Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การส่งเสริมการขับถ่ายปัสสาวะ - Coggle Diagram
การส่งเสริมการขับถ่ายปัสสาวะ
1.ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะ
1.1อายุ หรือ พัฒนาการในวัยต่างๆ(Developmental growth)
1)วัยเด็ก เด็กทารกกระเพาะปัสสาวะมีความจุน้อย การขับถ่ายปัสสาวะจึงบ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่
2)ผู้สูงอายุ จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย เมื่อมีน้ําปัสสาวะเพียง150-200 มิลลิลิตร กระเพาะปัสสาวะก็จะบีบตัวทําให้รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะและทําให้ถ่ายปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น
1.2น้ําและอาหาร
(Food and fluid)
2) จํานวนน้ําที่ร่างกายสูญเสีย (Loss of body fluid)
3)อาหารที่ร่างกายได้รับ (Food intake)
1) จํานวนน้ําที่ร่างกายได้รับ (Fluid intake)
1.3 ยา (Medication)
ยาที่ขับออกทางระบบปัสสาวะจะส่งผลให้สีของน้ําปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
ยาที่มีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติจะรบกวนการขับถ่ายปัสสาวะทําให้ปัสสาวะคั่ง
1.4 ด้านจิตสังคม (Psychosocial factors)
ความกลัวที่รุนแรงอาจทําให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้
ความเครียดและความวิตกกังวลกระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น
1.5 สังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural factor)
สังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวมีอิทธิพลต่อนิสัยการขับถ่ายของบุคคล
1.6 ลักษณะท่าทาง (Body position)
ผู้ชายบางรายจะมีปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะเมื่ออยู่ในท่านอนราบ ส่วนผู้หญิงจะใช้ท่านั่ง ถ้าจําเป็นต้องใช้หม้อนอนบนเตียงราบก็อาจจะไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้หมด
1.7กิจกรรมและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ(Activity and Muscle tone)
3) สตรีในภาวะหมดประจําเดือน
2) ผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานาน
4)ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงนานๆ ร่
1) การออกกําลังกายสม่ําเสมอ
1.8พยาธิสภาพ
(Pathologic conditions)
พยาธิสภาพของโรคหลายชนิดมีผลต่อการสร้างปัสสาวะทั้งปริมาณและคุณภาพ
1.9การผ่าตัดและการตรวจเพื่อการวินิจฉัยต่างๆ
(Surgical and diagnostic procedure)
2) การตรวจวินิจฉัยในระบบทางเดินปัสสาวะ
3) การฉีดยาชาที่ไขสันหลัง ส่งผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะของผู้ป่วย
1) ความเครียดและความวิตกกังวลในกระบวนการรักษา
7.การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ
7.1 วิธีการเก็บปัสสาวะแบบรองเก็บปัสสาวะช่วงกลาง(Clean mid-streamurine)
โดยให้ผู้ป่วยทําความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ําสะอาด ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง ให้ปัสสาวะทิ้งช่วงต้นไปเล็กน้อย เก็บปัสสาวะในช่วงถัดมาประมาณครึ่งภาชนะ โดยห้ามสัมผัสด้านในของภาชนะแล้วปัสสาวะช่วงสุดท้ายทิ้งไปนําปัสสาวะไปส่งให้เจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด
7.2 วิธีการเก็บปัสสาวะจากสายสวนปัสสาวะที่คาไว้
2)เตรียม Syringe sterile เข็มปลอดเชื้อ Sterile swab น้ํายาฆ่าเชื้อ
3)ล้างมือสวมถุงมือสะอาดเช็ดบริเวณที่จะเก็บปัสสาวะด้วยน้ํายาฆ่าเชื้อ
1)ใช้Clamp หนีบสายสวนปัสสาวะที่ใต้รอยต่อระหว่างสายต่อของถุงกับสายสวนไว้นานประมาณ 15–30 นาทีเพื่อให้มีปัสสาวะใหม่เก็บอยู่ก่อน
4)ใช้กระบอกฉีดยาที่มีเข็มปลอดเชื้อแทงที่สายสวนปัสสาวะตรงตําแหน่งที่ทําความสะอาดฆ่าเชื้อไว้แล้ว ดูดปัสสาวะออกมาประมาณ 10 มล. ส่งตรวจเพาะเชื้อทันที
7.3 วิธีการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง
เป็นการเก็บปัสสาวะที่มีการรวบรวมไว้จนครบ 24 ชั่วโมงแล้วส่งตรวจ เริ่มเก็บปัสสาวะเวลา 08.00 น. โดยให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะทิ้งก่อนเริ่มเก็บ และรวบรวมน้ําปัสสาวะที่เก็บได้หลัง 08.00 น.จนครบกําหนด 24 ชั่วโมง แล้วถ่ายปัสสาวะเก็บเป็นครั้งสุดท้าย คือ เวลา08.00 น. เช้าวันรุ่งขึ้น
4.หลักการส่งเสริมสุขภาพในระบบทางเดินปัสสาวะ
4.6 เสริมสร้างนิสัยของการถ่ายปัสสาวะ
เป็นวิธีที่ใช้สําหรับผู้ป่วยที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในช่วงเวลาถ่ายปัสสาวะที่ยาวนานมาก
4.3 ส่งเสริมให้กล้ามเนื้อทํางานอย่างเต็มที่
ถ้ากล้ามเนื้อภายในอุ้งเชิงกรานและช่องคลอดหย่อนสมรรถภาพ จะทําให้ปัสสาวะไม่ออกและกลั้นปัสสาวะไม่ได้
4.5 สอนให้นวดกระเพาะปัสสาวะการนวดกระเพาะปัสสาวะ
เป็นเทคนิคที่ช่วยทําให้กระเพาะปัสสาวะว่าง
4.4 การช่วยเหลือผู้ป่วยในการขับถ่ายปัสสาวะกรณีปัสสาวะไม่ออก
เช่น ช่วยให้ผู้ป่วยได้ถ่ายปัสสาวะในท่าที่สะดวกเป็นธรรมชาติ
4.7 การช่วยเหลือผู้ป่วยในการขับถ่ายปัสสาวะกรณีที่ไม่สามารถไปห้องน้ําได้
พยาบาลอาจต้องนําหม้อนอน (Bedpan)ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้หญิง หรือ กระบอกปัสสาวะ (Urinal) ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้ชายมาให้ผู้ป่วยที่เตียง
4.1 ส่งเสริมให้ได้รับน้ําอย่างเพียงพอ
ในผู้ใหญ่ควรได้รับน้ําสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8แก้วหรือประมาณ 1,500-2,000 มิลลิลิตร
4.2 ป้องกันการติดเชื้อ
ในระบบทางเดินปัสสาวะ
4)อาบน้ําด้วยฝักบัวแทนอาบในอ่างอาบน้ํา หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่แรง
5)ใส่ชุดชั้นในที่ทําด้วยผ้าฝ้ายดีกว่าทําด้วยไนล่อน
6)หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงที่แน่นหรือคับเกินไป
7)เพิ่มความเป็นกรดของปัสสาวะ โดยการรับประทานวิตามินซี และดื่มน้ําผลไม้
3)ดื่มน้ํา 2 แก้วก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์และปัสสาวะทิ้งทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์
2)ฝึกถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ ทุก 2-4 ชั่วโมง
1)ดื่มน้ําอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (แก้วละ 240 มิลลิลิตร)
8)ใช้ Estrogen creamตามแผนการรักษาของแพทย์
6.หลักการพยาบาลผู้ป่วยได้รับการใส่ถุงยางอนามัยเพื่อระบายปัสสาวะ (Condom catheter)
การใส่ถุงยางอนามัย เป็นการระบายปัสสาวะภายนอก ในผู้ชายให้ปัสสาวะไหลไปตามท่อลงสู่ภาชนะหรือถุงรองรับปัสสาวะ
ต้องเปลี่ยนถุงยางอนามัยอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และต้องทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งที่เปลี่ยนถุงยางอนามัย
6.1 วัตถุประสงค์
2) ป้องกันการเกิดแผลกดทับในรายที่ต้องรักษาตัวนาน ๆ
3) ป้องกันการติดเชื้อจากการใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้
1)เพื่อรักษาความสะอาด และป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง เนื่องจากเปียกปัสสาวะบ่อย ๆ
4)ป้องกันการอักเสบในรายที่มีแผล
2.แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะและการขับถ่ายปัสสาวะที่ผิดปกติ
2.1แบบแผนการ
ขับถ่ายปัสสาวะ
1) แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะในคนปกติ
6)ปัสสาวะประมาณ 4-6ครั้งต่อวันและปัสสาวะกลางวันบ่อยกว่ากลางคืน
7)มักถ่ายปัสสาวะก่อนนอน ตอนเช้าหลังตื่นนอน ก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร
5)ลําปัสสาวะช่วงแรกจะพุ่งแรงและใหญ่กว่าตอนสุด
8)การถ่ายปัสสาวะจะเว้นช่วงห่างประมาณ 2–4 ชั่วโมงในเวลากลางวัน และ 6-8 ชั่วโมง ในเวลากลางคืน
4)ตลอดการถ่ายปัสสาวะจะไม่มีอาการเจ็บปวด
9)จํานวนปัสสาวะประมาณ 250-400 มิลลิลิตรต่อครั้งหรือไม่ควรน้อยกว่า 30มิลลิลิตรใน 1 ชั่วโมง
3)เวลาที่ใช้ในการถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งมักไม่เกิน 30วินาที
2) กรณีอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้ทันที ต้องสามารถกลั้นได้ และเมื่อจะปัสสาวะก็สามารถปัสสาวะได้ทันที
10)Residual urineไม่ควรเกิน 50 มิลลิลิตร ในผู้ใหญ่ และไม่ควรเกิน 100 มิลลิลิตรในผู้สูงอายุ
1)อยากถ่ายปัสสาวะเมื่อมีปริมาณปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ100-400มิลลิลิตร
2) ลักษณะของปัสสาวะที่ปกติ
(4)มีความเป็นกรดอ่อนๆ pH ประมาณ 4.6-8.0
(5)มีความถ่วงจําเพาะ (Specific gravity) ประมาณ 1.015-1.025
(3)สีเหลืองจางจนถึงสีเหลืองเข้ม สีเหลืองฟางข้าว หรือสีเหลืองอําพัน
6)เมื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination) ไม่พบ Casts,Bacteria, Albumin หรือน้ําตาล ไม่พบเม็ดเลือดแดง
2)ลักษณะใส ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน
(7)ปัสสาวะใหม่มีกลิ่นแอมโมเนียอ่อนๆ ถ้าตั้งทิ้งไว้นานๆ จะได้กลิ่นแอมโมเนียที่แรง
1)ปริมาณปัสสาวะปกติในผู้ใหญ่ ประมาณวันละ 800–1,600 มิลลิลิตร
2.2 การขับถ่ายปัสสาวะที่ผิดปกติ
5)ปัสสาวะขัด ปัสสาวะลําบาก (Dysuria)
6)ถ่ายปัสสาวะบ่อยหรือกะปริบกะปรอย (Pollakiuria)
4)ปัสสาวะตอนกลางคืน (Nocturia)
7)ปัสสาวะรดที่นอน (Enuresis)
3)ปัสสาวะมากกว่าปกติ (Polyuria หรือ Diuresis)
8)ปัสสาวะคั่ง (Urinary retention)
2)ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ (Oliguria)
9)กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้
(Urinary incontinence)
(3)ปัสสาวะเล็ด (Stress incontinence)
(4)ปัสสาวะท้น (Overflow incontinence)
(5)ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่เกิดจากภาวะหรือโรคอื่นๆ
(Functional Incontinence)
(1)กลั้นปัสสาวะไม่อยู่โดยสิ้นเชิง(True Incontinence)
(2)กลั้นปัสสาวะไม่ทัน หรือ ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
(Urge incontinence/ Urgency/ Overactive bladder)
1)ไม่มีปัสสาวะ (Anuria/Urinary suppression)
8.กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะ
8.1 การประเมิน
2)ตรวจร่างกายในระบบทางเดินปัสสาวะ
3)วิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1)การซักประวัติ
8.2 การวินิจฉัยทางการพยาบาล
จากข้อมูลของกรณีตัวอย่างร่วมกับข้อมูลสนับสนุนที่ได้จากการประเมินสามารถกําหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
8.3 การวางแผนการพยาบาล
และการปฏิบัติการพยาบาล
8)อย่าปล่อยให้ปัสสาวะเต็มถุงรองรับ ควรเททิ้งอย่างน้อยทุก 8 ชั่วโมง
9)ส่งเสริมให้ปัสสาวะเป็นกรด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และป้องกันการเกิดนิ่ว
7)รักษาระบบการระบายปัสสาวะให้เป็นระบบปิดอยู่เสมอ
10)การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะควรทําเมื่อจําเป็น
6)ใช้สบู่อ่อนและน้ําหรือน้ํายาทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
11)ดูแลให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ต่ํากว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ
5)ทําความสะอาดบริเวณฝีเย็บให้สะอาด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
12)ตรวจดูสายสวนและท่อระบายของถุงรองรับปัสสาวะเป็นระยะไม่ให้หักพับงอ
4)Force oral fluid มากกว่า 2,000-3,000มิลลิลิตรต่อวันถ้าไม่มีข้อห้าม
13)กระตุ้นให้ผู้ป่วยลุกขึ้นเคลื่อนไหวและออกกําลังกาย
14)ถ้าเป็นไปได้ให้แยกห้องผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการสวนคาสายสวนปัสสาวะออกจากผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อจากการสวนคาสายสวนหรือไม่ควรอยู่เตียงติดกัน
15)ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา
3)ให้การพยาบาลโดยยึดหลัก Aseptic technique
2)ประเมินสัญญาณชีพ
1)ประเมินอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะทั้งก่อนและหลังให้การพยาบาล
16)ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
17)รายงานแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ
8.4 ประเมินผลการพยาบาล
ภายหลังให้การพยาบาลควรมีการประเมินทุกครั้งตามเกณฑ์การประเมินผล
3.ส่วนประกอบของปัสสาวะที่ผิดปกติ
3.5 ปัสสาวะมีสีเหลืองน้ําตาลของบิลิรูบิน(Bilirubinuria หรือ Choluria)
หมายถึง ภาวะที่ตรวจพบบิลิรูบินในน้ําปัสสาวะ
3.6 ปัสสาวะมีสีดําของฮีโมโกลบิน(Hemoglobinuria)
หมายถึง ภาวะที่มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงทําให้เกิด Oxyhemoglobin
3.4 คีโตนในปัสสาวะ (Ketonuria)
หมายถึง ภาวะที่ตรวจพบคีโตนในน้ําปัสสาวะโดยคีโตนเป็นผลจากการเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน
3.7 ปัสสาวะเป็นหนอง (Pyuria)
หมายถึงภาวะปัสสาวะที่มีเซลล์หนอง เม็ดเลือดขาวในน้ําปัสสาวะบางครั้ง อาจพบมีแบคทีเรียร่วมด้วย
3.3 โปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria หรือ Albuminuria)
หมายถึง ภาวะที่มีโปรตีนหรือแอลบูมิน ในปัสสาวะมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน
3.8 นิ่วในปัสสาวะ (Calculi)
หมายถึง ภาวะที่มีก้อนนิ่วปนออกมากับน้ําปัสสาวะเ
3.2 น้ําตาลในปัสสาวะ (Glycosuria)
หมายถึง ภาวะที่มีน้ําตาลปนออกมาในน้ําปัสสาวะโดยคนปกติจะตรวจไม่พบน้ําตาลในปัสสาวะ
3.9 ไขมันในปัสสาวะ (Chyluria)
หมายถึงภาวะปัสสาวะที่มีไขมันออกมาในน้ําปัสสาวะทําให้เห็นปัสสาวะเป็นสีขาวขุ่น
3.1 ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria)
หมายถึง ภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมาในน้ําปัสสาวะ ทําให้ปัสสาวะเป็นสีแดง
5.การสวนปัสสาวะ
5.2ชนิดของการสวนปัสสาวะ
1)การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (Intermittent catheterization)
2)การสวนคาสายสวนปัสสาวะ (Indwelling catheterization or retained catheterization)
5.3 อุปกรณ์
4)น้ํากลั่นปลอดเชื้อ (Sterile water)และน้ํายาทําลายเชื้อ (Antiseptic solution) เช่น Povidone-iodine
5)กระบอกฉีดยาปลอดเชื้อ (Sterile syringe)ขนาด 10 มิลลิลิตร 1 อัน
6)Transfer forceps
3)สารหล่อลื่นสายสวนชนิดละลายน้ําได้ เช่น KY-jellyเป็นต้น
2)ชุดสวนปัสสาวะที่ปราศจากเชื้อ (Sterile catheterization set)
7)ถุงรองรับปัสสาวะปลอดเชื้อและเป็นระบบปิด (Sterile urine bag) 1 ใบ
1)ชุดทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ 1ชุด หม้อนอน ถุงมือสะอาด 1 คู่ ถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกสําหรับทิ้งสําลีใช้แล้ว
8)โคมไฟ หรือไฟฉาย
9)พลาสเตอร์, เข็มกลัด, ผ้าปิดตา
10)สายสวนปัสสาวะการเลือกใช้สายสวนปัสสาวะควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของการใช้งานและขนาดของสายสวนปัสสาวะ
5.1วัตถุประสงค์ของการสวนปัสสาวะ
4)เพื่อเก็บน้ําปัสสาวะส่งตรวจเพาะเชื้อ
5)เพื่อสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ หรือใส่ยาในกระเพาะปัสสาวะ
3)เพื่อตรวจสอบจํานวนน้ําปัสสาวะที่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะ
6)เพื่อศึกษาความผิดปกติของท่อปัสสาวะ
2)เพื่อช่วยให้กระเพาะปัสสาวะว่างในผู้ป่วยที่ต้องทําหัตถการต่างๆ
7)เพื่อตรวจสอบจํานวนน้ําปัสสาวะที่ขับออกมาในผู้ป่วยอาการหนักอย่างถูกต้อง
1)เพื่อระบายเอาน้ําปัสสาวะออกในผู้ป่วยที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะเองได้