Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การส่งเสริมการขับถ่ายปัสสาวะ - Coggle Diagram
การส่งเสริมการขับถ่ายปัสสาวะ
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่าย
อายุ หรือพัฒนาในวัยต่างๆ
วัยเด็ก เด็กทารกมีกระเพาะปัสสาวะมีความจุน้อย
ผู้สูงอายุ กระเพาะปัสสาวะจะมีการบีบทำให้รู้สึกปัสสาวะบ่อย
น้ำและอาหาร
จำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับ
จำนวนน้ำที่ร่างกายสูญ
อาหารที่ร่างได้รับ
ยา
ด้านจิตสังคม
ลักษณะท่าทาง
กิจกรรมและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะไว้นาน
สตรีในภาวะหมดประจำ
ผู้ที่นอนเตียงนานๆ
พยาธิสภาพของโรค
การผ่าตัดและการตรวจเพื่อการวินิจฉัย
ความเครียดและความวิตกกังวลในกระบวนการรักษา
การตรวจวินิจฉัยในระบบทางเดินปัสสาวะ
การฉีดยาชาที่ไขสันลัง
แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะและการขับถ่ายปัสสาวะที่ผิดปกติ
แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะ
แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะในคนปกติ
อยากถ่ายปัสสาวะเมื่อมีปัสสาวะอยู่ในกระเพาะ 100-400 มิลลิตร
ถ่ายปัสสาวะครั้งละไม่เกิน 30 นาที
ถ่ายปัสสาวะจะไม่มีอาการเจ็บปวด
Residual urine ไม่ควรเกิน 50 มิลลิตร
การถ่ายปัสสาวะเว้นห่าง 2-4 ชั่วโมงในกลางวัน
ภาวะไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้ทันที
ลักษณะของปัสสาวะที่ปกติ
ลักษณะใส ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน
สีเหลืองจางจนถึงสีเหลืองเข้ม
มีความกรดอ่อน PH 4.6-8.0
ปัสสาวะใหม่จะมีกลิ่นแอมโมเนียอ่อนๆ
ปัสสาวะปกติในผู้ใหญ่ 800-1,600 มิลลิตร
การขับถ่ายปัสสาวะที่ผิดปกติ
ไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะมีปริมาณน้อยกว่า 50 มิลลิตร
ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
ปัสสาวะมากกว่าปกติ
ปัสสาวะตอนลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง
ปัสสาวะขัด หรือลำบาก
ถ่ายปัสสาวะบ่อยหรือกะปริบกะปรอย
ปัสสาวะรดที่นอน
ปัสสาวะคั่ง
กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
กลั้นปัสาวะไม่อยู่โดยสิ้นเชิง
กลั้นปัสสาวะไม่ทัน
ปัสสาวะเล็ด
ปัสสาวะท้น
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่เกิดจากภาวะหรือโรคอื่นๆ
ส่วนประกอบของปัสสาวะที่ผิดปกติ
ปัสสาวะเป็นเลือด
ท่อไต กรวยไต
ต่อมลูกหมาก ท่อปัสสาวะ
น้ำตาลในปัสสาวะ
โรคเบาหวาน
โปรตีนในปัสสาวะ
กรวยไตอักเสบ
คีโตนในปัสสาวะ
ขาดน้ำอย่างรุนแรง
ปัสสาวะมีสีเหลืองน้ำตาลของบิลิรูบิน
ปัสสาวะมีสีดำของฮีโมโกลบิน
ปัสสาวะเป็นหนอง
นิ่วในปัสสาวะ
ไขมันในปัสสาวะ
หลักการส่งเสรมสุขภาพในระบบทางเดินปัสสาวะ
ส่งเสริมให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
ควรดื่มน้ำ 6-8แก้ว ประมาณ 1,500-2,000 มิลลิตร
ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
ดื่มน้ำ อย่างน้อย 8 แก้ว
ฝึกถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ
ดื่มน้ำ 2 แก้วนก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์
อาบน้ำด้วยฝักบัว
ชุดชั้นในที่ทำด้วยผ้าฝ้ายดีกว่าทำด้วยไนล่อน
หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงที่แน่นหรือคับเกินไป
เพิ่มความเป็นกรดของปัสาวะ
ใช้ Estrogen cream ตามแผนการรักษาของแพทย์
ส่งเสริมให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างเต็มที่
การช่วยเหลือผู้ป่วยในการขับถ่ายปัสสาวะ กรณีปัสสาวะไม่ออก
จัดให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียวในที่มิดชิดขณะถ่ายปัสสาวะ
ช่วยให้ผู้ป่วยได้ถ่ายปัสสาวะในท่าที่สะดวก
การเปิดก๊อกน้ำให้ได้เห็น
การใช้ความร้อนช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะ
ให้เวลาในการขับถ่ายปัสสาวะ
ช่วยกดหน้าท้องเบาๆช่วยให้ปัสสาวะสะดวก
สอนให้นวดกระเพาะ
เสริมสร้างนิสัยของการถ่ายปัสสาวะ
การช่วยเหลือผู้ป่วยในการขับถ่ายปัสสาวะ กรณีไม่สามารถไปห้องน้ำได้
การสวนปัสสาวะ
วัตถุประสงค์ของการสวนปัสสาวะ
เพื่อระบายเอาน้ำปัสสาวะออกในผู้ป่วยที่ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้
เพื่อช่วยให้กระเพาะว่างนผู้ป่วยที่ต้องทำหัตถการ
เพื่อตรวจสอบจำนวนน้ำปัสสาวะที่ส่งตรวจ
เพื่อสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ หรือใส่ยาในกระเพาะ
เพื่อศึกษาความผิดปกติของท่อปัสสาวะ
ชนิดของการสวนปัสสาวะ
การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว
การสวนคาบสายสวนปัสสาวะ
อุปกรณ์
ชุดทำความสะอาดอวัยสืบพันธุ์
ชุดสวนปัสสาวะที่ปราศเชื้อ
สารหล่อลื่นสายสวนชนิดละลายน้ำ
น้ำกลั่นปลอดเชื้อ
กระบอกฉีดยาปลอดเชื้อ
Transfer forceps
ถุงรองรับปัสสาวะปลอดเชื้อเป็นระบบปิด
โคมไฟ พลาสเตอร์ เข็มกลัด ผ้าปิดตา
สายสวนปัสสาวะ
วิธีการสวนปัสสาวะ
การสวนคาสายสวนปัสสาวะ
บอกผู้ป่วยอธิบายให้เข้าใจถึงความจํา
ล้างมือให้สะอาด เตรียมของใช้ ไปที่เตียงผู้ป่วย
กั้นม่าน และจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ
แขวนถุงรองรับปัสสาวะกับขอบเตียงให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ
จัดท่า ปิดตา คลุมผ้าผู้ป่วย โดยผู้หญิงจัดท่า Dorsal recumbent position ผู้ชายจัดท่า Supine position
ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาด วางชุดสวนปัสสาวะลงบนเตียงระหว่างขาของผู้ป่วย
ใช้ Transfer forceps จัดวางเครื่องใช้เรียงไว้ตามลำดับ เทน้ำยาลงในถ้วย บีบ KY-jelly ลงในผ้าก๊อซในชามกลมใบใหญ่
ฉีกซองใส่สายสวนปัสสาวะ แล้วใช้ Transfer forceps คีบสายสวนออกจากซอง
ฉีกซองกระบอกฉีดยาลงในชุดสวนปัสสาวะด้วยวิธีปลอดเชื้อ เปิดซองถุงมือและใส่ถุงมือด้วยวิธีปลอดเชื้อ
คลี่และวางผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกตรวจสอบประสิทธิภาพของบอลลูนที่ปลาย Foley catheter โดยใช้กระบอก
ฉีดยาดูดน้ำกลั่น
ใช้มือซ้ายแหวก Labia ให้กว้างจนเห็นรูเปิดของท่อใช้มือข้างที่ถนัดหยิบสายสวนปัสสาวะหล่อลื่น KY-Jellyปัสสาวะแล้วใช้ Forceps
คีบสำลีชุบน้ำเกลือเช็ดบริเวณเปิดของท่อปัสสาวะ
ยกภาชนะรองรับปัสสาวะวางบนผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางระหว่างขาผู้ป่วยใช้ Forceps ที่เหลือหรือมือข้างที่ถนัดจับสายสวนปัสสาวะให้มั่นคง
ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปในรูเปิดของท่อปัสสาวะ) ถ้ามีแรงต้านขณะที่สายสวนผ่านเข้า Prostatic sphincter อย่าดันสายสวนเข้าไป จับสายสวน
ให้อยู่กับที่สักครู่ บอกผู้ป่วยให้หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ หมุนสายสวนเบาๆ
ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดที่แหวก Labia หรือ จับ Penisส่วนอีกมือหยิบกระบอกฉีดยาที่บรรจุน้ำกลั่นอยู่ ดันน้ำกลั่นเข้าไปทางหาง Foley ที่มีแถบสี
สอดปลายสายของถุงรองรับปัสสาวะลอดบริเวณเจาะกลางออก เช็ดบริเวณ Vulva ให้แห้งด้วยสำลีที่เหลือ
ถอดถุงมือ ติดพลาสเตอร์ยึดสายสวนกับต้นขาของผู้ป่วย และใช้เข็มกลัดติดสายของถุงรองรับปัสสาวะกับที่นอนเก็บ Set สวนปัสสาวะออกจากเตียง จัดท่าผู้ป่วยให้สุขสบาย
เก็บของใช้ไปทำความสะอาด และบันทึกรายงานการสวนคาสายสวนปัสสาวะ
การถอดสายสวนปัสสาวะที่คาไว
เตรียมเครื่องใช้
บอกผู้ป่วย ใส่ถุงมือทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์และบริเวณ Urethra meatusให้สะอาด
ต่อ Syringe เข้ากับหางของสายสวนปัสสาวะที่ใช้สำหรับใส่น้ำกลั่นแล้วดูดน้ำกลั่นออก
บอกผู้ป่วยให้หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ขณะที่ค่อย ๆ ดึงเอาสายสวนออกแล้วใส่ในถุงที่เตรียม
ใช้กระดาษชำระเช็ดบริเวณ Perineum ให้แห้ง
สังเกตลักษณะ จำนวนปัสสาวะในถุงก่อนเอาไปเททิ้ง ลงบันทึกวันเวลาที่เอาสายสวนออก จำนวน สี
กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ สังเกตความผิดปกติของผู้ป่วย
Condom catheter
วัตถุประสงค์
เพื่อรักษาความสะอาด และป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง
ป้องกันการเกิดแผลกดทับในรายที่ต้องรักษาตัวนาน ๆ
ป้องกันการติดเชื้อจากการใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้
ป้องกันการอักเสบในรายที่มีแผล
ผู้ป่วยที่ใส่ถุงยางอนามัยเพื่อระบายปัสสาวะเป็นเวลานานมีโอกาสที่ผิวหนังบริเวณองคชาต
จะบวม แดง และถลอก
ยต้องคอยระวังไม่ให้ถุงยางบิดเป็นเกลียว หรือ
ท่อสายยางของถุงรองรับปัสสาวะหัก พับงอ
ไม่สามารถหาซื้อถุงยางอนามัยได้ ญาติอาจใช้ถุงพลาสติกใช้แทนให้พอเหมาะ
ผนึกปากถุงพลาสติก แล้วเจาะรูกลม
ขนาดให้องคชาติสอดเข้าไปได้
ตัดพลาสเตอร์ให้เป็นรูกลม รอยติดอยู่ด้านนอก เมื่อนำถุงพลาสติกสวมตรงองคชาต
พลาสเตอร์จะได้ติดที่บริเวณผิวหนังพอดี
การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ
Clean mid-stream urine
ให้ผู้ป่วยทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง
ปัสสาวะทิ้งช่วงต้นไปเล็กน้อย เก็บปัสสาวะในช่วงถัดมาประมาณครึ่งภาชนะ
ห้ามสัมผัสด้านในของภาชนะ แล้วปัสสาวะช่วงสุดท้ายทิ้งไป
นำปัสสาวะไปส่งให้เจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด
วิธีการเก็บปัสสาวะจากสายสวนปัสสาวะที่คาไว้
ใช้Clamp หนีบสายสวนปัสสาวะที่ใต้รอยต่อระหว่างสายต่อของถุงกับสายสวน นาน15-30นาที
เตรียม Syringe sterile เข็มปลอดเชื้อ Sterile swab น้ำยาฆ่าเชื้อ
ล้างมือ สวมถุงมือสะอาด เช็ดบริเวณที่จะเก็บปัสสาวะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
ใช้กระบอกฉีดยาที่มีเข็มปลอดเชื้อแทงที่สายสวนปัสสาวะตรงตำแหน่งที่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อไว้แล้ว ดูดปัสสาวะออก ส่งตรวจเพาะเชื้อทันที
วิธีการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง
รเก็บปัสสาวะที่มีการรวบรวมไว้จนครบ 24 ชั่วโมงแล้วส่งตรวจ
มเก็บปัสสาวะเวลา 08.00 น. โดยให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะทิ้งก่อนเริ่มเก็บ และรวบรวม น้ำปัสสาวะที่เก็บได้หลัง 08.00 น.
จนครบกำหนด 24 ชั่วโมง ควรแนะนำให้งดโปรตีน คาเฟอีน ก่อนการเก็บปัสสาวะประมาณ 6 ชั่วโมงและให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ ก่อนและระหว่างการเก็บ
กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะ
การประเมิน
การซักประวัติ
ตรวจร่างกายในระบบทางเดินปัสสาวะ
วิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การวินิจฉัยทางการพยาบาล
มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
การวางแผนการพยาบาล และการปฏิบัติการพยาบาล
ประเมินอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ
ประเมินสัญญาณชีพ
ยึดหลัก Aseptic technique
Force oral fluid มากกว่า 2,000-3,000 มิลลิลิตรต่อวัน
ทำความสะอาดบริเวณฝีเย็บให้สะอาด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และหลังถ่ายอุจจาระ
ใช้สบู่อ่อนและน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
รักษาระบบการระบายปัสสาวะให้เป็นระบบปิดอยู่เสมอ
อย่าปล่อยให้ปัสสาวะเต็มถุงรองรับ ควรเททิ้งอย่างน้อยทุก 8 ชั่วโมง
ส่งเสริมให้ปัสสาวะเป็นกรด
การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะควรทำเมื่อจำเป็น
ดูแลให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ
ตรวจดูสายสวนและท่อระบายของถุงรองรับปัสสาวะเป็นระยะไม่ให้หักพับงอ
กระตุ้นให้ผู้ป่วยลุกขึ้นเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย
ให้แยกห้องผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการสวนคาสายสวนปัสสาวะออกจากผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อ
ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา รายงานแพทย์เมื่อพบความผิดปกต
ประเมินผลการพยาบาล
ควรมีการประเมินทุกครั้งตามเกณฑ์
การประเมินผล