมมีบทบาทมากในสมัยสุโขทัย และแนวทางการรักษาพยาบาลบางส่วนได้รับอิทธิพลจากการแพทย์แบบอินเดีย
สมัยกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะของการผสมผสาน ประยุกต์มาจากการแพทย์ของอินเดียที่เรียกว่า “ อายุรเวท”และการแพทย์ของจีน รวมทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชน แนวคิดหลักของการแพทย์ไทยแบบอายุรเวท มีเป้าหมายที่สภาวะสมดุลของธาตุ4 อันเป็นองค์ประกอบของชีวิต ผู้ที่จะเป็นแพทย์ได้ต้องมีวัตรปฏิบัติที่งดงามในทุกด้านและด้านต้องมีความกตัญญู รู้คุณครูบาอาจารย์ ซึ่งแพทย์ไทยถือว่าครูดั้งเดิมคือพระฤาษี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยราชการที่1 จนถึงถึงรัชการที่3 ระบบสาธารณสุขของประเทศในขณะนั้นอาศัยการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นการสืบสานวิทยาการ วัฒนธรรมและประสบการณ์จากหลากหลายแหล่ง คือ ขอม อินเดีย ลาว และ จีน สะสมและก่อรูปกลายเป็นระบบการรักษาโรคแบบดั้งเดิมของไทย ปรากฎหลักฐานว่ารัชกาลที่3 ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเชตุพนฯโปรดเกล้าฯให้จารึกตำรายาไว้บนแผ่นหินอ่อนประทับไว้ตามผนังโบสถ์ และศาลารายในบริเวณวัด มีตำราบอกสมุฏฐานของโรคและวิถีบำบัด นับได้ว่าเป็น “มหาวิทยาลัยเปิด”แห่งแรกในประเทศไทย
2 ยุควิวัฒนาการของการสาธารณสุขไทย
ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
สุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นความรับผิดชอบของครอบครัวและหมอพื้นบ้านรัฐบาลแสดงบทบาทไม่มากนัก
สมัยรัชกาลที่5 เริ่มนำแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในปี พ.ศ.2431 ได้สร้างโรงพยาบาลศิริราชพยาบาลขึ้นเป็นโรงพยาบาลสำหรับสาธารณชน จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ของประเทศไทย
ในสมัยรัชการที่6 ได้มีการปฏิรูประบบการเรียนการสอนแพทย์และพยาบาลของประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากต่างประเทศ โดยผ่านมูลนิธิรอคกี้เฟลเลอร์
ปรับปรุงระบบการเรียนการสอนของแพทย์ให้ได้มาตรฐานสากลอย่างจริงจัง
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องชะงักและชะลอตัวลง เพราะขาดการสนับสนุนจากทางรัฐ
ระบบการสาธารณสุขไทยจากบนลงล่าง
ปี พ.ศ.2461 มีการจัดตั้ง “กรมสาธารณสุข”ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย(สมัยนั้นเรียกว่ากระทรวงธรรมการ)เพื่อให้มีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยเฉพาะในชนบท
-มีการจัดตั้งเป็นโอสถศาลา/สุขศาลา
-ในยุคนี้มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ รวมทั้งการพัฒนางานทางด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม มีการควบคุมโรคติดต่อต่างๆมาก
ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
~ปี พ.ศ.2477 ประกาศพรบ.การสาธารณสุข
~เริ่มสร้างโรคพยาบาลประจำจังหวัด และโรงพยาบาลเฉพาะโรคในแต่ละภูมิภาค
3 ยุคตั้งกระทรวงการสาธารณสุข
~พ.ศ.2476ได้จัดตั้งเป็นกระทรวงสาธารณสุข
~พ.ศ.2500มีการจัดตั้งโรงพยาบาลในระดับจังหวัดจนครบถ้วนทุกจังหวัด
พ.ศ.2495 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงสาธารณสุข
~เริ่มแล้วแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่1 เร่งสร้างสร้างโรงพยาบาล
~ปรับโครงสร้างสุขศาลา มาเป็น”สถานีอนามัยชั้น1”และ”สถานีอนามัยชั้น2”
~เริ่มมีการจัดตั้งโรงพยาบาลเอกชน
~ปรับโครงสร้างระบบการผลิตแพทย์พยาบาลเพื่อเพิ่มอัตรากำลังเข้าสู่ระบบ
ยุคการปฏิรูประบบการสาธารณสุข-ยุคปัจจุบัน
พ.ศ.2515-2517 ได้มีการปรับโครงสร้างในกระทรวงสาธารณสุขโดยรวมสถานบริการด้านป้องกันโรคและรักษาพยาบาลให้เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมเดียวกันคือสำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อให้การบริการและการใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
~พ.ศ.2520 กระแสสาธารณสุขมูลฐานที่ได้ริเริ่มและผลักดันโดยองค์กรอนามัยโลกส่งผลให้มีการปรับยุทธศาสตร์สำคัญในการทำงานพัฒนาสุขภาพอนามัยในประเทศไทย โดยใช้แนวทางสาธารณสุขมูลฐานที่เน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
4ยุคปัจจุบัน(พ.ศ.2515-ปัจจุบัน)
แผนพัสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่11
(พ.ศ.2555-2559)
ยังคงมีเป้าหมายสำคัญคือยึดหลัก”ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”และ”คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”รวมทั้ง”สร้างสมดุลการพัฒนา”ในทุกมิติและขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฎิบัติที่ชัดเจนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่12
(พ.ศ.2560-2564)
~เป็นกลไกเชื่อมต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
~ด้วยการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย4.0
~แผนนี้ได้ยึดหลักการพัฒนาและเชื่อมโยงกรอบการพัตนาที่ยั่งยืน ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ การปฏิรูประบบสุขภาพด้านสาธารณสุขการให้ความสำคัญกับระบบอภิบาลระบบสุขภาพยั่งยืน จัดระบบบริการสุขภาพให้ครอบคลุม เป็นธรรม เพื่อให้คนไทยสุขภาพแข็งแรง สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบัที่13
(พ.ศ.2566-2570)
1.การปรับโครงสร้างการผลิตสู่เสรษฐกิจฐานนวัตกรรม
2.การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่
3.การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความชอบธรรม
4.การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน
5.การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยงแปลง ถายใต้บริบทโลกใหม่
5วิวัฒนาการของการสาธารณสุขในต่างประเทศ
1ยุคก่อนคริสตกาล(the pre Christian period)
อียิปต์(Egypt) ก่อนคริสตกาล3000ปี เป็นชาติที่เจริญในยุคนี้มีการดูแลเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน
ยิว เป็นชาติแรกที่ใช้คำว่า “Hygiene code “
กรีกโบราณ ให้ความสนใจด้านสุขภาพทั้งสุขภาพส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม สุขภาพส่วนบุคคล
โรม(Rome)มีการบันทึกสถิติการเกิดโรค ให้ความสนใจการป้องกันโรคที่ติดมาจากสัตว์ การป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งปฏิกูล มีการตวรจแหล่งเกิดโรค สิ่งก่อสร้างอาคารต่างๆมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้สะอาดเรียบร้อย
2 ยุคกลาง (Middle Ages )
ยุคเสื่อมถอยของสุขภาพและการสุขาภิบาล เกิดสงครามครูเสดนำไปสู่การเกิดการระบาดของอหิวาตกโรค โรคเรื้อน กาฬโรค ไข้ทรพิษ(ฝีดาษ)คอตีบ บิด ไทฟอยด์ ไทฟัส
3ยุคเรอเนสซองค์(the Renaissance and reason)
สร้างกล้องจุลทรรศน์ เกิดวิชา Anatomy-physiology-วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ
4 ยุคปฏิรูปอุตสาหกรรมเกิดข้อบังคับการควบคุมโรคระหว่างประเทศและเกิดการพัฒนาระบบสาธารณสุขยุคใหม่
6วิวัฒนาการของพยาบาลชุมชนในประเทศไทย
การพยาบาลสาธารณสุขในต้อนต้นกรุงรัตนโกสินทร์มุ่งทางสงเคราะห์มารดาและทารก
พ.ศ.2467 สภากาชาดไทยได้ตั้งโรงเรียนนางสุขาภิบาล
พ.ศ.2496ได้จัดตั้งโรงเรียนพยาบาลสาธารณสุข
พ.ศ.2498 จัดตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์ขึ้นกับสาธารณสุข
การพยาบาลอนามัยชุมชน เพื่อเน้นความสำคัญของชุมชน และจัดให้มีการเรียนการสอนการรักษาโรคเบื้องต้น
7 วิวัฒนาการการพยาบาลชุมชนในต่างประเทศ
การต่อสู้กับโรคระบาด(อหิวาตกโรคและไขทรพิษ)
ค.ศ.1820(พ.ศ.2363)มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล(miss Florence nightingale) มีบทบาทอย่างมากในการปรับปรุงการพยาบาลตามบ้าน
ค.ศ.1859 วิลเลียม แรทโบน(Mr. William Rathbone )ได้ก่อตั้งบริการพยาบาลตามบ้านที่เรียกว่าdistrict nurse ขึ้นในเขตเมืองลิเวอร์พูล
การพยาบาลสาธารณสุขเฉพาะสาขา เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่20 โดย the visiting nurse Assoiation of Chicago ได้จัดให้มีบริการพยาบาลอนามัยโรงเรียน และการพยาบาลผู้ป่วยวัณโรค