Coggle requires JavaScript to display documents.
มะเร็งตับ แบ่งการเกิดได้เป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ “เกิดกับตับโดยตรง” และ “ลุกลามมาจากมะเร็งในอวัยวะอื่นมายังตับ” ซึ่งการเกิดที่ตับโดยตรง มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ผู้ป่วยเคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เป็นพยาธิใบไม้ในตับ หรือเคยได้รับสารเคมีต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย อย่างยาฆ่าแมลง เกิดการสะสมสารเคมีจากยารักษาโรคบางชนิด หรือแม้กระทั้งการได้รับสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารเคมีที่เกิดจากอาหารหมักดอง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงภาวะทุพโภชนาการ ภาวะภูมิต้านทานร่างกายต่ำ หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากอย่างการมีพันธุกรรมเสี่ยง ซึ่งเมื่อรวมปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา หากมีปัจจัยเสี่ยงมากก็มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับได้มากเป็นเงาตามตัว
รับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วป่นและพริกแห้ง ซึ่งอาจมีสารอัลฟ่าท๊อกซินปนเปื้อนอยู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ในกรณีที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
การผ่าตัด มักทำในผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งยังไม่โตมาก ไม่มีภาวะตับแข็ง และการทำงานของตับยังดีอยู่ เป็นวิธีที่หวังผลเพื่อการหายขาด
การฉีดยาเคมีและสารอุดตันเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงก้อนมะเร็ง ทำเพื่อให้ก้อนมะเร็งยุบลง (Transarterial ChemoEmbolization หรือ TACE)
การใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงทำลายก้อน โดยใช้เข็มสอดผ่านทางผิวหนัง (Radiofrequency Ablation) คลื่นเสียงนี้จะก่อให้เกิดความร้อนที่เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งตายได้
การฉีดยา เช่น ฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปที่ก้อนมะเร็งผ่านทางผิวหนัง ใช้ในกรณีก้อนมะเร็งยังเล็ก และผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้
เพราะโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ การตรวจหาความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ คนไข้ส่วนใหญ่มักจะไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีอาการลุกลามหลายๆ อย่างแล้ว ดังนี้
เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ
คลื่นไส้ อาเจียน
แน่นท้อง ท้องผูก ท้องโต
ขาบวม
ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา ซึ่งมักคลำพบก้อนได้จากอาการตับโต
คลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายจากอาการม้ามโต
ตัวเหลือง ตาเหลือง